ฮาบิแทท กรุ๊ป ชูโมเดลอสังหาฯแนวใหม่ 'คอนโดฯ เพื่อนักลงทุนปล่อยเช่า' 100% - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • ฮาบิแทท กรุ๊ป ชูโมเดลอสังหาฯแนวใหม่ ‘คอนโดฯ เพื่อนักลงทุนปล่อยเช่า’ 100%

ฮาบิแทท กรุ๊ป ชูโมเดลอสังหาฯแนวใหม่ ‘คอนโดฯ เพื่อนักลงทุนปล่อยเช่า’ 100%

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

แผนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขายที่เน้นลูกค้านักลงทุนปล่อยเช่าด้วยโปรโมชันการันตีรายได้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีโครงการอสังหาฯไม่มากที่เปิดขายให้เฉพาะลูกค้านักลงทุนปล่อยเช่าทั้งโครงการ

ฮาบิแทท กรุ๊ป คือบริษัทดังกล่าวที่ตั้งต้นแผนพัฒนาโครงการอสังหาฯ แบบเจาะจงเพื่อขายให้กับลูกค้านักลงทุนปล่อยเช่าทุกยูนิต โดย ชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป อธิบายว่า บริษัทจับตลาดนี้เพื่อเจาะพื้นที่บลูโอเชียน เป็นแพคเกจการลงทุนที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เพราะราคาทั้งหมดรวมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งทุกอย่างเบ็ดเสร็จพร้อมปล่อยเช่า และบริหารด้วยเชนโรงแรมระดับสากล เช่น ครอสทู, เบสท์ เวสเทิร์น พร้อมการันตีอัตราผลตอบแทน 7% ต่อปี ระยะยาว 5 ปี จากนั้นในปีที่ 6 เป็นต้นไป แบ่งส่วนกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของห้องชุด 60% และส่วนของบริษัท 40%

ที่สำคัญและแตกต่างคือโครงการถูกออกแบบการก่อสร้างมาตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 และลูกค้าทุกยูนิตมีสัญญาปล่อยเช่ากับโครงการ จึงสามารถแปลงการใช้ประโยชน์คอนโดมิเนียมเป็นโรงแรมได้ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถปล่อยเช่ารายวันได้เสมือนโรงแรมทั่วไป

ชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด

ด้วยโมเดลธุรกิจดังกล่าว ฮาบิแทท กรุ๊ปเปิดตัวโครงการแรกไปเมื่อปี 2555 จนถึงปัจจุบันเปิดตัวแล้วรวม 5 โครงการ มูลค่ารวม 3,030 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นโครงการระดับกลางถึงบนอยู่ในทำเลเมืองพัทยา มีการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 1 โครงการคือ เดอะ วิลล์ จอมเทียน โครงการบ้านเดี่ยวพูล วิลล่า มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท

ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ คอนโดมิเนียมมูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท ยอดขาย 99% เตรียมโอนกรรมสิทธิ์ ไตรมาส 3-4/60

สำหรับปี 2560 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย 1,500 ล้านบาท ครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 600 ล้านบาท และมีแบ็กล็อกรอโอนปี’60-61 อีกกว่า 1,400 ล้านบาท

แผนครึ่งปีหลัง 2560 บริษัทจะเปิดตัวเพิ่มอีก 2 โครงการ คือ 1.คอนโดมิเนียม บริเวณหาดวงศ์อมาตย์ พัทยา มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เนื้อที่ 1 ไร่ จำนวน 192 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 4-8 ล้านบาท และ 2.โครงการแนวราบในซอยร่วมฤดี มูลค่าโครงการ 250 ล้านบาท เนื้อที่ต่ำกว่า 1 ไร่ จำนวนไม่เกิน 10 ยูนิต เปิดขายราคา 50-100 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณ 1 แสนต้นๆ ต่อตร.ม. ซึ่งเป็นโครงการแรกของฮาบิแทท กรุ๊ปในกรุงเทพฯ

บลูเฟียร์ พัทยา มูลค่าโครงการ 650 ล้านบาท คอนโดฯ ของฮาบิแทท กรุ๊ป ที่เปิดตัวช่วงครึ่งปีแรก 2560 มียอดขายแล้ว 35%

ชนินทร์กล่าวว่า สำหรับคอนโดฯ หาดวงศ์อมาตย์ จะยังคงโมเดลเดิมคือเปิดขายแก่นักลงทุนปล่อยเช่าทั้งหมด 100% เพื่อนำมาบริหารภายใต้เชนโรงแรม โดยโครงการนี้จะเป็นพันธมิตรเชนโรงแรมแห่งใหม่เข้ามาบริหาร ด้านโครงการแนวราบในซอยร่วมฤดีเป็นแผนธุรกิจที่ต่างออกไป คือเน้นขายให้กับลูกค้าซื้ออยู่เองที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ใจกลางเมืองในราคาต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่าคอนโดมิเนียม

“พื้นฐานบริษัทเรามาจากการเป็นนักลงทุนรายย่อยในอสังหาฯ มาก่อน ทำให้มีประสบการณ์และเห็นตลาดว่า นักลงทุนปล่อยเช่ามีกิจกรรมที่ต้องทำหลังซื้อหลายอย่าง เช่น ตกแต่งห้อง ติดต่อเอเย่นต์ปล่อยเช่า ดูแลบำรุงรักษาห้องชุด ซึ่งโครงการของฮาบิแทท กรุ๊ป จะตอบโจทย์การดูแลเหล่านี้ให้ทั้งหมด สร้างความสะดวกสบายให้ลูกค้า”

ชนินทร์กล่าวต่อว่า แนวทางการลงทุนของบริษัทเน้นทำเลเมืองพัทยาเป็นหลัก เนื่องจากที่ดินราคายังไม่สูงมาก ที่ดินติดหาดหรือใกล้หาดราคาราว 60-150 ล้านบาท/ไร่ เมื่อพัฒนาโครงการแล้วนักลงทุนปล่อยเช่ายังมีโอกาสได้อัตราผลตอบแทน 6-8% ต่อปี เทียบกับในกรุงเทพฯ ซึ่งราคาห้องชุดสูงจนอัตราผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 4-5% เท่านั้น

และเมืองพัทยายังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตราการเข้าพักในโรงแรมสม่ำเสมอตลอดปี เฉลี่ยอัตราเข้าพักโรงแรมจึงสูง 75-80% ต่อปี รวมถึงทำเลที่ตั้งรายล้อมด้วยแหล่งงานคือนิคมอุตสาหกรรม และรัฐมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการ เช่น มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง จึงมองว่าพัทยามีโอกาสเติบโตและมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม คอนโดฯ ต่างจังหวัดถูกมองว่าเป็นตลาดที่ซบเซาจากภาวะโอเวอร์ซัพพลายติดต่อกันหลายปี แต่ ชนินทร์ กล่าวย้ำว่า ฮาบิแทท กรุ๊ปเลือกลงทุนในทำเลที่เหมาะสมคือติดหาดหรือใกล้หาดไม่เกิน 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งซัพพลายคอนโดฯใหม่ทำเลใกล้หาดเกิดขึ้นน้อยเพียง 1-2 โครงการต่อปี

 

Forbes in Details

ชนินทร์เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจมาจากการเป็นนักลงทุนรายย่อย เริ่มลงทุนคอนโดฯ ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2555 เขามีการลงทุน ปล่อยเช่า และขายต่อห้องชุดไปแล้วกว่า 70 ยูนิต รวมมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท แต่เนื่องจากราคาห้องชุดในกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึง 2-3 แสนบาท/ตร.ม. ทำให้อัตราผลตอบแทนต่ำลง จึงผันตัวเป็นดีเวลอปเปอร์โดยเน้นการพัฒนาโครงการด้วยมุมมองของนักลงทุนรายย่อย

จากการขายที่ผ่านมา พบว่าลูกค้า 70% เป็นผู้ซื้อที่มีประสบการณ์ในการลงทุนอสังหาฯ และ 30% ผันตัวจากการลงทุนประเภทอื่น เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ส่วนใหญ่มีรายได้ประมาณ 8 หมื่นบาท/เดือนขึ้นไป และบางส่วนลงทุนด้วยเงินสด

BACK TO TOP