“กุ้ยหลิน” มีอะไรน่าเที่ยว? ทำไมยอดจองตั๋วบินโตกว่า 75% ปีนี้ขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองดาวเด่นของจีน คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คน

“กุ้ยหลิน” มีอะไรน่าเที่ยว? ทำไมยอดจองตั๋วบินโตกว่า 75% ปีนี้ขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองดาวเด่นของจีน คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คน

“กุ้ยหลิน” เป็นชื่อที่คุ้นหูมานานในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศจีน และเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักแบบอ้อมๆ ผ่านคำว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” หรือเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี


    Forbes Thailand มีโอกาสเดินทางไปยังกุ้ยหลิน ประเทศจีน ร่วมกับ Trip.com ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภาพที่เคยมีในจินตนาการจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์จริง เมื่อเครื่องบินเริ่มลดระดับลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องล่างคือภูเขาหินปูนที่ทอดตัวสลับซับซ้อน สายน้ำที่คดเคี้ยวไปตามหุบเขา และทิวทัศน์ที่ชวนให้นึกถึงภาพวาดจีนโบราณ

    แม้อากาศในช่วงเดือนมิถุนายนจะค่อนข้างร้อนและอบอ้าว แต่ก็ไม่ได้ลดความรู้สึกตื่นเต้นของการเดินทางครั้งนี้ลงแต่อย่างใด หลังจากลงเครื่อง การเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยต้องพึ่งพารถรับส่งหรือรถส่วนตัวเป็นหลัก เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะจากสนามบินยังไม่เชื่อมต่อกับเมืองแบบเมืองใหญ่อื่นๆ

    ระหว่างมุ่งหน้าสู่โรงแรม Ronghu Hotel บรรยากาศสองข้างทางเริ่มเผยให้เห็นจังหวะชีวิตของเมืองที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา รถยนต์และมอเตอร์ไซค์สัญจรกันคึกคักพอสมควร ขณะที่ผู้คนในพื้นที่ดูคุ้นชินกับการต้อนรับนักเดินทางอยู่ไม่น้อย

    แม้ความงดงามของกุ้ยหลินเป็นที่เลื่องลือมายาวนาน อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ได้มีเพียงธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวจ้วง เย้า ม้ง และด้ง ซึ่งยังคงสืบทอดวิถีชีวิต อาหาร งานฝีมือ และประเพณีดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน



    ไม่นานมานี้ กุ้ยหลินได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นที่สุดของจีน ด้วยธรรมชาติอันงดงามและมรดกทางประวัติศาสตร์ สอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวของผู้คนทั่วโลกที่เริ่มให้ความสำคัญกับประสบการณ์เชิงลึกมากขึ้น

    ยืนยันได้จากข้อมูลของ Trip.com ที่ระบุว่าไตรมาสแรกของปี 2569 ยอดจองตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปยังกุ้ยหลินเติบโตถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้กุ้ยหลินติดอันดับเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางไปยังกุ้ยหลินจากการจองเที่ยวบิน ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวภายในประเทศจีนเองไปยังกุ้ยหลินก็เติบโตขึ้น 13% โดยได้รับความสนใจจากผู้คนในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และซีอาน

    ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางสู่กุ้ยหลินยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สะท้อนจากแนวโน้มการเลือกโรงแรมระดับพรีเมียม โดยมีสัดส่วนการจองโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปเกือบ 60% อีกทั้งยังนิยมเดินทางแบบเชื่อมหลายเมืองในทริปเดียว โดยมีระยะเวลาเดินทางเฉลี่ยราว 8 วัน และอาจมากกว่านี้สำหรับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี รวมถึงไทย และนี่คือสถานที่ท่องเที่ยวในกุ้ยหลินที่ควรเดินทางไปเยือนสักครั้งในชีวิต



“แม่น้ำหลี” บนแบงก์ 20 หยวน

    หนึ่งในประสบการณ์สำคัญของการมาเยือนกุ้ยหลิน คือการได้สัมผัส “แม่น้ำหลี” (Li River) คำกล่าวที่ว่า “แม่น้ำหลีคือจิตวิญญาณของกุ้ยหลิน” สะท้อนภาพของสายน้ำสายนี้ได้อย่างชัดเจน

    แม่น้ำหลีเป็นเส้นทางหลักที่หล่อเลี้ยงเมืองกุ้ยหลิน โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์ของภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาที่เรียงรายตลอดสองฝั่ง กิจกรรมยอดนิยมคือการล่องเรือจากเมืองกุ้ยหลินไปยังเมืองหยางซั่ว ในระยะทางประมาณ 83 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง

    ระหว่างการล่องเรือ ความเงียบสงบของสายน้ำจะค่อยๆ เปิดทางให้ทิวทัศน์ที่เปลี่ยนผ่านไป ความงดงามของธรรมชาติบริเวณนี้ได้รับการยกย่องในระดับโลก จนภาพของแม่น้ำหลีถูกนำไปใช้เป็นภาพด้านหลังธนบัตร 20 หยวนของจีน


“นาขั้นบันไดหลงจี” วิถีเกษตรบนภูเขา และ “หมู่บ้านผมยาว”

    “Longji Rice Terraces” หรือนาขั้นบันไดหลงจี เป็นหนึ่งในพื้นที่ทางการเกษตรที่มีประวัติอันยาวนาน ความงดงามของนาขั้นบันไดแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ตั้งแต่ทุ่งนาที่ขังน้ำสะท้อนแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ ไปจนถึงทุ่งสีเขียวในฤดูเพาะปลูก และเปลี่ยนเป็นคลื่นสีทองตามสันเขาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปลายปี

    การเดินทางมายังพื้นที่นี้ต้องใช้รถของอุทยานขึ้นไป เนื่องจากเส้นทางมีความคดเคี้ยวและลาดชัน จากนั้นนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิวทั้งนาขั้นบันไดและภูเขาโดยรอบได้ ช่วงที่ Forbes Thailand เดินทางไปในเดือนมิถุนายน ยังเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เริ่มต้นฤดูกาลทำนา ซึ่งกิจกรรมดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นจังหวะช้าๆ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามา



    ไม่ไกลจากบริเวณนี้ ขากลับจากภูเขายังสามารถแวะเยี่ยมชมหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม งานฝีมือ และการแสดงทางวัฒนธรรมไว้อย่างครบถ้วน กลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

    หมู่บ้านที่เป็นที่รู้จักคือ “หมู่บ้านหวงลั่ว” ซึ่งได้รับสมญานามว่า “หมู่บ้านผมยาว” เนื่องจากสตรีกลุ่มชาติพันธุ์เย้ายังคงรักษาประเพณีการไว้ผมยาวแบบดั้งเดิม โดยมีความยาวเฉลี่ยราว 2 เมตร กลายเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของหมู่บ้าน



    ภายในหมู่บ้านยังมีพิพิธภัณฑ์และโซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน เพราะสิ่งที่น่าสนใจคือ แม้สตรีบางคนจะมีอายุมากแล้ว แต่ยังคงมีเส้นผมที่ดกดำและเงางาม

    เคล็ดลับของวิถีดังกล่าวเชื่อมโยงกับการใช้น้ำซาวข้าวในการดูแลเส้นผม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมายาวนาน และถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่างแชมพู กลายเป็นตัวอย่างของการพัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม


“ถ้ำขลุ่ยอ้อ” โลกดึกดำบรรพ์ใต้พิภพ

    สำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจธรรมชาติในอีกมุมหนึ่ง “ถ้ำขลุ่ยอ้อ” (Reed Flute Cave) หรือ “วังแห่งธรรมชาติ” ถือเป็นถ้ำหินปูนที่มีชื่อเสียงและงดงามที่สุดของกุ้ยหลิน

    โดยเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินเมื่อราว 700,000 ปีก่อน ทำให้ภายในเต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย และม่านหินที่มีรูปทรงหลากหลายและแปลกตา

    ตัวถ้ำมีความยาวประมาณ 500 เมตร แม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน แต่อุณหภูมิภายในยังคงเย็นสบาย ภายในถ้ำมีการจัดแสงไฟสีต่างๆ เพื่อขับเน้นมิติของพื้นที่ มอบประสบการณ์การสำรวจโลกใต้ดินที่แตกต่างอย่างชัดเจน



“ยอดเขารูยี่” สะพานแขวนสูงเสียดฟ้า

    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้น “ยอดเขารูยี่” (Ruyi Peak) คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ด้วยการออกแบบให้เป็นสวนสาธารณะทางอากาศ โอบล้อมด้วยภูเขาและสายหมอก ทำให้เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่งดงามที่สุดของกุ้ยหลิน

    ความตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่การขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ก่อนจะต่อด้วยเส้นทางเดินชมธรรมชาติ ไฮไลต์อยู่ที่สะพานแขวนสีแดงและทางเดินกระจก ที่เปิดมุมมองแบบพาโนรามา 360 องศา ให้เห็นแนวภูเขาหินปูนที่เรียงตัวลดหลั่นกันอย่างสวยงาม



“พระราชวังจิงเจียง” ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง

    สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสมิติทางประวัติศาสตร์ “พระราชวังจิงเจียง” (Jingjiang Princes’ Palace) ใจกลางเมืองกุ้ยหลินเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด

    พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1372–1392 ในสมัยราชวงศ์หมิง และมีอายุเก่าแก่กว่าพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่งถึง 34 ปี

    ผู้มาเยือนสามารถเดินสำรวจอาคารและห้องโถงต่างๆ ที่ยังคงบรรยากาศของอดีตไว้ เสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่พื้นที่แห่งนี้เคยรุ่งเรือง รายล้อมด้วยภูเขาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ของกุ้ยหลิน สะท้อนการอยู่ร่วมกันระหว่างประวัติศาสตร์และธรรมชาติได้อย่างลงตัว


“ถนนคนเดินเจิ้งหยาง” ย่านคึกคักใจกลางกุ้ยหลิน

    เมื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติและประวัติศาสตร์แล้ว อีกหนึ่งย่านกินดื่มและช็อปปิ้งใจกลางกุ้ยหลิน นั่นคือ “ถนนคนเดินเจิ้งหยาง” (Zhengyang Pedestrian Street) ซึ่งเป็นถนนคนเดินที่เก่าแก่และคึกคักที่สุดของเมือง โดยมีหอนาฬิกาสีแดงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

    ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเดินคือช่วงเย็นถึงค่ำ เมื่อร้านค้าต่างๆ เปิดเต็มรูปแบบและแสงไฟช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับทั้งถนน บริเวณโดยรอบยังเชื่อมต่อกับย่านช็อปปิ้งและห้างสรรพสินค้า ทำให้เป็นศูนย์กลางการเดินเล่นของทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น

    สองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ สตรีทฟู้ด รวมถึงร้านแฟชั่นและของที่ระลึก สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มยอดนิยมของจีน ถือว่าครบจบในที่เดียว


    จากที่กล่าวมา กุ้ยหลินไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเดินทางมาเพื่อหยุดพักและค้นหาความสมดุลระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารท้องถิ่น

    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหลากหลายของประสบการณ์ และเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะพบจากที่อื่น




ภาพ : Trip.com, ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 3 เทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ โดย Trip.com เมื่อ Gen Z ครองฐานผู้ใช้หลัก และ AI ขับเคลื่อนทุกธุรกิจในเครือ ในจังหวะที่จีนดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine