3 เทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ โดย Trip.com เมื่อ Gen Z ครองฐานผู้ใช้หลัก และ AI ขับเคลื่อนทุกธุรกิจในเครือ ในจังหวะที่จีนดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

3 เทรนด์ท่องเที่ยวยุคใหม่ โดย Trip.com เมื่อ Gen Z ครองฐานผู้ใช้หลัก และ AI ขับเคลื่อนทุกธุรกิจในเครือ ในจังหวะที่จีนดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีทั้งพฤติกรรมจากผู้บริโภครุ่นใหม่และเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับ ในจังหวะที่ผู้คนจากทั่วโลกให้ความสนใจเดินทางสู่ประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่คือ 3 เทรนด์ท่องเที่ยวที่ต้องจับตา จากเวที “Envision 2026” งานประชุมใหญ่ประจำปีของ Trip.com Group


    ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับกำลังก้าวผ่านช่วงฟื้นตัว และเข้าสู่การเติบโตระลอกใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว Trip.com ได้จัดงานประชุมใหญ่ประจำปี “Envision Global Partner Conference 2026” ขึ้น ณ เขตซูฮุย เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

    โดยรวบรวมผู้นำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งสายการบิน โรงแรม องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลอดจนสื่อมวลชนและครีเอเตอร์กว่า 3,500 คน จาก 78 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางใหม่ของระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่ง Forbes Thailand มีโอกาสได้เดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้


“การท่องเที่ยว” หนึ่งในอุตสาหกรรมที่โตเร็วสุดในโลก

    การประชุมในปีนี้สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังเน้นคุณภาพของการเติบโตมากกว่าปริมาณ แม้จะมีปัจจัยท้าทายทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความแออัดของเส้นทางบิน แต่ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้กับการกระจายเส้นทางการเดินทางระหว่างภูมิภาค และการเติบโตของตลาดเฉพาะทาง เช่น wellness tourism, MICE และ eco-tourism ให้เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

    Jane Sun ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวยุคใหม่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ นวัตกรรม และความร่วมมือเชิงลึกระหว่างพันธมิตร โดยการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของ GDP โลก หรือมีมูลค่าราว 11.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 และยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2 เท่า

    ด้านผลประกอบการของ Trip.com Group ในปี 2568 ที่ผ่านมาก็สะท้อนถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งเช่นกัน และสอดคล้องไปกับการเติบโตดังกล่าว โดยยอดการจองบนแพลตฟอร์ม OTA (Online Travel Agent) ระหว่างประเทศเติบโตถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินขาออกพุ่งสูงกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ถึง 140%

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งดีมานด์ของการเดินทางและการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีเอเชียเป็นศูนย์กลางการเติบโตที่สำคัญ ขณะที่ยุโรปและอเมริกาก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่พันธมิตรทั่วโลกของ Trip.com สูงถึง 1.6 แสนล้านเหรียญ

​Jane Sun


“3 Ds” เทรนด์ท่องเที่ยวโลก วันที่ Gen Z คือผู้ใช้หลักของ Trip.com

    เมื่อเจาะลึกแนวโน้มที่นิยามพฤติกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก Trip.com ระบุว่า “3 Ds” คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ประการแรกคือ Discovery หรือการค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่กำลังมาแรง เช่น อุซเบกิสถาน แอลจีเรีย แอฟริกาใต้ บราซิล อาร์เจนตินา และโคลัมเบีย

    ประการที่สองคือ Diversity หรือความหลากหลายของประสบการณ์นวัตกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่การดำน้ำที่บาหลี ดื่มด่ำธรรมชาติที่คัปปาโดเกีย ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์ที่กีซาและอิสตันบูล

    และสุดท้ายคือ Depth หรือการเดินทางเชิงลึกที่มีคุณภาพ สะท้อนผ่านเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดซึ่งเน้นการเดินทางระยะไกล มีการเชื่อมต่อเส้นทางหลายต่อ และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยสูงราว 6 วันในทุกภูมิภาค

    นอกจากนี้ ตลาดเฉพาะกลุ่มอย่าง Wellness Tourism ที่เติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี 16.6% การจองที่พักกลุ่ม MICE ในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น 35% และการเติบโตของอีโค-รีสอร์ตในแอฟริกา 10% ต่างเป็นเครื่องยืนยันว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังมองหาประสบการณ์ที่มีความเฉพาะตัวและยั่งยืนมากขึ้น

    ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Gen Z และ Millennials กลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่คิดเป็น 64% ของผู้ใช้แพลตฟอร์ม โดยกลุ่ม Millennials เพียงกลุ่มเดียวครองสัดส่วนความต้องการโรงแรมหรูสูงถึง 49% นอกจากนี้ พฤติกรรมของนักเดินทางยังหันมานิยมการจองแบบข้ามประเภท เช่น การซื้อตั๋วเครื่องบินพ่วงโรงแรม ที่เติบโตขึ้นกว่า 60% ตลอดจนมีความต้องการใช้จ่ายในส่วนบริการเสริมหรือการอัปเซลเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.8 เท่า

    ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานของ Trip.com Group ที่รองรับกว่า 27 ภาษาและครอบคลุม 220 ประเทศ ได้พิสูจน์ความเป็นประตูสู่โลกกว้างด้วยสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศที่ 40% และการเติบโตของยอดจองข้ามหมวดหมู่ที่มากกว่า 60%



AI ขับเคลื่อนทุกธุรกิจ Trip.com

    Trip.com ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและ AI มาประยุกต์ใช้ทั้งกับแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และบริการ โดยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ ในทุกหน่วยธุรกิจหลัก ในมุมของธุรกิจเที่ยวบิน ภายใต้นำเสนอแนวคิด “Threads of Ingenuity: Shaping Tomorrow’s Travel” โดยเน้นการเชื่อมโยงตั้งแต่ข้อมูล ไปสู่การตัดสินใจ และประสบการณ์ผู้ใช้

    โดยระบบของ Trip.com สามารถรองรับข้อมูลค่าโดยสารและเที่ยวบินในระดับพันล้านรายการต่อวัน พร้อมความเร็วในการค้นหาเฉลี่ยเพียง 2 วินาที ส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผลลดลง 20% และประสิทธิภาพการจัดการคำถามลูกค้าเพิ่มขึ้น 41% นอกจากนี้ยังมีอัตราการประมวลผลการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินแบบอัตโนมัติสูงถึง 96.6%

    ด้านธุรกิจโรงแรม ได้พัฒนาระบบ One-click Personalisation และ Smart Carts ซึ่งช่วยเพิ่มยอดห้องพักได้ราว 10,500 คืน และเพิ่มยอดจองแบบหลายห้องได้อีกประมาณ 4,000 รายการต่อวัน

    สำหรับธุรกิจรถไฟ แพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจรถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางหลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้ยอดขายการเดินทางแบบเชื่อมต่อระหว่างรถไฟและเที่ยวบิน (rail-flight) เติบโต 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมขยายเครือข่ายไปยังผู้ให้บริการรถไฟทั่วยุโรป

    ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์ ได้นำเสนอโซลูชัน Smart Ticketing รวมถึงเครื่องจำหน่ายตั๋วแบบบริการตัวเองในแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น โดยมีการใช้งานแล้วกว่า 1 พันล้านครั้งนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2567

    สำหรับธุรกิจคอนเทนต์และครีเอเตอร์ ระบบ AI ถูกนำมาใช้ในการจับคู่อินฟลูเอนเซอร์ โดยเชื่อมโยงผู้ขายเข้ากับครีเอเตอร์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อช่วยเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นดีมานด์และการค้นพบใหม่ๆ



“เชื่อมโลกสู่จีน” นักท่องเที่ยวขาเข้า 20 ล้านคนบน Trip.com

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในงานคือ ดีมานด์การท่องเที่ยวจีนที่กำลังพุ่งสูงขึ้น โดยผู้คนจากทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเดินทางสู่ประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เพื่อเป็นการเชื่อมโลกสู่ประเทศจีน Trip.com ได้เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวในจีน เพื่อรองรับดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวขาเข้าราว 20 ล้านคนที่ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม

    นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าโครงการ Free City Tours อย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมแล้วกว่า 30,000 คนจาก 127 ประเทศ ครอบคลุมจุดหมายหลัก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ฮ่องกง และเซินเจิ้น พร้อมการเปิดศูนย์บริการในสนามบินและเคาน์เตอร์บริการแบบครบวงจร เพื่อรองรับนักเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการเดินทาง การจอง และบริการพื้นฐานต่างๆ โดยมี Jackie Chan หรือ เฉิน หลง เป็นทูตการท่องเที่ยวจีนในระดับโลก

    สุดท้ายนี้ Trip.com ได้วางทิศทางในอนาคตผ่าน 3 แกนหลัก ภายใต้แนวคิด “Intelligence with Care” ซึ่งประกอบด้วย การใช้ AI เข้ามาช่วยให้การค้นหาและจองเดินทางสะดวกและรวดเร็วขึ้น พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ตลาดให้พันธมิตร, การผสาน AI เข้ากับความเข้าใจของมนุษย์เพื่อให้บริการมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในจุดสำคัญ และการยกระดับสถานะของบริษัทในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีความเสถียรและปฏิบัติตามข้อกำหนดในทุกตลาด

    ทั้งหมดนี้สะท้อนเป้าหมายของ Trip.com Group ในการสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ฉลาดขึ้น และครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อผลักดันประสบการณ์การเดินทางให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เอทิฮัดเตรียมนำ “แอร์บัส A380” ให้บริการในกรุงเทพฯ พร้อมนำเสนอ “The Residence” ห้องสวีทสามห้องบนเครื่องบินแห่งเดียวในโลก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine