ศึกร้านอาหารไทยเดือดต่อเนื่อง! แบรนด์จีนยังไหลเข้าไม่หยุด ห้างกลางเมืองเร่งหา “ของใหม่” ดึงทราฟฟิก CRG กางแผน Beyond the Best อัดงบ 900 ล้าน เปิดเพิ่ม 140–160 สาขา ลุย New Format – New Concept เต็มสูบ พร้อมเสริมพอร์ตแบรนด์ใหม่-ผนึก JV ปั้น New S-Curve
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยในงานแถลงข่าวถึงภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเผชิญความท้าทายจากหลากหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ ๆ ที่เพิ่มการแข่งขันในตลาด ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทว่าซีอาร์จียังสามารถเติบโตได้ 7% ปิดรายได้ทะลุ 16,900 ล้านบาท
สำหรับไฮไลต์ในปี 2568 ของ CRG มีดังต่อไปนี้
-เปิดสาขาใหม่รวม 150 สาขา ปิดสิ้นปีมีร้านในเครือรวม 1,400 สาขา
-มีแบรนด์ใหม่ในเครือ 3.2 แบรนด์
-มีร้านในรูปแบบฟอร์แมตใหม่ 3 ฟอร์แมต
-พนักงานกว่า 15,000 คน
-มีแบรนด์รวมแล้ว 23 แบรนด์

ไฮไลต์ความสำเร็จแรก จากการเปิดร้านในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
-KFC สาขา MRT ลาดพร้าว ที่จัด Smart Box Format มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่กำลังเร่งรีบได้โดนใจ
-คอนเซ็ปต์ใหม่ของ MISTER DONUT สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งมาพร้อมเมนูโดนัทสุดเอ็กซ์คลูซีฟและเมนูเครื่องดื่มระดับพรีเมียม ที่สามารถกวาดยอดขายหน้าร้านเติบโต 31%

-ร้าน OOTOYA TOKUSEN สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ คอนเซ็ปต์ใหม่ที่พรีเมียมยิ่งขึ้น ตั้งแต่การตกแต่งร้านไปจนถึงเมนูอาหารคาวและของหวาน
-ร้านแฟล็กชิปของ KATSUYA สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กับคอนเซ็ปต์การตกแต่งร้านรูปแบบใหม่ และเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ยอดขายหน้าร้านเติบโต 16.5%
ความโดดเด่นในปี 2568 ยังรวมถึงการเติบโตของแบรนด์น้องใหม่ 3 แบรนด์ ได้แก่
-OOTOYA OKI กับคอนเซ็ปต์ชาบู-สุกี้ญี่ปุ่นพรีเมียม พร้อมเมนูไฮไลต์ “ชาบูมันปู” ที่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นสาขาแรก ก่อนเตรียมขยายสาขาอย่างน้อย 5 สาขาใน 3 ปี

-KATSU MIDORI SUSHI ร้านซูชิสายพานเบอร์ 1 จากโตเกียวที่รุกเปิดสาขาเพิ่มจากแห่งแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ อีก 3 สาขา ได้แก่ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค, เมกา บางนา และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
-KIANI แบรนด์อาหารเกาหลีโฮมเมดจากเมืองปูซาน ชูความเป็น Authentic Taste สูตรต้นตำรับเกาหลี เปิดสาขาใหม่ตอบรับความชื่นชอบของลูกค้าอีก 3 สาขาที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และสามย่านมิตรทาวน์ ต่อเนื่องจากสาขาแรกที่เซ็นทรัล พระราม 9
นอกจากนี้ ยังมีดีลใหญ่แห่งปีด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง LUCKY SUKI และ LUCKY BBQ โดยมีไฮไลต์คือการเปิดตัวโมเดล “LUCKY MARCHÉ” ต่อยอดแบรนด์ให้เป็นมากกว่าร้านสุกี้ ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยคอนเซ็ปต์ Food Market Experience ที่รวมวัตถุดิบและเมนูพิเศษไว้ในพื้นที่เดียว
“ในปี 2568 เรายังมีการเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ นั่นคือแฟรนไชส์ของ MISTER DONUT ที่ขายแฟรนไชส์ไปแล้ว 11 สาขา ตั้งเป้าเปิดอีก 40 สาขาในปีนี้” ณัฐกล่าว
เขายังเผยถึงเทรนด์ร้านอาหารในไทยปี 2569 ดังนี้
1.คาดว่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในไทยปีนี้จะมีการเติบโต 2-3% มาสู่มูลค่า 600,000 ล้านบาท
2.แบรนด์ใหม่และคอนเซ็ปต์ใหม่จะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม เพราะการทำสื่อสมัยนี้ทำให้สามารถโปรโมตจนแบรนด์เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น โดยร้านอาหารอย่างซูชิสายพานจะแข่งขันกันรุนแรงมาก ส่วนร้านอาหารกลุ่มอื่นๆ จะมีฟอร์แมตใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้า
3.ร้านอาหารที่อยู่ในระดับพรีเมียมจะเข้ามามากขึ้น เนื่องจากลูกค้าในยุคนี้ยอมจ่ายแพงได้ หากสินค้านั้นมีคุณภาพในราคาที่ยอมรับได้
4.แบรนด์จีนจะเขย่าภูมิทัศน์ของตลาดอาหารและเครื่องดื่มในไทย เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคยอมรับแบรนด์จีนมากขึ้น หลายแบรนด์ทำตัวเองให้ดูพรีเมียมแข่งกับแบรนด์อเมริกาได้ หลายแบรนด์ก็มีคุณภาพด้วย ทำให้เชื่อว่าจะมีแบรนด์จีนเข้ามาอีก
5.แลนด์ลอร์ดหรือเจ้าของศูนย์การค้ายังคงมองหาแบรนด์ใหม่ๆ และร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในห้าง โดยเฉพาะศูนย์ฯ ที่อยู่กลางเมือง เพื่อดึงดูดลูกค้า
6.เมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือเมนูพิเศษ จะได้รับการยอมรับมากขึ้น เห็นได้จากหลายเมนูสามารถแยกออกมาเป็นร้านอาหารเฉพาะทางได้ เช่น น้ำปั่น แฮนด์โรล เป็นต้น
“การมองหาแบรนด์ใหม่ๆ ของแลนด์ลอร์ดไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกศูนย์ฯ อย่างดีก็ไม่เกิน 10 แห่งกลางเมือง ทำให้เราต้องปรับตัว และเอาแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาบ้าง นอกจากนี้ ภายใต้แนวคิดที่ว่าเราต้องปรับตัวตลอดเวลา ทำให้ปีนี้เราก็มีแนวโน้มที่จะตัดแบรนด์ที่ไม่สามารถทำผลงานได้ดีออก อย่างปีที่แล้วเราก็ปิด Tenya ไป” ณัฐกล่าว
สำหรับปี 2569 ซีอาร์จีมุ่งมั่นสร้างการเติบโตด้วยคอนเซ็ปต์ “Beyond the Best” ที่ไม่ได้หมายถึงการมุ่งสู่ความเป็นเลิศเพียงอย่างเดียว แต่คือการก้าวไปอีกขั้นเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมร้านอาหาร เพราะซีอาร์จีต้องการพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พันธมิตร และพนักงาน
โดยซีอาร์จียังสานต่อแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อผลักดันการเติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย เติบโต – ขับเคลื่อน – เสริมสร้าง – ยั่งยืน หรือ Grow – Drive – Build - Sustain ดังนี้
1.GROW: เดินหน้าผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยวางงบลงทุน 900 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ 140 - 160 แห่ง ครอบคลุมทุกแบรนด์ศักยภาพ โดยกลยุทธ์สำคัญมุ่งยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคผ่านการพัฒนา “New Format” เช่น แบรนด์ KFC ที่ตอบโจทย์ความสะดวกและความทันสมัย ควบคู่กับการสร้าง “New Concept” กับแบรนด์ PEPPER LUNCH ที่เปิดตัว New Concept Store แห่งแรกของโลก ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ยกระดับสู่ Culinary Destination พร้อมนิยามใหม่ของประสบการณ์กระทะร้อน
ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งสร้าง New S-Curve เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ อาทิ การเร่งขยายสาขาของ KATSU MIDORI SUSHI และการต่อยอดแบรนด์เดิมผ่าน Sunny Side Up ภายใต้ Salad Factory ที่ปรับบทบาทร้านอาหารให้เป็นพื้นที่รีชาร์จพลังของผู้บริโภคยุคใหม่
โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 14% หรือแตะ 19,300 ล้านบาท

2. DRIVE: ยกระดับการดำเนินงาน ได้แก่ การบริหารจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เน้นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการบริหารกระแสเงินสด ตลอดจนการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการร้านอาหารมากขึ้น
3.BUILD: เติมเต็มความแข็งแกร่งจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่มีศักยภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอของ CRG และร่วมพัฒนาธุรกิจ รวมถึงให้ความสำคัญในกลุ่ม JV Partner เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันกับพันธมิตร เช่น การเพิ่มแบรนด์แฟรนไชน์ใหม่ “HANAM BBQ” นำเสนอร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลีในคอนเซ็ปต์ใหม่ โดยเตรียมเปิดร้านสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ในปีนี้
พร้อมตั้งเป้าขยายสาขาของแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่ม JV Partner อาทิ SALAD FACTORY, SHINKANZEN SUSHI, LUCKY SUKI รวมอีกมากกว่า 50 สาขา ภายใต้ CRG Ecosystem ให้พันธมิตรร่วมกันเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน โดย CRG ตั้งเป้าจะหาแบรนด์ที่มีศักยภาพเข้าพอร์ตโฟลิโอเพิ่มอีก 2-3 แบรนด์ในปีนี้
4. SUSTAIN: แสดงความรับผิดชอบเหนือพันธกิจเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อโลกและสังคม
ด้าน ปิยะ ดั่นคุ้ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “Salad Factory” ซึ่งจับมือเป็น JV Partner กับ CRG มาตั้งแต่ปี 2562 กล่าวว่า “ความร่วมมือกับซีอาร์จีถือเป็นก้าวสำคัญของ Salad Factory ในการต่อยอดศักยภาพของแบรนด์ให้เติบโตในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเราได้นำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเสริมกันอย่างลงตัว ทั้งประสบการณ์ด้านการบริหารเครือร้านอาหารขนาดใหญ่ของซีอาร์จี และความเชี่ยวชาญของ Salad Factory ในการพัฒนาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ทั้งนี้ หลังจากร่วมกับ CRG บริษัททำยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 450% ปัจจุบันมีจำนวน 52 สาขา และคาดว่าจะเปิดเพิ่มอีก 7-10 สาขาในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีเปิดธุรกิจ non-restaurant โดยเฉพาะธุรกิจน้ำสลัด รวมถึงการเปิดแบรนด์ใหม่ “Sunny Side Up” ที่ล้วนแต่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม คาดว่าปีนี้จะมีรายได้แตะ 900 ล้านบาท
โดยแบรนด์น้องใหม่ Sunny Side Up เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา เป็นร้าน All day dining นำเสนอเมนูกลุ่มเสต๊ก และมีไซด์บาร์ที่ตักได้ไม่อั้น เจาะกลุ่มครอบครัวและ expat ราคาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 270 บาท ซึ่งจะจัดงานแถลงข่าวอีกครั้งในเร็วๆ นี้
ภาพ: CRG
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ขายรองเท้าได้ 3 ล้านคู่/ปี สินค้า “เทนนิส-แบดมินตัน” ฮิตแรง Supersports ทุ่ม 200 ล้านลุยต่อ ขยายสาขา-รีโนเวต-เพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

