Grab เดินหน้าสู่ยุค 5.0 พลิกโฉมจาก "แพลตฟอร์ม" สู่ "ผู้ส่งมอบประสบการณ์" - Forbes Thailand

Grab เดินหน้าสู่ยุค 5.0 พลิกโฉมจาก "แพลตฟอร์ม" สู่ "ผู้ส่งมอบประสบการณ์"

FORBES THAILAND / ADMIN
03 Oct 2023 | 06:19 PM
READ 1275

ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีมูลค่า 8.6 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังยังคงทรงตัวจากการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคหลังสถานการณ์โควิด กอปรกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว ผู้เล่นรายต่างๆ ในตลาดจึงมีการปรับกลยุทธ์สร้างสีสันในตลาดอันท้าทายอย่างต่อเนื่อง


    สำหรับผู้นำซูเปอร์แอปครบวงกรอย่าง แกร็บ (Grab) เลือกจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค 5.0 โดยเล็งพลิกจากการเป็น “แพลตฟอร์มสั่งอาหาร” สู่บทบาท “ผู้ส่งมอบประสบการณ์ความอร่อยแบบครบวงจร” ตอบสนองไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    "ในปีนี้เราโฟกัสไปที่3 กลยุทธ์หลัก คือ การนำเสนอบริการที่มีคุณภาพและความหลากหลาย (Quality & Wide Selection) การสร้างฐานสมาชิกและความภักดีของผู้ใช้บริการ (Loyalty) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งอาหารและสินค้า (Efficiency) โดยได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการนำเสนอบริการและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะยาวภายใต้แนวคิด Building Sustainable Growth through Innovation" นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผย


    ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มมีความสำคัญต่อธุรกิจจวบจนชีวิตประจำวันมากขึ้น แกร็บที่มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่แล้ว จึงอาศัยข้อได้เปรียบนี้พัฒนาและปรับปรุงบริการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการแท้จริงของผู้บริโภคมากขึ้น

    "โดยมุ่งแก้ pain point เพื่อทลายข้อจำกัดต่างๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บริการใน 4 มิติหลัก คือ ด้านเวลา ความสะดวก ราคา และสิ่งแวดล้อม" นายวรฉัตรอธิบาย

    สำหรับ 4 มิติหรือ 4S เหล่านี้ ได้แก่

    S1: SAVE TIME (ประหยัดเวลา) เพื่อตอบโจทย์คนยุคนี้ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ หรือต้องการทลายข้อจำกัดในด้านเวลา แกร็บจึงได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการลดเวลาในการรอ เพื่อให้สามารถวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น อาทิ รับเองที่ร้าน (Self-pick up) และสั่งอาหารล่วงหน้า (Order for later)

    S2: SAVE EFFORTS (สะดวกสบาย) เพื่อให้ทุกประสบการณ์การกินเป็นเรื่องง่าย แกร็บจึงได้พยายามพัฒนาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการสามารถลิ้มลองอาหารจานโปรดได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว อาทิ

สั่งอาหารแบบกลุ่ม (Group Order): ฟีเจอร์ที่ผู้ใช้บริการหลายคนสามารถสั่งอาหารจากร้านเดียวกันรวมกันได้ผ่านออเดอร์เดียว ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่ชอบสั่งอาหารมารับประทานร่วมกัน

ทานที่ร้าน (Dine-In): บริการใหม่ล่าสุดจากแกร็บที่ริเริ่มมาเพื่อรองรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาและเช็ครีวิวร้านอาหาร การนำเสนอดีลส่วนลดจากร้านอาหารชั้นนำ ไปจนถึงการให้ส่วนลดบริการเรียกรถเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

    S3: SAVE COST (ประหยัดเงิน) นอกจากการทำระบบแพ็คเกจสมาชิก “GrabUnlimited” เพื่อสร้าง Loyalty ผ่านการมอบส่วนลดสุดคุ้มให้สมาชิกแล้ว แกร็บยังพยายามพัฒนาบริการให้มีทางเลือกที่หลากหลายในด้านราคาค่าบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้ใช้บริการที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราคา (Price-conscious user) ด้วย

    S4: SAVE THE ENVIRONMENT (รักษ์โลก) เพื่อตอบสนองเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แกร็บจึงได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบในเชิงสิ่งแวดล้อม อาทิ

งดรับช้อน-ส้อมพลาสติก (Plastic Cutlery Opt-Out): ฟีเจอร์ที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งผ่านการเลือกไม่รับช้อนส้อมพลาสติก ซึ่งในปีที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกไปแล้วกว่า 8,100 ตันจากการงดแจกช้อนส้อมพลาสติกรวมกว่า 898 ล้านชุดในทุกประเทศที่แกร็บให้บริการ

ชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset): ฟีเจอร์ที่ชวนให้ผู้ใช้บริการร่วมบริจาคเงิน 1 บาทในทุกออเดอร์เพื่อสมทบทุนในการปลูกต้นไม้ ซึ่งจะช่วยชดเชยปริมาณคาร์บอนจากการส่งอาหารด้วยรถจักรยานยนต์ โดยที่ผ่านมาแกร็บได้สนับสนุนการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2 แสนต้นทั่วภูมิภาค


    ฟีเจอร์เหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายต่างๆ ของผู้บริโภค แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับกลยุทธ์ล่าสุดของแกร็บในระดับภูมิภาคที่ต้องการนำเสนอบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) ให้สมกับเป้าหมายส่งมอบประสบการณ์ความอร่อยแบบครบวงจรให้กับผู้ใช้บริการ



อ่านเพิ่มเติม : Generative AI กับดักทันสมัยของมิจฉาชีพยุคใหม่

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine