กลโกงของอเมริกาต่อมหาวิทยาลัยคนดำ (HBCU) - Forbes Thailand

กลโกงของอเมริกาต่อมหาวิทยาลัยคนดำ (HBCU)

FORBES THAILAND / ADMIN
26 Jun 2022 | 09:00 AM
READ 584

หากเทียบกับมหาวิทยาลัยประเภทเดียวกันที่มีนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว เหล่ามหาวิทยาลัยจากทุนที่ดิน (Land-Grant University) เพื่อคนผิวดำ (HBCU) ในประเทศนี้กลับได้รับงบประมาณต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างน้อย 1.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้หลายแห่งกำลังประสบปัญหาการเงินขั้นรุนแรง และพวกเขาก็เริ่มสู้กลับแล้ว

ภายในหอพักชายของ Tennessee State University (TSU) ระบบทำความร้อนและความเย็นยังเป็นรุ่นโบราณสนิมเขรอะที่ใช้มาตั้งแต่ยุค 1960 และในอาคารสตูดิโออาร์ตใกล้กันนั้นสีที่เก่าจนเหลืองก็หลุดล่อนออกมาจากผนังปูนปลาสเตอร์แตกร้าวอาคาร 2 ใน 3 ของเราจำเป็นต้องซ่อมขนานใหญ่แล้วGlenda Glover อธิการบดีของสถาบันการศึกษาเพื่อคนผิวดำที่อยู่คู่เมือง Nashville มานานกล่าว

บริษัทรับเหมาก่อสร้างเพิ่งคิดค่าใช้จ่าย 427 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาให้ TSU สำหรับงานซ่อมบำรุงที่เลื่อนมาจากแผนเดิม แต่เงินจำนวนนี้แทบจะไกลเกินเอื้อมสำหรับมหาวิทยาลัยที่ขาดทุนจากการดำเนินงานปีละกว่า 80 ล้านเหรียญ มีรายได้เพียง 116 ล้านเหรียญ และได้เงินบริจาคเล็กน้อยเพียง 63 ล้านเหรียญเราขาดเงินทุนมานานหลายปีแล้ว Glover กล่าวแต่ไม่มีใครเหลียวแล

Glenda Glover

วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเพื่อคนผิวดำที่มีประวัติยาวนาน (HBCU) ส่วนใหญ่จากที่มีอยู่กว่า 100 แห่งในอเมริกากำลังดิ้นรนเรื่องเงิน โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลตามปกติในจำนวนกระจ้อยร่อย ส่วน TSU เป็นหนึ่งในกลุ่มวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเพื่อคนผิวดำที่มีประวัติยาวนานของรัฐบาล 18 สถาบันซึ่งได้การสนับสนุนเงินแบบทุนที่ดิน ให้ก่อตั้งในศตวรรษที่ 19 โดยสภานิติบัญญัติของรัฐภาคใต้เพื่อเป็นทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก University of Tennessee แห่งเมือง Knoxville และ North Carolina State University แห่งเมือง Raleigh ที่สมัยนั้นรับเฉพาะนักศึกษาผิวขาว

มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินทุกแห่งไม่ว่าจะสำหรับคนผิวดำหรือผิวขาวสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและการสอนด้านเกษตรกรรม โดยส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐเป็นเงินก้อนปีละครั้ง ซึ่งเมื่อดูบันทึกการจัดสรรงบเหล่านั้น และนำรายชื่อสถานศึกษาเก่าแก่ของรัฐสำหรับนักศึกษาผิวขาวและผิวดำมาวางเทียบข้างกัน ก็ช่วยให้ Forbes เปรียบเทียบระดับเงินทุนต่อนักศึกษา 1 คนที่สถาบันเหล่านี้ได้รับจากแต่ละรัฐได้ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน

ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด

ระหว่างปี 1987 (ปีแรกสุดที่มีข้อมูลครอบคลุม) ถึงปี 2020 สถาบันคนผิวดำ 18 แห่งได้รับเงินทุนรวมกันน้อยกว่าที่ควร 1.28 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปรับค่าตามเงินเฟ้อแล้ว ในช่วง 33 ปีนั้นหากเรามองว่า TSU ควรได้เงินทุนต่อนักศึกษา 1 คนในระดับเดียวกับ University of Tennessee สถาบันแห่งนี้ก็ได้งบน้อยกว่าที่ควร 1.9 พันล้านเหรียญ

ส่วนสถาบันที่อาภัพที่สุดคือ North Carolina Agricultural & Technical State University (NC A&T) แห่งเมือง Greensboro ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1891 เพราะตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้น มาสถาบันแห่งนี้ได้งบรวมทั้งหมดน้อยกว่าที่ควร 2.8 พันล้านเหรียญเมื่อปรับค่าตามเงินเฟ้อแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข่าวร้าย เพราะยังมีสถานศึกษาใน 2 รัฐคือ Delaware และ Ohio ที่ไม่ถูกกดงบประมาณเลย

เรื่องที่มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินซึ่งมีนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวได้ทุนจากรัฐมากกว่าสถาบันคนผิวดำก็อาจจะพออธิบายได้ในระดับหนึ่ง ว่าเป็นเพราะสถาบันเหล่านั้นมีจุดแข็งคือ เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นงานวิจัยและมีรัฐต่างๆ จำนวนหนึ่งอย่างรัฐ North Carolina ให้รางวัลจุดแข็งดังกล่าวด้วยการจ่ายเงินส่วนที่จัดสรรเป็นงบวิจัยเพิ่มให้ ตัวอย่างเช่น ในปี 2020 สภานิติบัญญัติของรัฐ North Carolina ให้งบมหาวิทยาลัย NC State ซึ่งมีคนผิวดำเพียงร้อยละ 7 จากนักศึกษาทั้งหมด 32,000 คน เพิ่มอีก 79 ล้านเหรียญสำหรับงานวิจัย (คิดเป็นร้อยละ 15 ของงบรวมที่สถาบันนี้ได้รับจัดสรรจากรัฐ และน้อยกว่าร้อยละ 5 ของงบดำเนินงาน 1.6 พันล้านเหรียญ)

แต่เมื่อมาดู NC A&T ซึ่งเป็นมหาลัยจากทุนที่ดินเพื่อคนผิวดำซึ่งเป็น HBCU ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและมีนักศึกษา 11,700 คนเทียบกัน รัฐ North Carolina กลับให้ทุนวิจัยแก่สถาบันนี้แค่ 9.5 ล้านเหรียญ คิดเป็นร้อยละ 10 ของงบที่รัฐจัดสรรให้ แต่ใครอยากใช้เรื่องนี้มาอธิบายความเหลื่อมล้ำด้านเงินทุนก็เข้ามา เพราะการอ้างทุนวิจัยก็เหมือนปั้นคำทำนายเองแล้วพยายามทำให้เป็นจริงเองที่สถาบันผิวขาวสามารถรองรับงานวิจัยได้ด้วยห้องแล็บทันสมัยใหม่ก็เป็นผลมาจากการได้เงินทุนเหลือเฟือจากรัฐมาหลายทศวรรษนั่นแหละ ขณะที่นักวิจัยในสถาบันกลุ่ม HBCU กลับต้องไส้แห้งมาตลอด

การกดทุนสนับสนุนรายปีของสถานศึกษาครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ North Carolina จัดสรรงบให้ NC A&T แค่ 95 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็นงบต่อนักศึกษา 1 คนแล้วน้อยกว่าที่จัดสรรให้ NC State ถึง 8,200 เหรียญ

โดยที่ NC State ได้งบไป 16,400 เหรียญ (สภานิติบัญญัติของรัฐกำลังจัดสรรงบให้ A&T เพิ่มอีก 11 ล้านเหรียญในปี 2022 ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สนับสนุนหลักสูตรปริญญาเอกและงานวิจัยด้านเกษตรกรรม) ค่าใช้จ่ายด้านการสอนต่อนักศึกษา 1 คนที่ NC State คือ 15,681 เหรียญ เทียบกับ 7,631 เหรียญของ HBCU แห่งนี้ แม้แต่งานบริการนักศึกษา ซึ่งรวมถึงสำนักงานรับสมัครและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวแห่งนี้ก็ยังมีงบมากกว่าโดยที่ชาว Wolfpacker (NC State) มีงบรวม 1,342 เหรียญต่อคน เทียบกับชาว Aggie (NC A&T) ที่ได้แค่ 726 เหรียญ

นักศึกษาใน Tennessee State University

พวกเรากำลังพูดถึงความรู้เห็นเป็นใจให้เลือกปฏิบัติในระดับที่เลวร้ายที่สุด N. Joyce Payne ผู้ก่อตั้งกองทุน Thurgood Marshall College Fund ซึ่งให้ทุนแก่นักศึกษาของ HBCU กล่าว และในฐานะรองนายกสมาคมมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินเธอใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษเพื่อตรวจสอบเรื่องที่มหาวิทยาลัยในกลุ่มถูกกดงบประมาณ

ความไม่เท่าเทียมมันฝังรากอยู่ และรัฐบาลในระดับรัฐ รัฐบาลกลางและอุตสาหกรรมภาคเอกชนก็รู้เห็นเป็นใจกันเธอกล่าวพวกเขาบอกโรงเรียนคนขาวว่า เอาเบนท์ลีย์ไปขับได้เลย แต่บอกโรงเรียนคนดำว่า รถอะไรก็ไม่มีให้ทั้งนั้น

กฎหมายหลายฉบับที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1887 กำหนดว่าแหล่งเงินทุนที่ไม่ใช่รัฐบาลกลาง (ซึ่งโดยทั่วไปก็คือรัฐ) จะต้องจ่ายทุนสนับสนุนให้กับบรรดามหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินเท่ากับที่รัฐบาลกลางจ่าย ในปี 2020 สมัชชาใหญ่แห่งรัฐ Tennessee จ่ายเงินทุนที่ดิน 69.4 ล้านเหรียญ หรือ 2,460 เหรียญต่อนักศึกษา 1 คน ซึ่งเกินกว่าระดับที่จำเป็นต้องจ่ายถึง 4 เท่าให้แก่ University of Tennessee ที่มีนักศึกษาผิวขาวร้อยละ 77 แต่ TSU และนักศึกษา 6,600 คนของมหาวิทยาลัยนี้กลับได้ทุนจากรัฐแค่ 8.7 ล้านเหรียญ (1,318 เหรียญต่อคน) ในปี 2020 ซึ่งเกินกว่าที่จำเป็นต้องจ่ายเพียงร้อยละ 12 และอันที่จริงฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐ Tennessee ก็เพิ่งจะเริ่มจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย Tennessee State เท่าระดับที่จำเป็นต้องจ่ายเมื่อปี 2017 นี้เอง

เศษเงิน

ขณะที่ TSU ขาดแคลนทรัพยากร University of Tennessee กลับมีเงินไปพัฒนามหาวิทยาลัยให้คึกคักด้วยโครงการวิจัยด้านการเกษตรหลายร้อยโครงการ ตั้งแต่การศึกษาเคมีเบื้องหลังวิสกี้ของ Tennessee เพื่อปรับปรุงรสชาติ ไปจนถึงการทดลองเทคนิคผสมเทียมเพื่อปรับปรุงพันธุ์ปศุสัตว์ ที่นี่มีศูนย์วิจัย 10 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 39,000 เอเคอร์ทั่วรัฐ ส่วน TSU มีพื้นที่สำหรับงานวิจัยภาคสนามด้านการเกษตรแค่ 600 เอเคอร์ University of Tennessee ใช้เงินไปกับงานวิจัย 286 ล้านเหรียญในปี 2020 หรือมากกว่า 10,000 เหรียญต่อนักศึกษา 1 คน เทียบกับ Tennessee State ซึ่งใช้ไป 2,000 เหรียญต่อคน

University of Tennessee

ช่องว่างของเงินสนับสนุนจากรัฐแคบลงในปีหลังๆ Tennessee State ได้รับจัดสรรงบเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จาก 39 ล้านเหรียญในปี 2015 มาเป็น 55 ล้านเหรียญในปี 2020 แต่เงินสนับสนุนจากรัฐ 8,339 เหรียญต่อนักศึกษา 1 คนก็ยังคงตามหลัง 12,865 เหรียญต่อคนที่รัฐจัดสรรให้มหาวิทยาลัยเด่นอยู่ดี

ระบบมหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลกลางในปี 1862 มหาวิทยาลัยการเกษตรตั้งใหม่เหล่านี้จะได้รับที่ดินซึ่งส่วนใหญ่ชิงมาจากชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองในพื้นที่ซึ่งไม่อยู่ในเขตเทศบาล แล้วให้นำที่ดินเหล่านี้ไปขาย ปล่อยเช่า หรือทำฟาร์มเพื่อสร้างรายได้ รัฐบาลกลางสั่งห้ามการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในสถาบันใหม่เหล่านี้ แต่อนุญาตให้รัฐที่ไม่ต้องการรับนักศึกษาผิวดำเข้าเรียนในสถาบันผิวขาวสามารถสร้างวิทยาลัยสำหรับนักศึกษาผิวขาวและผิวสีแยกจากกันได้

ดังนั้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1890 รัฐที่เคยเป็นฝ่ายสมาพันธรัฐและรัฐชายแดนทั้งหมด จึงแยกมหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินสำหรับนักศึกษาผิวดำออกมาต่างหาก แต่นอกเหนือจากที่ดินซึ่งได้รับมาในตอนแรกแล้ว สถาบันของคนผิวดำก็ต้องอยู่มาโดยไม่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลอีก จนกระทั่งปลายทศวรรษ 1970 เมื่อสภาคองเกรสผ่านกฎหมายให้จัดสรรงบประมาณแก่สถาบันเหล่านี้เป็นรายปีด้วยในที่สุด

