"จัดพอร์ตลงทุน" ยุคประธานาธิบดี ไบเดน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

“จัดพอร์ตลงทุน” ยุคประธานาธิบดี ไบเดน

สำหรับการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 ยังคงเป็นปีที่เริ่มต้นภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อุปสงค์การบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยวยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง ยังคงต้องพึ่งพากลยุทธ์ Sector selection และรักษาระดับสินทรัพย์เสี่ยงของการ จัดพอร์ตลงทุน ตลอดจนการดำรงความเสี่ยง (Risk level) ที่เหมาะสม

สำหรับการ จัดพอร์ตลงทุน KTBST SEC คาดว่าในไตรมาสที่ 1 จะเป็นไตรมาสที่เน้นการปรับสัดส่วนการลงทุนอยู่บ่อยครั้งจากการฟื้นตัวของกลุ่มที่มีการเติบโตช้ากว่าตลาด (Laggard) ซึ่งกลุ่มประเทศที่ทาง KTBST SEC ยังคงให้ความสนใจยังคงเน้นการลงทุนในประเทศที่มีการแจกจ่ายวัคซีนได้อย่างทั่วถึงและมีแนวโน้มที่จะสามารถแจกจ่ายให้กับประชากรได้มากกว่าร้อยละ 70 ภายในสิ้นปี

ประกอบกับมีความสามารถที่มีการกู้เพื่อสร้างการอัดฉีดในประเทศได้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างให้เกิดการหมุนเวียนภายในประเทศ (Internal circulation) โดยกลุ่มประเทศที่เรายังคงให้ความสนใจในการลงทุนจะยังคงเป็นประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวทางในการสร้างการหมุนเวียนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปี 2021 ภายใต้การนำของ Joe Biden

 

“เราสามารถลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกับ 2020 ได้หรือไม่?”

การมาของวัคซีนและการแจกจ่ายนั้นทำให้ความน่าสนใจของหุ้นในกลุ่ม “COVID-19 play” นั้นลดลงตามลำดับ หลังจากมูลค่าเหมาะสม (Valuation) ในช่วงที่ผ่านมานั้นปรับตัวสูงขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา โดยภาพรวมทาง KTBST SEC คาดว่าเราจะมีการเปลี่ยนการลงทุนรายอุตสาหกรรมอีกครั้ง โดยจะเริ่มมีการหมุนเข้าไปลงทุนยังกลุ่มที่ยังคงปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าตลาด (Laggard Play)

โดยในไตรมาสที่ 1 นั้นนักลงทุนจะเริ่มเห็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) อย่างเช่นประเทศจีนและกลุ่มละตินอเมริกามากขึ้น ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมจำพวกเทคโนโลยีจะเริ่มลดบทบาทความร้อนแรงลง โดยตัวแปรที่สำคัญว่ากลุ่มอุตสาหกรรมจำพวกวัฏจักรนั้นจะปรับตัวขึ้นเป็นรอบใหญ่

หรือไม่นั้นจะมาพร้อมกับมุมมองเชิงบวกผ่านทางสารจากผู้บริหารที่จะมีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินที่ดีขึ้น (Earning guidance) ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ว่านักลงทุนควรย้ายการลงทุนจากกลุ่มเทคโนโลยีไปยังกลุ่มวัฏจักรเมื่อใด โดยทาง KTBST SEC คาดว่าสัญญาณดังกล่าวจะออกมาในช่วงการงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2021 เป็นต้นไป

จัดพอร์ตลงทุน

 

“การรับตำแหน่งของไบเดนส่งผลอย่างไรกับการลงทุน?”

ทาง KTBST SEC คาดว่าการมาของไบเด็นจะยังคงเอื้อต่อการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีแม้ว่าจะมีนโยบายอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าช่วยกระตุ้นให้วัคซีนสามารถผลิตออกมาได้เร็วขึ้นก็ตาม โดยการลงทุนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของไบเด็นนั้นประกอบไปด้วย 1.นโยบายพลังงานสะอาด 2.นโยบายการเร่งตรวจโควิด-19 3.นโยบาย Social distancing 4.นโยบายต้านจีน ซึ่งจากนโยบายทั้ง 4 ข้างต้นนั้นจะเอื้อต่อการเติบโตในอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว (Green energy), รถยนต์ไฟฟ้า (EV car) ตลอดจนกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะสามารถชนะตลาดได้ในระยะข้างหน้า

จัดพอร์ตลงทุน

 

“การจัดพอร์ตการลงทุนต้องเตรียมเผื่อครึ่งหลังของปีด้วย”

ทาง KTBST SEC เชื่อว่าภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะยังสามารถเติบโตได้แม้ว่าจะไม่มีงบประมาณอัดฉีดใหม่ออกมาก็ตาม ประกอบกับการหดตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 จะเอื้อให้การฟื้นตัวของปี 2021 ครึ่งปีแรกนั้นเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ดีสำหรับการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังนั้นจะขึ้นอยู่กับการแจกจ่ายวัคซีนของประเทศต่างๆ ว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าร้อยละ 70 ของประชากรหรือไม่ (Herd immunity) เนื่องจาก Valuation ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงที่อยู่ในระดับสูงนั้นมาจากความคาดหวังด้านการแจกจ่ายวัคซีนเกือบในทุกประเทศแม้กระทั่งประเทศไทยก็ตาม

โดยเรามีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติมสู่ระดับ 40% – 45% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยเน้นการลงทุนรายอุตสาหกรรมในอเมริกา เช่น กลุ่มพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และกลุ่มสุขภาพ สำหรับในตลาดเกิดใหม่เรามีมุมมองเชิงบวกมากยิ่งขึ้นต่อประเทศจีน โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid-Small cap) เพิ่มเติมในขณะที่ตราสารหนี้นั้นลดสัดส่วนลงมาสู่ระดับ 35% – 40% โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งในตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่

ในขณะที่เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนถือครองเงินสดหรือสภาพคล่องราว 7% -10% และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเช่นทองคำนั้นเรายังคงคำแนะนำลงทุนน้อยกว่าตลาดจากทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอุปสงค์ในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดน้อยถอยลงในช่วงต่อจากนี้

 

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
ประธานกรรมการบริหาร
เคทีบีเอสที โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP