"ไทยเบฟ" โชว์วิชั่น 2025 ลุยตลาดอาเซียนเต็มสูบ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Marketing
  • News >
  • “ไทยเบฟ” โชว์วิชั่น 2025 ลุยตลาดอาเซียนเต็มสูบ

“ไทยเบฟ” โชว์วิชั่น 2025 ลุยตลาดอาเซียนเต็มสูบ

กนกวรรณ มากเมฆ

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ได้จัดแถลงผลภาพรวมการดำเนินงาน ทิศทางธุรกิจ และแผนการดำเนินงานในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Vision 2025

โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ตลอดทั้งปี 2018 ที่ผ่านมา ไทยเบฟ มียอดขายเครื่องดื่มเป็นอันดับ 6 ในเอเชีย และยังรักษาเบอร์ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียนไว้ได้ด้วยยอดขาย 5,851 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2019 (ตุลาคม 2018 – มิถุนายน 2019) บริษัทมียอดขายรวม 205,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.2% EBITDA เพิ่มขึ้น 21.0% เป็น 36,265 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 21,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1%

ผลประกอบการไทยเบฟ

เมื่อจำแนกสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าใน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร จะพบว่าแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 43.4%, 44.8%, 6.2% และ 5.7% ตามลำดับ

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า เราเปิดแผนธุรกิจ Vision 2020 มาตั้งแต่ปี 2014 ตอนนี้เป็นรอบปีงบประมาณสุดท้ายของแผนดังกล่าวแล้ว ซึ่งเราได้กำหนดแผนสำคัญไว้ 5 เรื่อง โดยช่วง 3 ปีแรกเน้นเรื่องของ Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และ Diversity ความหลากหลายของสินค้าและตลาด ซึ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดสำคัญ คือ เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงการขยายธุรกิจด้านอาหารอย่าง KFC เป็นต้น

ส่วน 2 ปีที่ผ่านมาเราได้เน้นเรื่อง Brand และ Reach เพื่อเพิ่มความเข้าใจกับผู้บริโภคและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ อีกเรื่องสำคัญคือ Professionalism ความเป็นมืออาชีพด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร เป็นเรื่องที่ไทยเบฟให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

“สินค้าของเราที่ขายในอาเซียนมีหลากหลายมากขึ้น ทั้งยังเป็นแชมป์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศได้ด้วย ขณะที่การเติบโตของเรา 9 เดือนที่ผ่านมาเป็นแบบ double digit นอกจากนี้เรายังเป็นผู้นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นปีที่ 4 โดยไทยเบฟเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเภทอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของอาเซียนที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งนำความภาคภูมิใจมาสู่อาเซียนด้วย”

ฐาปนกล่าวว่า สำหรับอีก 4 ไตรมาสที่เหลือของปีงบฯ 2020 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ Vision 2025 ซึ่งแบ่งเป็นแผน 3 ปีแรกคือ 2020-2022 ซึ่งเป็นช่วงของการวางแผน และ 3 ปีหลังคือ 2022-2025 ซึ่งสิ่งที่มองเห็นคือโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมองไปที่อาเซียน+6 ซึ่งมีประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก

“ตลาดมีอยู่มากมาย แต่เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม เป็นประเทศที่มีจีดีพีโตเกิน 6% แทบจะเรียกได้ว่าเติบโตที่สุดในโลก นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตของประชากร, การลงทุนจากต่างชาติ และจำนวนนักท่องเที่ยว ขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญ นั่นเป็นโอกาสของธุรกิจในอาเซียน”

ฐาปน ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจในอาเซียน

“เรามองถึงโอกาสที่จะเป็นผู้นำอย่างแท้จริงในอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจที่เราประกอบการอยู่ ดังนั้นปี 2020 จะเป็นฐานให้เราเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ภายในปี 2025 โดยแผนการลงทุนต่อจากนี้จะเน้นไปที่กลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะตลาดสำคัญคือ ไทย เวียดนาม และเมียนมา ทั้งนี้ งบประมาณสำหรับการลงทุนของปีนี้อยู่ที่ 7 พันล้านบาท”

ฐาปนกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การที่เราจะไปถึง 2025 ได้นั้น มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลที่วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ ที่ให้โอกาสทางธุรกิจของเรา และสามารถพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของเราในเรื่องที่จะเข้าสู่โลกของ Digital Age จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้

“โลกเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่าคนของเราต้องมีความพร้อม จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางแผนด้านไอทีของเราไปถึงปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะคนที่จะเป็นผู้บริหารในปี 2050 ก็คือคนที่เข้ามาทำงานที่ ไทยเบฟ ในวันนี้ที่อายุ 20 ปี เราจึงจำเป็นต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะทำ” ฐาปนกล่าว

