จากเทคโนโลยี-ปลาเส้นทาโร-รีสอร์ตหรู-ร้านกาแฟ สู่ธุรกิจใหม่! “กลุ่มบริษัทพรีเมียร์” ส่งบริษัทในเครือ “มีวนา” เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรเชียงราย หลังพัฒนากาแฟออร์แกนิกควบคู่การดูแลป่าต้นน้ำ ล่าสุดต่อยอด “ผลเชอร์รีกาแฟ” สู่อาหารเสริมพร้อมดื่ม พร้อมพัฒนาโปรดักต์จากผลเชอร์รีกาแฟเพิ่มเติมเพื่อเจาะกลุ่ม B2B ตั้งเป้ารายได้รวม 100 ล้านบาทใน 12 เดือนแรก
หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อ “กลุ่มบริษัทพรีเมียร์” มากนัก แต่ถ้าพูดถึงขนมขบเคี้ยวคู่เมืองไทยอย่าง ปลาสวรรค์ตราทาโร, บันบัน, โคโคริ รวมถึงโรงแรมและรีสอร์ตอย่าง รายาวดี จ.กระบี่ และรายา เฮอริเทจ จ.เชียงใหม่ น่าจะพอคุ้นหูขึ้นมาบ้าง ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโปรดักต์ส่วนหนึ่งในเครือกลุ่มบริษัทพรีเมียร์
โดยนอกจากขนมขบเคี้ยวและโรงแรมดังที่ยกตัวอย่างไป บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PM ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ยังมีร้านกาแฟภายใต้ บริษัท มีวนา จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ปัจจุบันมี 2 สาขา ได้แก่ Mivana Coffee Flagship Store ศรีนครินทร์ และมีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร
ร้านกาแฟของ “มีวนา” ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดกาแฟอินทรีย์รักษ์ป่า โดยมุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำในจังหวัดเชียงราย ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรปลูกกาแฟอาราบิก้าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ซึ่งช่วยรักษาความสมบูรณ์ของดิน น้ำ และระบบนิเวศ

ผลกาแฟที่ “มีวนา” รับซื้อ นอกจากจะนำเมล็ดมาชงเป็นเครื่องดื่มที่จำหน่ายในร้านและส่งขายให้กับร้านกาแฟอื่นๆ ที่สนใจ ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าวิจัยและพัฒนาโปรดักต์อื่นจากผลเชอร์รี่กาแฟด้วย ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อและเปลือกที่เหลือจากการนำเมล็ดไปเข้าสู่กระบวนการทำกาแฟ
โดยล่าสุดได้เปิดตัวโปรดักต์แรกอย่าง “MiVana SHOT DRINK” อาหารเสริมในรูปแบบเครื่องดื่มช็อตดริงก์ที่ผลิตจากผลเชอร์รีกาแฟออร์แกนิก นับเป็นการต่อยอดให้สามารถใช้ประโยชน์จากผลเชอร์รีกาแฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวว่า มีวนาก่อตั้งขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อนด้วยแนวคิดว่าการเติบโตธุรกิจไม่ควรวัดจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
“จุดที่เป็น pain point ของคนที่ในพื้นที่บนดอยซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ คือที่อยู่อาศัยของพวกเขาต้องอยู่อาศัยและทำกินได้ แต่พวกเขาอาจต้องตัดไม้ทำลายป่า เพื่อจะได้มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกลุ่มพืชเชิงเดี่ยว คำถามคือเขาจะอยู่ร่วมกับป่าอย่างไรให้มีรายได้ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะหากไม่มีป่า เราทุกคนก็จะได้รับผลกระทบ” วิเชียรกล่าว

