ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัว โรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนในการรักษาพยาบาล ทำให้ระบบการรักษาแบบปลายเหตุเผชิญข้อจำกัดที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปี 2569 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักร่วมกันว่า “สุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Wellness ที่ไม่ได้หมายถึงการรักษาเมื่อเจ็บป่วยอีกต่อไป แต่คือการลงทุนเพื่อยืดอายุสุขภาพ (Health span) ให้ยืนยาวควบคู่กับอายุขัยจริง (Life span)
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7.9 ล้านล้านเหรียญในปี 2569 ก่อนขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านเหรียญในปี 2572 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และมีสัดส่วนต่อ GDP โลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าตลาด Wellness กว่า 4.05 หมื่นล้านเหรียญ อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลกในปี 2566 และครองอันดับ 1 ด้านมูลค่าการเติบโตที่ 28.4% ระหว่างปี 2565-2566 โดยภาคส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.23 หมื่นล้านเหรียญ สอดรับกับทิศทางตลาดโลกที่คาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 1.38 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2572 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี สะท้อนว่าการเดินทางเพื่อดูแลสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่แข่งขันกันในระดับโลก
โดยทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดนี้ มีการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 562 ล้านทริปต่อปี มากกว่ายุโรปและทวีปอเมริกา ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 3 รองจากอินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในช่วงปี 2566-2567 อัตราการเติบโตสูงถึง 36.4% สะท้อนความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพอย่างชัดเจน โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน โอมาน และสิงคโปร์

ไทยอย่าปล่อยโอกาสหลุดมือ ปี 2569 Wellness โตแรง
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมเวลเนสเติบโตชัดเจนที่สุดทั้งในระดับประเทศและระดับโลก แม้ประเทศไทยจะมีพื้นฐานด้านเวลเนสมาอย่างยาวนาน แต่ในอดีตการเติบโตยังถูกจำกัดด้วยกำลังซื้อและความเข้าใจของผู้บริโภค แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กระแสบนโซเชียลมีเดียต่างพูดถึง Longevity และ Wellness เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมของผู้บริโภคที่มองว่า การนอนดี ไม่กินจังก์ฟู้ด และดูแลสุขภาพ คือเป้าหมายชีวิตใหม่ ทำให้ “Health and Wellness is the new luxury” ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างเร่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำต้องไม่ปล่อยให้โอกาสในปี 2569 หลุดมือไป
การเติบโตของเทรนด์ Wellness ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในผลประกอบการของ BDMS โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมราว 1.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากกลุ่ม Wellness ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12% ซึ่งสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ในอดีต และเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี
“เราตั้งเป้าว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า รายได้จากกลุ่ม Wellness จะขยับแตะ 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของรายได้รวม ซึ่งไม่ใช่เพียงการเติบโตขององค์กร แต่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก”

หนึ่งในปัจจับสำคัญทำให้เทรนด์ Wellness เติบโตคือโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2568 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 22.72% และคาดว่าจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” ภายในปี 2576 เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 28.57% ปัญหาที่ตามมาคือจำนวนแรงงานลดลง การจัดเก็บภาษีลดลง และภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “ตายมากกว่าเกิด” จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จากกว่า 703,003 คนในปี 2560 เหลือเพียง 416,574 คนในปี 2568 ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 559,684
นอกจากนี้ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก โดยในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 43 ล้านคน ส่วนประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก NCDs สูงถึง 429,600 คน หรือคิดเป็น 68% ของการเสียชีวิตทั้งหมด
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวคิดเรื่องอายุขัยสุขภาพมีความสำคัญมากกว่าอายุขัยจริง โดยคนทั่วโลกมีอายุขัยเฉลี่ย 73.6 ปี แต่อายุสุขภาพเฉลี่ยเพียง 63.6 ปี หมายความว่ามีช่วงเวลาหลายปีที่ต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง ความเจ็บป่วย และอาจรวมถึงความพิการ สำหรับประเทศไทย แม้อายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 77.4 ปี แต่อายุสุขภาพยังอยู่ที่ระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 67.3 ปี และในอนาคตช่องว่างนี้มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2593 คนไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ย 81.6 ปี แต่อายุสุขภาพเพียง 69.9 ปี หรือมีช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับโรคยาวเกือบ 12 ปี
นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจก็เป็นอีกเทรนด์สำคัญของปี 2569 โดย Mental Wellness ครอบคลุมตั้งแต่ความเครียด สุขภาพจิต ไปจนถึงคุณภาพการนอน ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงวัฒนธรรมจากความเป็นเมืองพุทธ ทำให้เชี่ยวชาญด้านสมาธิและการปล่อยวาง ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมาเพื่อ “ชาร์จพลังใจ” และมีศักยภาพจะเติบโตได้อีกมากหากได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง
นายแพทย์ตนุพลมองว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นของ Wellness อย่างชัดเจน เพราะหากอายุยืนแต่ไม่แข็งแรง จะนำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้งเงินส่วนตัวและงบประมาณรัฐ ตรงกันข้าม หากสามารถทำให้ประชากรเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรง ก็จะยังสามารถทำงาน อัปสกิล รีสกิล และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง
แนวคิดนี้ทำให้ BDMS มีนโยบายให้รางวัลพนักงานที่ไม่ป่วยตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วนพนักงานที่มีสุขภาพดีจากเพียง 1% ในอดีต เป็นมากกว่า 50% ในปัจจุบัน พร้อมเสนอว่าหากขยายแนวคิดนี้ในระดับประเทศ เช่น สิทธิรักษาพยาบาล 30 บาท หากใครไม่ใช้สิทธิเลยหรือไม่ป่วยตลอดปี ควรได้รับแรงจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินรางวัล การยกเว้นภาษี หรือการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนด้านสุขภาพ

8 เทรนด์ Wellness ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2569
1. Wellness Real Estate ข้อมูลจาก GWI ระบุว่า ในช่วงปี 2567–2573 อุตสาหกรรม Wellness Real Estate มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.2% ต่อปี นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมเวลเนส เนื่องจากกระแส Wellness กำลังเปลี่ยนคำจำกัดความของบ้านและอาคาร จากทรัพย์สินเพื่อการอยู่อาศัยไปสู่พื้นที่ที่ถูกประเมินคุณค่าจากสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่สภาพแวดล้อมมอบให้กับผู้อยู่อาศัย
โดยในปี 2026 Wellness Real Estate จะก้าวขึ้นเป็น Super Trend อย่างชัดเจน สะท้อนว่าสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคลินิกหรือฟิตเนส แต่ถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ซึ่ง GWI ชี้ว่า ปัจจัยในการเลือกที่อยู่อาศัย อาคาร โรงแรม หรือออฟฟิศ กำลังขยายจากทำเลและดีไซน์ ไปสู่คุณภาพอากาศ ความเงียบ แสงที่ไม่รบกวนการนอน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตจริง ซึ่งล้วนเป็นตัวขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
2. ธุรกิจแพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย รวมถึงการแพทย์แผนตะวันออกและทางเลือก โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 7.56 แสนล้านเหรียญในปี 2569 และเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปีในช่วงปี 2567-2572 สะท้อนการกลับมาของความเชื่อใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนจีน แพทย์อินเดีย แพทย์แผนไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงสมุนไพรไทย เนื่องจากผู้คนมองหาทางเลือกด้านสุขภาพที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสามารถปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
3. Mental Wellness & Sleep Economy เพราะ “สุขภาพใจ” ไม่ใช่เรื่องนามธรรมหรือประเด็นส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้าน Performance ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของบุคลากรและองค์กร ข้อมูลจาก GWI ระบุว่า ในช่วงปี 2567-2572 อุตสาหกรรม Mental & Sleep Wellness มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี สะท้อนระดับความเครียดของคนรุ่นใหม่ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผลักดันการเติบโตของ Sleep Economy, mindfulness, sound healing และ aromatherapy อย่างก้าวกระโดด
ในปี 2569 การดูแลสุขภาพใจจะเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงนามธรรม สู่การลงทุนที่ตั้งเป้าและวัดผลได้จริง ทั้งในเชิงตัวชี้วัด และเครื่องมือดิจิทัลที่ดูแลสุขภาพใจแบบเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน Sleep Economy จะลึกขึ้นกว่าการ “ไม่นอนดึก” ไปสู่การออกแบบการนอนทั้งระบบ ตั้งแต่แสง เสียง อุณหภูมิ จังหวะชีวิต ไปจนถึงสภาวะใจก่อนนอน ซึ่งเป็นฐานของทั้งความสำเร็จและคุณภาพชีวิต
4. Wellness Tourism โดยปี 2569 จะเป็นการเที่ยวเพื่ออัปเกรดตัวเองไม่ใช่แค่พักผ่อน โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเน้น preventative diagnostics, โปรแกรมยืดอายุแบบ evidence-based, Scientific Wellness และประสบการณ์ที่ทำให้กลับบ้านไป “ใช้ชีวิตใหม่ได้จริง” และ “เดินทางเพื่อยืดอายุ”

5. รักษาโรค สู่ จัดการความเสี่ยงก่อนเกิดโรค จะเป็นแกนหลักของปี 2026 ภายใต้ 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ Predictive (คาดการณ์ความเสี่ยง) + Preventive (ป้องกันก่อนป่วย) + Personalized (เฉพาะบุคคล) โดยเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล และออกแบบโภชนาการ การนอน และการออกกำลังกายแบบ precision เพื่อลดโอกาสการเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ต้น
โดย GWI ระบุว่า ในช่วงปี 2567-2572 ตลาด Public Health, Prevention & Personalized Medicine มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.7% โดยในช่วงปี 2562-2567 ภาค Public Health & Prevention เติบโตถึง 9.2% ขณะที่ Personalized Medicine เติบโต 6.8% และหากพิจารณาเฉพาะปี 2566-2567 การเติบโตของ Public Health & Prevention ชะลอลงเหลือ 4.4% แต่ Personalized Medicine กลับเร่งขึ้นเป็น 7.8% สะท้อนทิศทางโลกที่ประชาชนและภาคเอกชนหันมาลงทุนกับการตรวจลึก รู้ก่อน และป้องกันก่อนอย่างจริงจัง
6. อาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก โดย GWI ระบุว่า มีมูลค่าทั่วโลกแตะ 1.36 ล้านล้านเหรียญในปี 2569 และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 7.1% ต่อปี เนื่องจากโภชนาการกำลังย้อนกลับไปหาของจริง แต่ฉลาดขึ้น เมื่อผู้บริโภคเข้าใจว่า microbiome คือศูนย์บัญชาการของภูมิคุ้มกัน อารมณ์ และการอักเสบ อาหารจึงไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็นซอฟต์แวร์ของร่างกาย รวมถึงการกินอย่างยั่งยืนก็เติบโตอย่างชัดเจน ท่ามกลางความสับสนจากอาหารแปรรูปที่อ้างสุขภาพ พร้อมกับความสำคัญของ nutritional transparency เมื่อผู้บริโภคต้องอ่านฉลากให้เป็น
7. จากกิจกรรม HR สู่ระบบวัดผลด้านสุขภาพขององค์กร โดยคาดว่า Workplace Wellness ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.2% ต่อปีในช่วงปี 2567-2572 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรม HR ไปสู่ระบบบริหารความเสี่ยงสุขภาพขององค์กร เมื่อหลายบริษัทยอมรับว่าการออกกำลังกายในออฟฟิศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต้นทุนสุขภาพคือ productivity cost
ในปี 2569 องค์กรจะจริงจังกับการใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อ monitor ปัจจัยเสี่ยงด้านความเครียด การนอน และพฤติกรรมสุขภาพ พร้อมการป้องกันโรคเชิงรุก แม้อัตราการเติบโตของหมวดนี้ไม่สูงมาก แต่ความจำเป็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางโลกการทำงานที่ตึงเครียด และแนวโน้มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ การสนับสนุนการนอน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี หากประเทศสามารถยกระดับสุขภาพแรงงานได้ จะได้กำไรทั้งด้าน productivity และการลดภาระสุขภาพในภาพรวม
8. AI for Wellness ซึ่งเป็นเหมือนผู้ช่วยสุขภาพส่วนตัวที่รู้ใจและวัดผลได้ ได้ ที่ผ่านมา Wellness มักถูกมองเป็นกิจกรรมหรือความรู้สึก แต่ในปี 2569 โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ Wellness ที่วัดผลได้จริง ผู้คนเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอะไรแล้วดูสุขภาพดี” เป็น “ทำอะไรแล้วตัวชี้วัดดีขึ้นจริง” ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน ระบบเผาผลาญ ภาวะอักเสบ กล้ามเนื้อ หรืออายุชีวภาพ แนวคิดนี้ทำให้ Wellness กลายเป็น ระบบนำทางชีวิต ที่อาศัยข้อมูลจาก lab, wearable และ lifestyle เพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ พัฒนา ‘เวลเนสซิตี้’ มิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์มูลค่า 25,000 ล้านบาท
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