 

สุราเมียนมายอดขายทะลุ 10 ล้านลัง

ประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย กล่าวว่า ยอดขายกลุ่มธุรกิจสุรา 9 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 8.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนมาใช้ขวดใหม่ของสุราขาวรวงข้าวตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นขวดที่มีการพิมพ์นูนคำว่า “รวงข้าว” เพื่อเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ ขณะที่สุราสีหงส์ทอง จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนาดใหม่คือขนาด 1 ลิตรภายในเดือนนี้

ประภากร ทองเทพไพโรจน์

นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มตราสินค้า Kulov ในช่วงต้นปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ KULOV Red Blast RTD และ KULOV Vodka ขนาด 700 ml และในปีงบประมาณหน้า เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่สู่ตลาด ได้แก่ KULOV Lemon Pop RTD และ KULOV Vodka โดยเราวางเป้าว่า Kulov จะเป็นวอดก้าอันดับ 1 ได้ภายในปีหน้า ขณะที่ตลาดสุราพรีเมียมจากสกอตแลนด์ บริษัท Inver House ได้ทำการปรับโฉมสุราซิงเกิลมอลต์ Balblair ให้มีความทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย

“ในส่วนของตลาดเมียนมา เรามีความภาคภูมิใจที่ Grand Royal มียอดขายทะลุ 10 ล้านลังในปีล่าสุด ซึ่งสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 70% และเริ่มส่งออกไปขายในทวีปแอฟริกา เนื่องจาก Grand Royal มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทย ซึ่งตอบโจทย์กับตลาดแอฟริกาที่ของถูกจะขายได้” ประภากรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยเบฟหมายมั่นว่าจะส่งออกสุราขาวเข้าไปทำตลาดในเวียดนามและเกาหลีใต้ แต่ผลการดำเนินงานดูเหมือนไม่เป็นที่ตั้งเป้าไว้ โดยประภากรระบุว่าในประเทศเวียดนามนั้น เบียร์ยังถือเป็นสินค้าหลักในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีความสามารถในการขยายฐานการเติบโตได้มากกว่า ขณะที่สุรานั้นทำตลาดได้ยาก เนื่องจากข้อกำหนดในเรื่องของการโฆษณา ทำให้ตัดโอกาสในการสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค

ขณะที่ในประเทศเกาหลีใต้แม้ยังสามารถทำยอดขายได้อยู่ แต่ยังไม่เห็นการเติบโตเท่าใดนัก เนื่องจากเจ้าตลาดที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ประภากรระบุว่าจะยังเดินหน้าทำตามแผนเดิมและดูการเติบโตอีกครั้ง หากยังไม่เห็นแนวโน้มก็คงกลับมาโฟกัสที่ตลาดไทยซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการขายเช่นเดียวกับเมียนมา

 

เดินเครื่องโรงงานผลิตเบียร์ในเมียนมา

โฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจเบียร์ประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง กล่าวว่า ตลาดเบียร์ประเทศไทยปีนี้เติบโตในระดับ single digit ขณะที่เบียร์ช้างยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 1 ของแบรนด์เบียร์ไทยจาก IPSOS ซึ่งเราได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทุ่มงบกว่า 1.1 พันล้านบาท สนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยนาน 10 ปี (2016-2025)

โฆษิต สุขสิงห์

นอกจากนี้ยังฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้างด้วยการเปิดตัวเบียร์ “ช้าง 25 ปี โคลด์ บริว ลาเกอร์ (Chang 25th Anniversary Cold Brew Lager)” ซึ่งวางจำหน่ายตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงยังเดินหน้าสานต่อกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค

ด้าน Edmond Neo รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารการลงทุนตราสินค้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสร้างโรงงานผลิตเบียร์ในเมียนมาว่า เมียนมาถือเป็นอีกประเทศที่น่าลงทุน ด้วยประมาณการเติบโตของตลาดที่สูงถึง 8% (2018-2025) อัตราการบริโภคเบียร์ และอายุเฉลี่ยของประชากรที่อยู่ที่ 29 ปี ทำให้ไทยเบฟเลือกลงทุนสร้างโรงงานผลิตเบียร์ช้างในเมียนมา ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเบียร์ช้างนอกประเทศแห่งแรก มูลค่าลงทุน 70 ล้านบาท โดยได้เริ่มผลิตสินค้าอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

Edmond Neo

ทีมผู้บริหารเบียร์ช้างยังระบุอีกว่า ส่วนโอกาสการขยายการเติบโตของเบียร์ช้างในอาเซียนนั้น บริษัทกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนสร้างโรงงานผลิตเบียร์ช้างที่เวียดนาม

ขณะที่ Bennett Neo กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไซง่อน เบียร์-แอลกอฮอล์-เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น หรือ Sabeco กล่าวถึงธุรกิจเบียร์ในเวียดนามว่า การดำเนินงานระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมาบริษัทกำไรเติบโต 15.3% จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการปรับขึ้นราคาสินค้าถึง 3 ครั้ง, การทำกิจกรรมการตลาดเพิ่มขึ้น, มีการดีไซน์ฉลากสินค้าใหม่ให้มีเอกลักษณ์สอดคล้องและน่าสนใจมากขึ้น

Bennett Neo

นอกจากนี้ยังลดขนาดความหนาของกระป๋องเพื่อให้ต้นทุนน้อยลง, มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ซึ่งทำให้พนักงานมีความตั้งใจในการทำงานมากขึ้น และมีการสื่อสารกับสื่อต่างๆ มากขึ้นด้วย

“ตลาดเบียร์เวียดนามเติบโตถึง 5% มีปริมาณรวม 4,400 ล้านลิตร โดย Saigon Bia ครองส่วนแบ่งอยู่ 40% เป็นอันดับ 1 ในเวียดนาม และหากคิดแล้วเบียร์ของเครือไทยเบฟมีสัดส่วนเป็น 26% ของตลาดอาเซียน”

Bennett หลังจากนี้บริษัทยังคงไม่มีแผนขยายการผลิตหรือลงทุนเพิ่มในเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 26 แห่งซึ่งกำลังการผลิตเพียงพอแล้ว

 

นอน-แอลกอฮอล์ขาดทุนน้อยลง

ด้านธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (NAB) Lee Meng Tat กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และ Lester Tan ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย เผยว่า ธุรกิจ NAB ในไทย 9 เดือนที่ผ่านมามีรายได้ 1.28 หมื่นล้านบาท ขาดทุน 649 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนน้อยกว่าปีก่อนหน้าเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ถือว่าผลประกอบการมีการเติบโตถึง 42.6%

Lee Meng Tat

“ผลดังกล่าวมาจากการดำเนินงานที่ปรับมาใช้การเน้นขาย SKU ที่มีกำไร เช่น น้ำอัดลมแบบขวดแก้ว, ชาเขียวกลุ่มพรีเมียม การเน้นไปที่ช่องทางการขายที่สร้างกำไรได้มากกว่า และการกระจายสินค้าออกนอกประเทศไทยมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเราได้มุ่งหาสร้างตลาดใหม่ๆ ซึ่งโฟกัสไปที่ประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว”

ส่วนการดำเนินงานหลังจากนี้ นอกจากยึดโมเดลเดิมแล้วเราก็จะมุ่งทำตลาดสินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพมากขึ้นรับการเติบโตของตลาด ซึ่งภาพรวมตลาดไม่มีการเปลี่ยนแปลง คาดว่าจะทำให้ธุรกิจเครื่องไม่มีแอลกอฮอล์สามารถทำกำไรได้ในปลายปีหน้า

Lester Tan

 

ธุรกิจอาหารยอดขายโตกระฉูด

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเบฟได้อย่างต่อเนื่อง จากผลประกอบการที่เป็นไปตามเป้าหมาย โดย 9 เดือนที่ผ่านมาธุรกิจอาหารมียอดขาย 1.16 หมื่นล้านบาท เติบโต 24.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 470 ล้านบาท เติบโต 13.3%

“การเติบโตดังกล่าวมาจากการใช้นวัตกรรมพัฒนาสินค้าใหม่ๆ การขยายสาขาที่ในปีนี้ขยายไป 59 สาขา รวมแล้วตอนนี้ใน 23 แบรนด์ที่เราดูแลอยู่มีทั้งหมด 620 สาขา โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 1.1 พันล้านบาทสำหรับการขยายสาขาและซ่อมแซมร้านเดิม นอกจากนี้ ผลประกอบการที่เติบโตยังมาจากบริการรับ-ส่งอาหารที่เติบโตขึ้นอย่างมากในระดับ double digit”

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล

สำหรับแผนต่อจากนี้ของธุรกิจอาหาร นงนุชระบุว่า นอกจากจะขยายสาขาเท่าๆ กับปีนี้แล้ว บริษัทยังวางแผนเพิ่มประเภทของอาหารในกลุ่ม packaged food ซึ่งก่อนหน้านี้มีแซนด์วิชกับเกี๊ยวซ่าตราโออิชิ โดยล่าสุดได้เปิดตัวเมนู french toast และเตรียมเปิดตัวเมนูราเมนเพิ่มในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตให้ธุรกิจได้

 


BACK TO TOP