CENTEL โชว์ฟอร์มแรงไตรมาส 1/69 กวาดรายได้ 6,975 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 2,143 ล้าน โต 186% YoY ผลจากการรับรู้รายได้จากการขายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha เผยภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยโตขึ้น ส่วนสองโรงแรมใน “มัลดีฟส์” กระแสดีต่อเนื่อง
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 โดยระบุว่าไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้นเทียบปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,975 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2568: 6,752 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 223 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 3%) โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 54% : 46% (ไตรมาส 1/2568: 53% : 47%)
ทั้งนี้ สำหรับไตรมาส 1/2569 บริษัทฯมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 3,414 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2568: 2,051 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,363 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 66%) เทียบไตรมาส 1/2568 โดยคิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ ต่อรายได้รวม (% EBITDA) 49% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2568: 30%)
และมีกำไรสุทธิ 2,143 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2568: 748 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 186% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการจำหน่ายสินทรัพย์ของกิจการร่วมค้า Centara Osaka Tokutei Mokutei Kaisha ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การหมุนเวียนเงินลงทุนของบริษัทฯ ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียเป็นจำนวนสุทธิ 1,087 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอื่น ได้แก่ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงสำหรับเงินกู้ยืมสกุลต่างประเทศจำนวน 21 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีโรงแรมภายใต้การบริหารงานทั้งสิ้น จำนวน 90 โรงแรม (19,529 ห้อง) แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 52 โรงแรม (11,179 ห้อง) และเป็นโรงแรมที่กำลังพัฒนา 38 โรงแรม (8,350 ห้อง) สำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 52 โรงแรมนั้น ประกอบด้วยโรงแรมที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของ 22 โรงแรม (5,827 ห้อง) และโรงแรมที่อยู่ภายใต้สัญญาบริหารจำนวน 30 โรงแรม (5,352 ห้อง)

รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPAR) 5,359 บาท ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 11% เทียบไตรมาส 4/2568 เป็นผลมาจากราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่มขึ้น 9% เทียบไตรมาสก่อน เป็น 6,849 บาท และอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้นจาก 77% เป็น 78% ในไตรมาส 1/2569
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPAR) ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 6% เป็นผลจากราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่มขึ้น 4% และอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้นจาก 77% เป็น 78% สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของผลประกอบการของโรงแรมในมัลดีฟส์เป็นสำคัญ
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวม 3,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 195 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 5%) เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเติบโตรายได้ของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเริ่มเปิดดำเนินการ (ramp-up) การรับรู้รายได้จากโรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2568 และผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต
ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมมีกำไรสุทธิ 845 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2568: 693 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 152 ล้านบาท หรือ 22% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับธุรกิจอาหาร ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 3,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (หรือเพิ่มขึ้น 1%) โดยบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตจากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรสที่รับบริหารอยู่ที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2568: 1%) และภาพรวมอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรสที่รับบริหารอยู่ที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2568: 2%)
โดยแบรนด์ที่มีการเติบโตของรายได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้แก่แบรนด์ คัตซึยะ และ คีอานิ
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 หากเทียบกับไตรมาส 4/2568 อัตราการเติบโตสาขาเดิม (SSS) และอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) (ไม่รวมคาเฟ่ อเมซอน – เวียดนาม และ ลัคกี้สุกี้) มีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยอัตราการเติบโตสาขาเดิม (SSS) ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1% (ไตรมาส 4/2568: -3%) และอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 9% (ไตรมาส 4/2568: 4%)
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,488 สาขา (รวมแบรนด์ร่วมทุน) เพิ่มขึ้นสุทธิ 74 สาขา เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 (1,414 สาขา) และเพิ่มขึ้นสุทธิ 59 สาขา เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 (1,429 สาขา) ส่วนหนึ่งเกิดจากการเริ่มนับรวมจำนวนสาขาของร้านลัคกี้สุกี้ จำนวน 36 สาขา และลัคกี้บาร์บีคิว จำนวน 12 สาขา ในไตรมาสที่ 1/2569
นอกจากนี้ ในส่วนของแบรนด์อื่นๆ ที่มีการขยายสาขาอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ได้แก่ อานตี้ แอนส์ (+22) ชินคันเซ็น ซูชิ (+20) มิสเตอร์ โดนัท (+8) คัตสึยะ (+5) และสลัดแฟคทอรี (+5) ในขณะที่บริษัทฯ มีการปิดสาขาบางสาขาที่ไม่ทำกำไร โดยมีการปิดสาขาสุทธิจากแบรนด์ ชาบูตง (-8) และโยชิโนยะ (-4) เป็นหลัก เพื่อปรับปรุงอัตราการทำกำไรของบริษัทฯ ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ
ในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจอาหารมีกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2568: 155 ล้านบาท) โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 7% ของรายได้ธุรกิจอาหาร (ไตรมาส 1/2568: 5%) โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า การปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของธุรกิจอาหารมีความผันผวนตามฤดูกาลบ้างแต่ไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งโดยปกติแล้วไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4 จะมียอดขายสูงกว่าไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 3 เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมและมีวันหยุดเฉลิมฉลองตามเทศกาล สำหรับไตรมาส 1/2569 รายได้รวมลดลง 1% เทียบไตรมาส 4/2568 ขณะที่กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) ลดลง 2% เทียบไตรมาส 4/2568 และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง 22% เทียบไตรมาส 4/2568
สำหรับปี 2569 มีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล ตลอดจนความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่กระทบต่อต้นทุนการเดินทางและพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีความระมัดระวังมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมของบริษัทฯ ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง มัลดีฟส์ และบางพื้นที่ในประเทศไทยอาจมีการชะลอตัวลง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการขายและการตลาดให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
สำหรับธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น ยังคงได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่า รวมถึงความนิยมอย่างต่อเนื่องของประเทศญี่ปุ่นในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้วยความระมัดระวังโดยการปรับกลยุทธ์ทางการขายและตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง การติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย เน้นการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ การมีวินัยทางการเงิน
ขณะที่บริษัทฯ ยังคงการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจเพื่อสร้างความเติบโตในอนาคต ด้วยการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนที่เหมาะสมจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน และการออกตราสารหนี้ตามภาวะตลาดการเงินในแต่ละช่วงเวลา
ในปี 2569 บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เต็มปีเป็นปีแรกจากโรงแรมที่เปิดให้บริการใหม่ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา กะรน วิลล่า จำนวน 50 ห้อง ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของ โครงการ โรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต โดยเริ่มเปิดดำเนินงานตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 นอกจากนี้ยังมีโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ จำนวน 142 ห้อง ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ปี 2568
บริษัทฯ มีการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า จำนวน 300 ห้อง เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12,700 ล้านเยน แบ่งเป็นเงินกู้ 7,400 ล้านเยน และเงินทุน 5,300 ล้านเยน โดยเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นในสัดส่วน 50% ผ่านโครงสร้างการร่วมทุนแบบ GK–TK (Godo-Kaisha – Tokumei Kumiai) ในฐานะของ TK Investors โดยบริษัทฯ จะรับรู้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรขาดทุนจากโรงแรมดังกล่าวตามสัดส่วนการลงทุนที่ตกลงในสัญญา และแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน

สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงแรมในปี 2569 แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่บริษัทฯคาดว่าผลการดำเนินงานยังคงเติบโตจากปีก่อน โดยคาดการณ์อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (รวมโรงแรมร่วมทุน) 70% - 75% รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) อยู่ที่ 4,300 – 4,500 บาท
และรายได้รวม (รวมโรงแรมร่วมทุน) คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% - 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นเป้าหมายรายได้รวม (รวมโรงแรมร่วมทุน) ประมาณ 14,500 – 14,800 ล้านบาท (ปี 2568: 13,816 ล้านบาท)
โดยปัจจัยส่งเสริมการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้
-ผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมที่กลับมาเปิดให้บริการหลังการปรับปรุง และโรงแรมเปิดใหม่ในหลายพื้นที่สำคัญ
-การเปิดให้บริการโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า ในเดือน เมษายน 2569 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการบริษัทฯ
-การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมปี 2568
ส่วนธุรกิจอาหาร ในปี 2569 บริษัทฯ ประมาณการอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales: SSS) ของทุกแบรนด์ (รวมกิจการร่วมค้า) ทรงตัวเทียบปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales: TSS) ประมาณ 10% เทียบปีที่ผ่านมา คิดเป็นเป้าหมายรายได้รวม (รวมกิจการร่วมค้า ยกเว้นลัคกี้สุกี้) ประมาณ 18,500 - 18,700 ล้านบาท (ปี 2568: 16,921 ล้านบาท)
สำหรับการขยายสาขา ณ สิ้นปี 2569 คาดว่าจำนวนสาขาจะเพิ่มขึ้นประมาณ 75 – 85 สาขา (ประมาณ 5% - 6%) เทียบสิ้นปี 2568 จากการมุ่งเน้นการขยายสาขาในแบรนด์ที่มีอัตราทำกำไรสูงเป็นหลัก
งบประมาณการลงทุนปี 2569 บริษัทฯ ได้กำหนดงบประมาณการลงทุนเพื่อรองรับแผนการปรับปรุงโรงแรมเดิม ควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนการขยายธุรกิจ โดยมีงบประมาณประมาณ 3,700 – 4,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการหลัก ได้แก่ การปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่
ส่วนธุรกิจอาหาร บริษัทฯ จัดสรรงบลงทุนสำหรับการปรับปรุงสาขาเดิมและการขยายสาขาใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและการขยายตัวของธุรกิจ โดยมีงบประมาณประมาณ 700 – 800 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้สำรองงบประมาณสำหรับโอกาสเชิงกลยุทธ์ เช่น การร่วมทุน การพัฒนา และการขยายธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยมีงบประมาณประมาณ 1,900 – 2,000 ล้านบาท
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : AWC ไตรมาส 1 ปี 69 "ทุบสถิติใหม่สูงสุด" กวาดรายได้ 6,776 ล้าน ผลจากธุรกิจโรงแรมโต 12% ธุรกิจคอมเมอร์เชียลโต 10.3%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


