เจาะกลยุทธ์ “โอสถสภา” บริษัทที่อยู่คู่ไทยมา 135 ปี ปีนี้เดินหน้าเสริมแกร่งกลุ่มเครื่องดื่ม พร้อมดัน Personal Care สู่พรีเมี่ยม

เจาะกลยุทธ์ “โอสถสภา” บริษัทที่อยู่คู่ไทยมา 135 ปี ปีนี้เดินหน้าเสริมแกร่งกลุ่มเครื่องดื่ม พร้อมดัน Personal Care สู่พรีเมี่ยม

“โอสถสภา” บริษัทไทยอายุ 135 ปี กำลังขยับหมากครั้งใหม่เสริมแกร่งเครื่องดื่มเรือธงอย่าง M-150 – ลิโพ พร้อมดันธุรกิจ Personal Care สู่ตลาดพรีเมี่ยม และเร่งขยายต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์เติบโตตัวใหม่


    หากพูดถึงเครื่องดื่มชูกำลังของไทย เชื่อว่าชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงน่าจะมี M-150 รวมถึงลิโพอยู่ด้วยแน่นอน เครื่องดื่มชูกำลังเหล่านี้เป็นโปรดักต์ของ “บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)” บริษัทที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 135 ปี จากชื่อแรกอย่าง “Tek Heng Yoo” มีสินค้าตัวแรกคือ “ยากฤษณากลั่น” ซึ่งข้าราชการและประชาชนกินแล้วหายจากโรค จนได้รับตราครุฑจากราชการ และได้รับชื่อบริษัทว่าโอสถสภา

    โอสถสภาผ่านการปรับสูตร เปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญคือการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2561 ปัจจุบันมีสินค้าแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก คือ

    1.กลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งมีทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง คือ M-150, ลิโพ, ฉลาม, โสมอินซัม และเครื่องดื่มฟังก์ชั่นนอลดริงก์ เช่น ซีวิต, เป๊ปทีน, คาลพิส แลคโตะ

    2.กลุ่ม Personal Care เช่น เบบี้มายด์ เป็นต้น

    3.กลุ่มเฮลท์แคร์และขนมหวาน เช่น โอเล่ โบตัน ทันใจ เป็นต้น

    ในแง่ของรายได้ โอสถสภาจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทรายได้หมื่นล้านของไทย โดยปี 2568 ที่ผ่านมามีรายได้รวมอยู่ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% (YoY) แต่ถึงอย่างนั้นโอสถสภามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% (YoY)

    แต่คำถามคือ ภายใต้ความท้าทายมากมายในปีนี้ โอสถสภาตั้งเป้าเติบโตอย่างไร และวางกลยุทธ์อย่างไรบ้างเพื่อให้องค์กรหมื่นล้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    มุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Office บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า โอสถสภาพร้อมก้าวสู่บริบทใหม่ในปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นในรากฐานที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่ฉับไว และมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในด้วยการบริหารอย่างมีวิสัยทัศน์ผ่าน 3 พลังขับเคลื่อน คือ Domestic Beverage กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ Personal Care กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และ International Business

มุกดา ไพรัชเวทย์



เพิ่มความแข็งแกร่งในกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ

    สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ ปีนี้โอสถสภาจะเดินหน้าภายใต้กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

    1.เพิ่มความแข็งแกร่งของสินค้าหลัก ได้แก่ M-150 ลิโพ และซีวิต ที่ครองส่วนแบ่งกว่า 80% ของรายได้บริษัท และปกป้องส่วนแบ่งทางการตลาดและขยายฐานผู้บริโภค

    2.เร่งการเติบโตในสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น สินค้ากลุ่มราคา 10 บาท กลุ่มซีวิต zero sugar ที่เติบโต 30% ในปีที่แล้ว และเจาะตลาดกลุ่มใหม่และขยายฐานที่ตอบสนองต่อราคาและสุขภาพ

    3.ยกระดับความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและร้านค้า

    สำหรับแบรนด์ M-150 ปีนี้ปรับใหม่ให้มีทัศนคติที่มากกว่าการที่จะต้องทำงาน ไม่ใช่แค่ทำงาน แต่ทำงานเสร็จแล้วไปใช้ชีวิต โดยผลักดันผ่านกิจกรรมอัดแน่นตลอดปี ไฮไลต์คือการอัพเกรด M-150 ฝาทอง ซึ่งเป็นสูตรพรีเมียม เพิ่มดี-ไรโบส และแอล-อาร์จินีน ดื่มแล้วดีดไวกว่าสูตรเดิม ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 นอกจากนี้ทำแคมเปญสะสมแต้ม และเดินหน้าสร้างประสบการณ์ทางดนตรี

    พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Premiumization เพื่อยกระดับคุณค่าและเพิ่มอัตราการทำกำไรของพอร์ตสินค้า ควบคู่กับการผลักดันแบรนด์ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นโสมอินซัมในภาคอีสาน หรือฉลามในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในแต่ละพื้นที่ และปลดล็อกการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ


    สำหรับแบรนด์ “ซีวิต” ปีที่แล้วเป็นเครื่องดื่มวิตามินซีที่มีส่วนแบ่งการตลาด 77% เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า จากการขยายฐานไปจับกลุ่ม Gen Z ด้วยซานริโอและ Proxie และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพิ่มการเข้าถึงในต่างจังหวัด ขณะที่ปีนี้จะสื่อสารเน้นความสดชื่นพร้อมสุขภาพดี โดยยังใช้ Proxie อยู่

    คาสพิส แลคโตะ ปีนี้จัดแคมเปญช่วงซัมเมอร์ด้วยพรีเซ็นเตอร์ เต ตะวัน ขวัญใจ Gen Z


    Peptein มีโปรดักต์อยู่ 4 ตัว ปีที่แล้วส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 7.1% สูงที่สุดที่เคยทำได้ ปีนี้ relaunch สินค้าปัจจุบันคือ Drink-d ด้วยการเพิ่มส่วนผสม ปรับให้กระตุ้นความตื่นมากขึ้น นอกจากเสริมภูมิคุ้มกันอย่างที่ผ่านมา และต่อยอดความสำเร็จของแคมเปญและกิจกรรม

    ในด้านการจัดจำหน่าย โอสถสภายังคงยกระดับโครงสร้างการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายความครอบคลุมของ Traditional Trade เพิ่มศักยภาพของหน่วยรถ และพัฒนากลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงร้านค้าในชุมชนที่มีดีมานด์สูงให้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถพบสินค้าในตู้แช่และซื้อได้ทันทีในทุกจุดจำหน่าย นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งในช่องทาง Modern Trade ทั้ง Supermarket, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่


Personal Care รุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าพรีเมี่ยมขึ้น

    โอสถสภาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นผู้นำ โดยแบรนด์ Babi Mild สามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี ในกลุ่มสบู่เหลวเด็ก

    สำหรับอีกกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กสู่ Adult Segment อย่างเต็มตัวผ่านแบรนด์ Ultra Mild ซึ่งมีการเติบโต YoY อย่างแข็งแกร่ง ทั้งผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ได้รับรางวัลยอดขายดีเยี่ยม HWB Awards จาก Watsons รวมถึงความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

    นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ Premiumization เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (Higher-tier segments) อาทิ การเปิดตัว Twelve Plus Eau De Parfum ในกลุ่มน้ำหอมระดับพรีเมี่ยม ราคาขวดละ 399 บาท ซึ่งเป็นสินค้าแรกที่ขายในราคาเกินร้อย


    ขณะเดียวกันยังส่ง XIT Pro Roll-on เข้าแข่งขันในตลาดระงับกลิ่นกายระดับบน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมและการดูแลที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน และเตรียมรุกเข้าสู่ตลาดแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาทในปีนี้


ธุรกิจต่างประเทศ ขยายสู่ตลาดศักยภาพสูง

    ปีนี้โอสถสภายังปักหมุดให้ธุรกิจต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ พร้อมตั้งเป้าเติบโตระดับ Double Digit โดยใช้โมเดลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว เป็นต้นแบบในการขยายฐานสู่ภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลาง (UAE และโอมาน)

    นอกจากนี้ยังสร้าง Strategic Ecosystem ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรอาทิ การนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมเตรียมโชว์ศักยภาพและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลกในงาน THAIFEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ตอกย้ำความพร้อมการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับสากล


    รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา (OSP) เปิดเผยทิศทางความแข็งแกร่งทางการเงินว่า “โอสถสภาขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE OSP เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการบริหารจัดการที่เฉียบคม โดยในปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์ ส่งผลให้ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

    “โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line โดยเรามุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    “นอกจากนี้ โอสถสภาได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) จำนวน 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) และบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่อบ่มเพาะ Talent และสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ”



ภาพ: โอสถสภา



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย.” ทุ่ม 4,000 ล้าน เปิดใหม่ปีนี้ 210 สาขา เน้นนอกห้าง และสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติรองรับการเติบโต

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine