ซีเจ มอร์ ฝ่ากำลังซื้อซึม หั่นกำไร-จัดโปร ดันยอดปีนี้ 8 หมื่นล้าน ผุด “CJ STAR” ปั้นแบรนด์ชุมชน เลื่อนเข้าตลาดหุ้นเป็นปี 2572

ซีเจ มอร์ ฝ่ากำลังซื้อซึม หั่นกำไร-จัดโปร ดันยอดปีนี้ 8 หมื่นล้าน ผุด “CJ STAR” ปั้นแบรนด์ชุมชน เลื่อนเข้าตลาดหุ้นเป็นปี 2572

"ซีเจ มอร์" กางแผนฝ่าเศรษฐกิจซึม ยอมหั่นกำไรทำโปรโมชั่นดึงลูกค้า ปักธงรายได้ปีนี้ 8 หมื่นล้านบาท ลุยขยายครบ 2,500 สาขา พร้อมผุดโปรเจกต์ "CJ STAR" ฟรีค่าแรกเข้าอุ้มสินค้าชุมชนเข้าโมเดิร์นเทรด หวังเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าร้าน ด้านแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ "เสถียร" ประกาศเลื่อนยาวไปปี 2572 ย้ำฐานะการเงินแกร่ง-ไร้หนี้กดดัน แม้มีตลาดหุ้นต่างชาติตามจีบ


    เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของร้านค้าปลีก CJ MORE (ซีเจ มอร์) ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว โดยระบุว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อรักษารักษาฐานลูกค้า

    และล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ "CJ STAR ของดีติดดาว" เพื่อนำสินค้าจากชุมชนเข้ามาวางจำหน่าย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้านด้วย


เสถียร เสถียรธรรมะ

ปั้น “CJ STAR” ดึงของดีชุมชนเข้าโมเดิร์นเทรด โดยไม่เก็บค่าแรกเข้า

    เสถียรระบุว่า จุดเริ่มต้นของโครงการ CJ STAR เกิดจากการลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทและพบ "ขนมเปี๊ยะกุ้ยหลินไส้ส้มโอ" ซึ่งเป็นสูตรเก่าแก่กว่า 100 ปี จึงเกิดแนวคิดว่า ประเทศไทยยังมีสินค้าชุมชนที่มีศักยภาพอีกมาก แต่ขาดช่องทางจัดจำหน่าย

    ทีมงาน CJ MORE จึงได้ใช้เครือข่ายพนักงานที่มีพื้นเพในต่างจังหวัด ลงพื้นที่ค้นหาสินค้ากว่า 300 รายการ ก่อนคัดเลือกและเข้าไปทำงานร่วมกับผู้ผลิตในชุมชน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ "การคงแบรนด์เดิมและรสชาติเดิมของผู้ผลิตไว้" เพื่อให้แบรนด์ของชุมชนสามารถเติบโตและส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานได้ ไม่ใช่การนำสินค้ามาทำเป็นเฮาส์แบรนด์ของซีเจ

    นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าไปช่วยแก้ไขข้อจำกัดของธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อวิจัยการยืดอายุสินค้า, การปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่, การช่วยดำเนินการเรื่อง อย. และฉลากโภชนาการ ไปจนถึงการยกเว้น "ค่าแรกเข้า" และช่วยบริหารจัดการด้านระบบขนส่งและคลังสินค้า เพื่อลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการชุมชน

    “เราไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องสัดส่วนกำไร (GP) จากสินค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก แต่เป้าหมายคือต้องการให้สินค้าขายได้ เพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เพราะบางพื้นที่ผู้สูงอายุมีรายได้วันละ 100 บาทจากการช่วยทำสินค้า แค่นี้เขาก็ดีใจและครอบครัวก็ได้อยู่พร้อมหน้ากัน ขณะเดียวกัน ในมุมของธุรกิจ สินค้าที่มีเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ร้าน และเกิดการซื้อสินค้าอื่นๆ ตามมา” เสถียร กล่าว


เริ่มต้นทดลองตลาด ก่อนขยายสเกล

    เสถียร กล่าวต่อว่า ในระยะแรกโครงการ CJ STAR จะนำร่องด้วยผู้ประกอบการ 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า วางจำหน่ายในพื้นที่เฉพาะ 538 สาขา ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

    “สาเหตุที่ยังไม่ปูพรมวางจำหน่ายครบทุกสาขาทั่วประเทศ เป็นเพราะต้องประเมินกำลังการผลิตของผู้ประกอบการชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทำมือ หากเร่งสั่งผลิตเพื่อป้อนทั้ง 2,100 สาขา อาจทำให้กำลังการผลิตไม่ทันและกระทบต่อคุณภาพ”

    โดยผลการตอบรับในช่วง 3 วันแรกของการทดลองจำหน่าย สามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1.8 แสนบาท หรือราว 5,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาสินค้าร่วมกับผู้ผลิตในลอตที่ 2 และ 3 ต่อไป

    โดยในอนาคตหากผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อม ก็มีโอกาสขยายช่องทางจำหน่ายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ หรือต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้


ฝ่ากำลังซื้อหดตัว ดันยอดขายปีนี้แตะ 8 หมื่นล้าน

    สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ เสถียร ยอมรับว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด บริษัทจึงต้องปรับตัวด้วยการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ยอมลดราคาสินค้าและรับสัดส่วนกำไรที่ลดลงบางส่วนเพื่อรักษาฐานลูกค้า แม้ในส่วนของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2% จากปกติที่จะอยู่ราว 5-6% ซึ่งเป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ร้านสะดวกซื้อเครือข่ายใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมได้

    อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว โดยมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมการทุจริตหรือการขโมยของหน้าร้าน ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานของพนักงานและลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่เป้าหมายการเติบโตปีนี้ CJ MORE ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตราว 30% โดยผลประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ทำรายได้ไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท 

    ซึ่งปัจจุบันรายได้จากธุรกิจค้าปลีกมีสัดส่วนคิดเป็น 80% ของรายได้รวมกลุ่มคาราบาว ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังและเบียร์ พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าภายในปี 2570 รายได้รวมของธุรกิจค้าปลีกจะแตะระดับ 1 แสนล้านบาท


    สำหรับแผนการขยายสาขาปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีกประมาณ 500 แห่ง ใช้งบลงทุนต่อปีราว 5-6 พันล้านบาท หรือเฉลี่ยสาขาละ 9-10 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีสาขารวมทั้งสิ้นราว 2,500 แห่ง 

    จากปัจจุบันที่มีกว่า 2,100 สาขา แบ่งเป็นโมเดล ซีเจ มอร์ ราว 400-500 สาขา และซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต ราว 1,500-1,600 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ โดยยังคงมุ่งเน้นขยายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก

    นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างร่วมพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่กับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท นิสเซอิ (NISSEI) เพื่อพัฒนาสินค้ากลุ่มไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า


เลื่อนแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นปี 2572

    ส่วนประเด็นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เสถียร ระบุว่า ได้ตัดสินใจเลื่อนกรอบเวลาออกไปเป็นปี 2572 เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีแรงกดดันด้านหนี้สินที่ต้องเร่งระดมทุน และผลประกอบการยังมีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาทำกำไรระดับ 5 พันล้านบาท

    ทั้งนี้ ด้วยความพร้อมทางการเงินและไม่มีความจำเป็นต้องเร่งระดมทุนนี้เอง ทำให้บริษัทมีเวลาพิจารณาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบ

    ซึ่งแม้ในช่วงที่ผ่านมาจะได้รับการทาบทามจากตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งตลาดฮั่งเส็ง (Hang Seng), สิงคโปร์ (SGX) และแนสแด็ก (Nasdaq) ให้ไปจดทะเบียน 

    แต่บริษัทยังต้องประเมินถึงผลประโยชน์ระยะยาวอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องความคุ้นเคยในตัวแบรนด์ซีเจของนักลงทุนต่างชาติ โดยยึดเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงและรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม เสถียรมองว่าโมเดลธุรกิจของ CJ MORE ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง แบรนด์เป็นที่รู้จักมากกว่าช่วง 5-6 ปีก่อนมาก และด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาลดต้นทุนในอนาคต บริษัทจึงมองเห็นศักยภาพและโอกาสที่จะขยายธุรกิจออกไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียนได้

    “ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาของการทดสอบว่าธุรกิจจะทนแรงกระแทกได้แค่ไหน เราต้องมีสติ ยอมรับกำไรที่น้อยลงบ้างเพื่อลดต้นทุนและพยุงลูกค้า สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเราจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือการตระหนักว่าเรากำลังเอาเงินของประชาชนมาใช้ ดังนั้นเราจะไม่ทำภายใต้แรงกดดัน แต่จะทำเมื่อมีความพร้อม เพื่อให้รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นได้ในระยะยาวจริงๆ” เสถียร กล่าวทิ้งท้าย


ภาพ : ซีเจ มอร์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตลาดเบียร์ 1.6 แสนล้านขยับสู่ยุคพรีเมียม ช้างส่ง Mini Can 250 มล. เสริมพอร์ตรับไฮซีซั่น เจาะอินไซต์ผู้บริโภค เน้นประสบการณ์แปลกใหม่ ดึงกำลังซื้อ Young Adult ชิงแชร์ปลายปี

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine