“บาวแดง” มาไกลเกิน “แอ๊ด คาราบาว” แล้ว - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Marketing
  • News >
  • “บาวแดง” มาไกลเกิน “แอ๊ด คาราบาว” แล้ว

“บาวแดง” มาไกลเกิน “แอ๊ด คาราบาว” แล้ว

Forbes Thailand

CBG มั่นใจปีหน้า “บาวแดง” รุ่ง หลังเดินเครื่องครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ผลิตขวดแก้วไปจนถึงจัดจำหน่าย พร้อมบุก CLMV  คาดราคา IPO ที่ 26-28 บาท

ในเวทีพบปะนักลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้บริหาร “คาราบาวกรุ๊ป” หรือ CBG  “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ประธานกรรมการบริหาร  “ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ” กรรมการผุ้จัดการ และ “ไพบูลย์ คุจารีวณิช” รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน ได้มาชี้แจงทิศทางของธุรกิจ พร้อมตอบคำถามให้กับนักลงทุนที่สนใจจะเป็นหุ้นส่วนของบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังอายุ 12 ปี  ที่กำลังจะเป็นน้องใหม่ในตลาดหุ้นไทย  โดยไร้เงา “ยืนยง โอภากุล” หุ้นส่วนคนสำคัญที่เป็น “ไอคอน” ของเครื่องดื่มสำหรับผู้ใช้แรงงาน “คาราบาวแดง”

ตามการแผนงานกำหนดว่าจะสรุปราคาซื้อขายได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน คาดราคาระหว่าง 26-28 บาท กำหนดวันจองซื้อระหว่าง 12-14 พฤศจิกายน และจะซื้อขายในตลาดวันแรกในวันที่ 21 พฤศจิกายน

เมื่อนักลงทุนรายหนึ่งถามถึงอนาคตของธุรกิจ ที่ผูกพันกับภาพลักษณ์ของบุคคลเพียงคนเดียว นั่นคือ “แอ๊ด คาราบาว”  เสถียรตอบข้อสงสัยว่า เรื่องแรกต้องขอแก้ข่าวที่ว่าเป็นคนชวนแอ๊ดมาทำธุรกิจ แต่แอ๊ดเป็นคนชวนเอง จึงได้ถามกลับไปว่า “มึงจะเอาจริงไหม” พร้อมกับย้ำว่าชีวิตเขาต้องเปลี่ยน ต้องไปหาลูกค้าไปหายี่ปั๊ว เขาบอกว่าทำได้แน่นอนเพราะเติบโตมาในตลาด

จากนั้นก็ให้เขาเอาเงินมาลงทุนร่วมกัน อย่ามาแต่ชื่อ ซึ่งตัวเขาถือหุ้นน้อยกว่าตนเล็กน้อยเท่านั้น และตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาระมัดระวังตัวตลอด ลดความห่ามไปเยอะ โดยเฉพาะช่วงสี่ห้าปีหลังที่เกิดสงครามสีเสื้อ เขาเหนื่อยมาก ต้องโดนด่าตลอดจากทุกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ ทำให้เขาเป็นศิลปินใหญ่ในวันนี้ได้

 

นอกจากนี้ ในปีที่แล้วเรามียอดขาย 700-800 ล้านขวด และเป็นการขายไปทั่วโลก ทำให้มั่นใจได้ว่าเราเดินเลยตัว “แอ๊ด คาราบาว” มาแล้ว

“เรื่องกฎธรรมชาติเราปฏิเสธไม่ได้ แต่วอลท์ ดิสนีย์ก็ตายไปนานแล้ว ชื่อเขาก็ยังอยู่ เราเดินมาไกลมากแล้ว ความเสี่ยงในเรื่องนี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ  ในทางกลับกัน เรากำลังเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นจุดแข็งของเรา”ประธานกรรมการบริหารคาราบาวกรุ๊ปให้ความมั่นใจ ที่จะก้าวเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์

บริษัทคาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ถือหุ้นในบริษัทย่อยรวมสามบริษัท (CBD, APG และ DCM) เพื่อดำเนินธุรกิจ ผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง “คาราบาวแดง” ทั้งในแบบขวดและแบบกระป๋อง รวมทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่ “สตาร์ท พลัส” ที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด

โดยบริษัทแรก CBD ดำเนินการผลิตเป็นงานหลักมา 12 ปีแล้ว  ณัฐชไมเล่าว่า ย้อนกลับไปก่อนก่อตั้งบริษัทนับเป็นสิบปี เสถียรรู้จักกับผู้คิดค้นสูตรเครื่องดื่มชูกำลังมานานแล้ว แต่ตลาดขณะนั้นที่มีมูลค่าสองหมื่นล้านบาท มีเจ้าใหญ่ครองตลาดเพียงสองรายเท่านั้น ไม่มีกล้าเข้าสู้เลย จนกระทั่งคุณเสถียรกับคุณแอ๊ดตกลงร่วมมือกัน ทำให้ “คาราบาวแดง” เกิดขึ้น

ขณะที่บริษัท APG เป็นบริษัทย่อยเพื่อผลิตและจัดหาขวดแก้วส่งให้ CBD ทั้งหมด เพิ่งเปิดดำเนินการในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คาดว่าในปีหน้าจะเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลัง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาวัตถุดิบในด้านนี้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาขาดแคลนขวดแก้ว จำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศอินเดีย ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง เป็นเหตุให้บริษัทต้องสร้างโรงงานผลิดเองเพื่อปิดความเสี่ยงจุดนี้

ส่วน DCM ดำเนินกิจการด้านจัดจำหน่ายของบริษัท โดยตั้งมาประมาณสองปีเพื่อรับช่วงการจัดจำหน่ายหลังหมดสัญญากับบริษัทเสริมสุข ในอนาคตหากมีโอกาสก็พร้อมจะรับงานจากบุคคลภายนอกอีกด้วย

“ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังปัจจุบันนี้มีมูลค่าตลาดเกินกว่าสามหมื่นล้านบาทไปแล้ว เป็นตลาดที่แข็งขันกันสูงมาก เห็นได้จากราคาขายที่ยังคงอยู่ที่ขวดละ 10 บาทมาตลอด 40 ปี  ความสำเร็จจึงวัดกันที่การบริหารต้นทุนการจัดการและวัตถุดิบ” ผู้บริหารย้ำ

ในปีที่ผ่านมา CBG เติบโตเฉลี่ย 26.7% ในปีนี้จนถึงมิถุนายนเติบโตเฉลี่ย 33.1%  ส่วนกำไรในปีก่อน 626 ล้านบาท ในปีนี้เพียงครึ่งปีแรกตกประมาณ 500 ล้านบาท สำหรับในปีหน้าหรือปี 2558  มีแนวโน้มที่ดีจากยอดขายที่เติบโตมากขึ้น การเติบโตผลิตขวดแก้วอย่างเต็มกำลัง ทำให้ได้ราคาต้นทุนที่ถูกกว่าซัพพลายเออร์ และต้นทุนดอกเบี้ยจะลดลงหลัง IPO  เมื่อสามารถชำระหนี้ธนาคารที่มี 3,000 ล้านบาท  จะทำให้เงินกู้หายไป

สำหรับการเติบโตในต่างประเทศนั้น ในปีที่ผ่านมามียอดขาย 23% ของยอดขายทั้งหมด ในขณะครึ่งปีแรกของปีนี้มียอดขายเพิ่มเป็น 30%  โดยประเทศกัมพูชาทำยอดได้เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งในรอบสามปีเติบโตที่ 71.2% และครึ่งปีแรกของปีนี้เติบโตแล้ว 71%  เสถียรย้ำว่า จากประสบการณ์ในเขมร ทำให้เชื่อว่าน่าจะไปได้ดีในประเทศกลุ่ม CLMV

“เรามั่นใจว่าเราจะเป็นที่หนึ่งได้” เสถียรกล่าวกับนักลงทุน ซึ่งเขาเอ่ยปากเองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้บริโภคเครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มประจำวัน

BACK TO TOP