นั่นทำให้มีวนาเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่อยู่กินและทำกินได้ โดยส่งเสริมให้ปลูกกาแฟใต้ร่มเงา มีกาแฟเป็นเครื่องมือทำกิน เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต ชุมชน โดยที่เกษตรกรก็มีบทบาทในการดูแลธรรมชาติด้วย
“บทบาทของพวกเขาต่อป่าต้องมีมูลค่ามากกว่ากาแฟ พวกเราทุกคนไม่มีปัญญาที่จะดูแลป่าได้ดีเท่าเขา เช่น การทำแนวกันไฟป่าเป็นร้อยๆ กิโลเมตร ดังนั้นจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนได้ เพราะการที่เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ธรรมชาติได้กำไร เราก็ได้กำไร” วิเชียรย้ำ
ทั้งนี้ มีวนาเข้าไปร่วมสนับสนุนการปลูกกาแฟในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน 219 ครอบครัว ในพื้นที่ป่าต้นน้ำในแม่สรวย แม่กรณ์ แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟราวๆ 3,600 ไร่ มีการทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชน ตั้งแต่การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในป่าต้นน้ำ การสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม ไปจนถึงการดูแลระบบนิเวศและการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ ดูแล ฟื้นฟูผืนป่าและระบบนิเวศ โดยมุ่งสร้างสมดุลให้คนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ในส่วนของการสนับสนุนเกษตรกร มีวนามีการจ่ายค่าออร์แกนิก พรีเมียม (organic premium) เป็นเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากค่ากาแฟให้แก่เกษตรกร คือ เงินเพิ่มราคารับซื้อกับเกษตรกรที่ผลิตและขายเมล็ดกาแฟออร์แกนิกตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด
ขณะที่ค่า Shade-Grown Premium เป็นเงินสนับสนุนสำหรับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูกกาแฟ โดยตรวจสอบจากจำนวนและระดับความสูงของไม้ยืนต้น, ไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เพาะปลูก และมอบเป็นค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรรายบุคคล
นอกจากนี้ยังมีเงินกองทุนพัฒนาชุมชนที่มอบให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 7 หมู่บ้าน โดยคำนวณจากผลผลิตที่รับซื้อทั้งหมดในปีนั้นๆ และจัดสรรเป็นเงินกองกลางของชุมชน เพื่อนำไปใช้พัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภคตามความจำเป็นของพื้นที่
ต่อยอดศักยภาพผลกาแฟ
ศุภวัฒน์ คามีเยาน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด กล่าวว่า “มีวนารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรคิดเป็นเมล็ดกาแฟอยู่ที่ 300 ตัน/ปี ขณะที่จุดเริ่มต้นของ MiVana SHOT DRINK มาจากแนวคิดที่ว่า นอกจากเมล็ดกาแฟที่เรานำไปผ่านกระบวนการแปรรูป คั่ว และพัฒนาเป็นกาแฟแล้ว ยังมีส่วนใดของผลกาแฟที่มีศักยภาพในการนำมาต่อยอดได้อีก
“เราพบว่าเนื้อผลเชอร์รีกาแฟ หรือ coffee cherry มีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่ได้รับความสนใจในงานศึกษาด้านโภชนาการและสุขภาพ อาทิ สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นกลุ่มสารประกอบจากพืชที่มีคุณสมบัติด้านการต้านอนุมูลอิสระ, กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acids) เป็นสารประกอบธรรมชาติที่พบได้ในกาแฟมีผลต่อระบบการเผาผลาญและควบคุมระดับน้ำตาล และกาเฟอีนตามธรรมชาติ (Natural Caffeine)
“รวมถึงมีการศึกษาคุณสมบัติของสารสำคัญใน coffee cherry ในด้านต่างๆ จึงนำมาศึกษาอย่างจริงจังผ่านองค์ความรู้และงานวิจัย ก่อนต่อยอดเข้าสู่กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ MiVana SHOT DRINK เพื่อทำให้คุณค่าจากวัตถุดิบต้นทางสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น” ศุภวัฒน์กล่าว

เขาระบุอีกว่า บริษัทเริ่มมีแนวคิดในการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการวิจัยทั้งในสัตว์และในมนุษย์ โดยทำงานร่วมกับ ม.มหิดล ในโครงการ “การทดลองทางคลินิกเพื่อหาระดับปลอดภัยของเครื่องดื่มสกัดจากผลกาแฟเข้มข้นในคนสุขภาพดี” (Clinical Trial for Identification of Safety Dose of Coffee Cherry Concentrate in Healthy Volunteer) เพื่อศึกษาระดับความปลอดภัยของ Coffee Cherry Concentrate ในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี ก่อนจะผ่านการตรวจสอบและขออนุญาตจาก อย.
ทั้งนี้ มีวนาได้นำเนื้อผลเชอร์รีกาแฟออร์แกนิกมาพัฒนาด้วยวิธี OPP (Organic Polyphenols Press) ซึ่งเป็นกระบวนการคั้นสดโดยไม่ใช้กระบวนการทางเคมี ก่อนนำไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มในรูปแบบช็อต เพื่อรักษาคุณค่าของสารประกอบตามธรรมชาติ พร้อมออกแบบมาเป็นซองให้พร้อมดื่มและพกพาสะดวก โดยมีทั้งหมด 2 รสชาติ ขนาด 40-41 มิลลิลิตร ราคาซองละ 59 บาท

ปัจจุบันวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok Shop และ www.MiVana.co.th ร้าน MiVana Coffee Flagship Store ศรีนครินทร์ และ มีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร ก่อนจะจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ได้แก่ ท็อปส์, วิลล่ามาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์ และ UFM Fuji Super ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป
โดยศุภวัฒน์ตั้งเป้ายอดขายจากออนไลน์ในสัดส่วน 70% หลังจากเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายนและได้รับผลตอบรับดีกว่าที่คาดไว้
“เราจดทะเบียนสินค้าเป็นอาหารเสริม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารเสริมพร้อมดื่มจากกาแฟออร์แกนิกรายแรกในโลกก็ว่าได้” ศุภวัฒน์กล่าว โดยระบุว่า ผลเชอร์รีกาแฟนั้นยังไม่ค่อยมีใครนำมาพัฒนาต่อยอดมากนักแม้จะเป็นในกลุ่มประเทศที่ผลิตกาแฟปริมาณมากก็ตาม
ลุยพัฒนาหลายโปรดักต์ เป้า 12 เดือนแรก 100 ล้าน
ด้าน ลลนา ธีระนุสรณ์กิจ ผู้อำนวยการ งานพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวว่า บริษัทใช้งบประมาณหลายล้านบาทในการวิจัยพัฒนาโปรดักต์ ซึ่งปัจจุบันผลเชอร์รี่กาแฟที่ได้นั้นแปรรูปออกมาได้เป็น 3 ฟอร์แมต คือ ของเหลวสกัดเข้มข้น ที่นำมาใช้ทำช็อตดริงก์ หรือนำไปต่อยอดสู่เครื่องดื่มอื่นๆ, เปลือกแห้ง ซึ่งสามารถนำไปทำชา แปรรูปเป็นแป้งทำเบเกอรี่ หรือโรยขนมได้ และสุดท้ายคือ รูปแบบ paste ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อและเปลือกบดรวมกัน สามารถนำไปทำเบเกอรี่รวมถึงสลัชชี่ได้

ทั้งนี้ มีวนามีแนวคิดในการจำหน่ายโปรดักต์ทั้ง 3 ฟอร์แมตให้กับร้านกาแฟ ร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง หลังจากเริ่มคอลแล็บกับร้านชานมอย่าง Kamu แล้วเห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำโปรดักต์เหล่านี้ไปใช้
บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 100 ล้านบาทใน 12 เดือนแรก จากการขายทั้งอาหารเสริมช็อตดริงก์ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้า B2C รวมถึงโปรดักต์อื่นๆ ดังที่กล่าวไปซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม B2B โดยประเมินว่าสินค้ากลุ่ม B2B จะมีสัดส่วนยอดขายเป็น 60% เนื่องจากเครื่องดื่มช็อตดริงก์จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมซึ่งมี target audience ค่อนข้างแคบกว่า

สำหรับกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ก่อตั้งขึ้นมาแล้วมากกว่า 50 ปี ปัจจุบันกิจการขยายไปในหลากหลายด้าน ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี, อาหาร, ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง, อสังหาริมทรัพย์, รีสอร์ตหรู ไปจนถึงร้านกาแฟ โดยมีบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 4 บริษัทด้วยกัน ได้แก่ บริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PT, บริษัท พรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) PE, บริษัท พรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PPP และบริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PM
โดย PM นั้นประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายและเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์ลูกอม ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่ง PM สามารถสร้างรายได้ 5,986.14 ล้านบาทในปี 2568 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิ 620 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท มีวนา จำกัด มีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 99.99 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 82.49 ล้านบาท (ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
ภาพ: กลุ่มบริษัทพรีเมียร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ซีพีแรม รุกตลาดเหนือ! ปั้นโมเดล “ป่าสร้างรายได้” น่านใต้ อัปสเกลกำลังผลิต “ครัวลำพูน” รับดีมานด์อาหารพร้อมทานพุ่ง 3%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


