หลังทำรายได้แตะระดับ 100 ล้านบาทมานาน บริษัท WOODY WORLD เดินหน้าทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ จากธุรกิจคอนเทนต์สู่ “MINISTRY OF LIFE” หรือ “กระทรวงแห่งชีวิต” มุ่งสร้างระบบนิเวศด้าน well-being จัดทัพ 16 รายการครอบคลุมหลากหลายมิติของชีวิต เชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ ประสบการณ์ และธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมลดการพึ่งพาตัว “วู้ดดี้” ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาทในปี 2570
บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด (WOODY WORLD) ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจจากบริษัทที่มีจุดแข็งด้าน media & content สู่การสร้าง well-being ecosystem หรือระบบนิเวศด้านการมีสุขภาวะที่ดี ภายใต้แนวคิด “MINISTRY OF LIFE: Connecting every dot of life” หรือ “กระทรวงแห่งชีวิต”
การปรับทัพครั้งนี้สอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากรายงาน Global Entertainment & Media Outlook 2025-2029 ของ PwC ที่ระบุว่าตลาด entertainment & media ในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่ากว่า 700,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปีก่อน และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 2.98% ต่อปี ในช่วงปี 2568-2572 สะท้อนถึงโอกาสของผู้ประกอบการที่สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด WOODY WORLD จึงก้าวสู่บทบาทใหม่ภายใต้ชื่อ Ministry of Life ซึ่งยกระดับจากผู้ผลิตคอนเทนต์และรายการ สู่การเป็นแพลตฟอร์ม content & community ที่เชื่อมโยงเนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญ ครีเอเตอร์ ดาราเซเลบริตี้ และประสบการณ์เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความสนใจของผู้คนให้เกิดการลงมือทำและเปลี่ยนแปลงชีวิตจริง
โดยปรับจุดโฟกัสจากเดิมที่เน้นการสร้างฐานผู้ชม (audience) มาเป็นการสร้างชุมชน (community) ภายใต้แนวคิด “Content people choose. Communities they belong to” หรือการสร้างคอนเทนต์ที่คนเลือกติดตาม และคอมมูนิตี้ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง

จาก “คอนเทนต์” สู่ “กระทรวงชีวิต”
วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด กล่าวว่า การทรานส์ฟอร์มจาก WOODY WORLD สู่ MINISTRY OF LIFE ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตขององค์กรที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี
ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้ตั้งคำถามกับตัวเองและทีมมาโดยตลอดว่าหากวันหนึ่งไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว WOODY WORLD จะเป็นอย่างไร และบริษัทจะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร จนเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนจึงเริ่มวางแผนเปลี่ยนบริษัทให้เป็นศูนย์รวมของ content และ community ที่มากกว่าตัววู้ดดี้ แม้บริษัทที่จดทะเบียนในปัจจุบันยังใช้ชื่อ WOODY WORLD แต่จากนี้จะเริ่มใช้ชื่อใหม่ที่สะท้อนตัวตนและระบบนิเวศของบริษัท คือ MINISTRY OF LIFE
หากกล่าวในภาพกว้าง MINISTRY OF LIFE มีหน้าที่ดูแลชีวิตของคนไทยในทุกมิติ โดยจุดประสงค์คือการเปลี่ยนคอนเทนต์ให้เป็นคอมมูนิตี้ และเปลี่ยนคอมมูนิตี้ให้เป็นพลังที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตผู้คนอย่างยั่งยืน
โครงสร้างของ MINISTRY OF LIFE วางไว้บน 6 เสาหลักของชีวิต ได้แก่ คอนเทนต์ด้านเวลเนส, ความสัมพันธ์ ครอบครัว และสัตว์เลี้ยง, งานและอาชีพ, ความมั่งคั่ง, ทัศนคติและสุขภาวะทางอารมณ์, เป้าหมายและความหมายของชีวิต โดยทั้งหมดจะเชื่อมโยงผ่านนักเล่าเรื่อง หรือ “talk fluencer” ที่ในอดีตอาจเรียกว่าพิธีกร ซึ่งนอกจากทำคอนเทนต์แล้ว ยังจะนำผู้ชมไปสู่คอมมูนิตี้และอีเวนต์ต่างๆ
การเข้าสู่ตลาด health & well-being ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นเพียงกระแสสุขภาพระยะสั้น แต่เป็นการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาวะโรคเรื้อรัง และแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้น วันนี้สุขภาวะไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ครอบคลุมตั้งแต่การกิน การนอน การออกกำลังกาย สุขภาพจิต การใช้ชีวิต ไปจนถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“เรามองเห็นโอกาสในการนำจุดแข็งของ WOODY WORLD ทั้งด้าน content, community, experts และ experience มาต่อยอดจากธุรกิจ media & content ไปสู่ well-being ecosystem ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค และในขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับแบรนด์และพาร์ตเนอร์” วู้ดดี้ กล่าว
จากแนวทางดังกล่าว MINISTRY OF LIFE จะมีรายการรวม 16 รายการ ประกอบด้วยรายเดิมในเครือและรายการใหม่ๆ เช่น Kim’s Mirror โดย คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส รับบทพิธีกรครั้งแรก, My Daddy James รายการที่ดำเนินรายการโดย เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ในบทคุณพ่อมือใหม่, The Lazy Genius รายการภายใต้แนวคิด “ฉลาดใช้ชีวิต ไม่ใช่ใช้ชีวิตจนเหนื่อย” โดย คริส หอวัง ที่รับบทเป็น fact finder และ WandOland รายการทอล์กโชว์ด้านความรักและความสัมพันธ์ ดำเนินรายการโดย วู้ดดี้ และ โอ๊ต-อัครพล รวมถึงอีกหนึ่งธุรกิจใหม่คือ “CO-LAB” ซึ่งเป็นการ co-create ทั้งคอนเทนต์และคอมมูนิตี้ร่วมกับพาร์ตเนอร์
โดย 16 รายการ สามารถสร้างยอดรับชมสะสมกว่า 370.1 ล้านครั้ง จากจำนวนรวม 298 ตอน หรือเฉลี่ยประมาณ 1.24 ล้านครั้งต่อตอน มีฐานผู้ชม (audience) รวมเฉลี่ยราว 20 ล้านคน กระจายอยู่ใน 3 channel หลัก ได้แก่ Woody World, Life Dot และ alive dot

ปรับพอร์ตใหม่ ลุยเป้ารายได้ 200 ล้าน
กัญญลักษณ์ มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน และฝ่ายการตลาด บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด เล่าย้อนว่า ในช่วงแรก WOODY WORLD ทำเพียงรายการเดียวคือ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” ซึ่งสร้างรายได้ปีละเกือบ 100 ล้านบาท ก่อนที่พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนจากโทรทัศน์มาเป็นออนไลน์ และบริษัทเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาทำออนไลน์ โดยในช่วงนั้นสามารถขายโฆษณาบนเฟซบุ๊กได้ไลฟ์ละ 1 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 100 กว่าล้านบาท
จากนั้น WOODY WORLD ได้เริ่มธุรกิจ S2O ทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 200 ล้านบาท โดยระบุว่า หาก S2O ยังรวมอยู่ในบริษัทเดียวกัน ปัจจุบันรายได้รวมน่าจะมากกว่า 300 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีผู้สนใจเข้ามาลงทุน จึงมีการแยก S2O ออกมา และแยกตัวเลขออกจากกันเพื่อให้เห็นรายได้-กำไรชัดเจนขึ้น ทำให้บริษัท WOODY WORLD กลับมามีรายได้อยู่ในระดับ 100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ บริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับตัวของราคาน้ำมันช่วงต้น ซึ่งส่งผลต่อลูกค้า ทำให้เม็ดเงินของลูกค้าลดลง และกระทบต่อจำนวนงานของบริษัท
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 139 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจ content & media คิดเป็น 52% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจ event และ business partnership
ด้านทิศทางและแผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโตขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทจะรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ content & media พร้อมนำ data และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และพัฒนาคอนเทนต์และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น
ขณะที่วู้ดดี้กล่าวว่า “WOODY WORLD เราเป็นครีเอเตอร์ทั้งคอนเทนต์และอีเวนต์ แต่วันนี้เราจะเป็น co-creator ด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง” พร้อมระบุว่า บริษัทมีรายได้อยู่ในระดับ 100 ล้านบาทมานานแล้ว และมองว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากอีเวนต์ได้ โดยในปีหน้าโอกาสในการเพิ่มจำนวนอีเวนต์จะมากขึ้น อย่างน้อยจาก 16 รายการ จะมี 16 คอมมูนิตี้ และ 16 อีเวนต์ ขณะที่บางรายการอาจมีอีเวนต์ย่อยเพิ่มเติม
สำหรับสัดส่วนรายได้ที่วางไว้ในปี 2570 ประกอบด้วยคอนเทนต์และมีเดีย 40% อีเวนต์และคอมมูนิตี้ 40% และ CO-LAB 20% โดยในหมวดคอนเทนต์และมีเดีย รายการที่มีวู้ดดี้จะเหลือสัดส่วนประมาณ 15-20% ภายในปี 2571 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนมากกว่า 50% ขณะที่เป้าหมายรายได้ในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 200 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปี 2569
วู้ดดี้ กล่าวว่า ตัววู้ดดี้เองไม่ได้อยู่ตลอดไป ดังนั้นหากต้องการให้บริษัทมีความยั่งยืนโดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล สัดส่วนรายการที่มีวู้ดดี้จะต้องลดลงเรื่อยๆ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้ไม่ว่าจะมีวู้ดดี้หรือไม่มีก็ตาม
โดยเห็นข้อเท็จจริงว่าตัวเองเป็น “คอขวด” ของบริษัทจาก S2O ซึ่งหลังจากที่ลดบทบาทลง ธุรกิจกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่าตัวเองเหมาะกับการสร้างธุรกิจในช่วง 2-3 ปีแรก เช่นเดียวกับ MINISTRY OF LIFE ที่กำลังสร้างขึ้นในปัจจุบัน แต่หากต้องการให้ธุรกิจมีความยั่งยืนต่อไป จำเป็นต้องมี professional manager เข้ามาบริหารอย่างเป็นระบบ
“วันนี้ตำแหน่งวู้ดดี้เป็น CEO แต่คิดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าอาจต้องมูฟไปเป็นบอร์ดของบริษัท และในเวลาเดียวกันก็ต้องหาคนมารันอย่างแท้จริงในทุกแผนก ซึ่งตอนนี้เราก็เริ่มให้ manager มาเทสแล้ว เพราะจากเดิมที่เป็น family company มันก็จะไม่เป็นระบบ ทุกอย่างก็จะมาตามอารมณ์วู้ดดี้ ตัวเลขก็จะแปรผันตามอารมณ์วู้ดดี้ ซึ่งมันไม่ยั่งยืน” วู้ดดี้ กล่าว
ภาพ : WOODY WORLD
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เอนเกจฯ HYROX ทะลุ 5.1 ล้านครั้ง คนไทยซ้อม-แชร์-คุยต่อ แม้พ้นวันแข่ง จากมาราธอนสายยิม สู่ไลฟ์สไตล์ สมรภูมิใหม่ของแบรนด์กีฬา-สุขภาพ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