บัณฑิตจาก HBCU ไม่ว่าเป็นสถาบันของเอกชนหรือของรัฐบาลได้เงินเดือนไม่เท่าคนจบจากสถาบันที่ชื่อดังกว่า เงินบริจาคของ HBCU ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากศิษย์เก่าก็เป็นแค่เศษเสี้ยวของเงินบริจาคที่สถาบันซึ่งมีนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวหาได้

โดยในปี 2020 เงินบริจาคเฉลี่ยที่มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินของคนผิวขาว 18 แห่งได้รับคือ 1.9 พันล้านเหรียญ ส่วนมหาวิทยาลัยคนผิวดำได้ 34 ล้านเหรียญ มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินของคนผิวดำในรัฐ Georgia ชื่อ Fort Valley State ได้เงินบริจาคแค่ 6.6 ล้านเหรียญ ในขณะที่ University of Georgia ได้เงินบริจาครวม 1.3 พันล้านเหรียญ (Forbes พบว่า Fort Valley State ได้งบประมาณน้อยกว่าที่ควร 577 ล้านเหรียญ)

เมื่อมีเงินบริจาคน้อยก็หมายถึงมีเงินน้อยสำหรับใช้เป็นเงินเดือนอาจารย์ ทุนการศึกษา ทุนวิจัยขยายสถานที่ และที่สำคัญที่สุดคือ ใช้ในการดำเนินงานประจำวันสถานศึกษาที่ได้เงินบริจาคไม่มากกำลังถูกขอให้ใช้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ Jens Frederiksen รองอธิการบดีฝ่ายบริหารของ Fisk University กล่าว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็น HBCU เอกชนที่ได้รับการยอมรับในเมือง Nashville แต่ก็ยังต้องดิ้นรนเรื่องเงิน แม้จะมี W.E.B. Du Bois และสมาชิกสภาคองเกรส John Lewis ผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นศิษย์เก่าก็ตาม

พื้นที่เล่นน้ำคล้ายชายหาดที่ทะเลสาบ Wauburg ของ University of Florida

ผลกระทบทางอ้อมอีกอย่างจากการที่สถาบันเหล่านี้ได้งบน้อยเกินควรก็คือ สถาบันผิวดำเหล่านี้ต้องจ่ายแพงกว่า สถาบันผิวขาวเมื่อจะกู้ยืมเงิน งานวิจัยฉบับหนึ่งในปี 2018 โดยอาจารย์จากวิทยาลัยธุรกิจ 4 คนพบว่า ในการออกตราสารหนี้ทั่วไป 30 ล้านเหรียญ มหาวิทยาลัยผิวดำต้องจ่ายให้ผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้แพงกว่ามหาวิทยาลัยผิวขาวถึง 35,000 เหรียญ และงานวิจัยฉบับนี้ยังพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจอีกเรื่องหนึ่งคือผลกระทบเช่นนี้เกิดขึ้นมากเป็น 3 เท่าในแถบสุดแดนใต้ ซึ่งยังมีการเหยียดเชื้อชาติรุนแรงที่สุด

เงินบริจาคและการหาเงินทุนด้วยการออกตราสารหนี้ช่วยให้สถานศึกษาสร้างอาคารสถานที่โอ่อ่าเพื่อดึงดูดนักศึกษาได้ ในปี 2020 อาคารสถานที่ของ University of Florida มีมูลค่าประเมิน 2.1 พันล้านเหรียญ และมีหนี้ 158 ล้านเหรียญ มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินของคนผิวขาวในรัฐ Florida สถาบันนี้มีสระว่ายน้ำ 3 สระ สำหรับหนุ่มสาวชาว Gator และศูนย์ฟิตเนสขนาด 140,000 ตารางฟุต ซึ่งมีแท่นยกน้ำหนักแบบที่ใช้ในโอลิมปิก นอกจากนี้ ยังอวดพื้นที่เล่นน้ำคล้ายชายหาดที่ทะเลสาบ Wauburg ใกล้กันด้วย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้งบจัดสรรจากรัฐ 783 ล้านเหรียญในปี 2020 เพื่อสนับสนุนนักศึกษา 50,000 คน และมีงบดำเนินงานรายปี 3.4 พันล้านเหรียญ

Florida Agricultural and Mechanical University

ส่วนมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของคนผิวดำ Florida Agricultural and Mechanical University (FAMU) แห่งเมือง Tallahassee ซึ่งมีนักศึกษา 9,400 คน และหนี้กับสถานที่อำนวยความสะดวกต่างๆ 111 ล้านเหรียญต้องปิดศูนย์สันทนาการขนาด 60,000 ตารางฟุตไปเกือบปีในช่วงที่เกิดโรคระบาด และต้องร้องขอเงินทุน 33,000 เหรียญจากสภานักศึกษาเพื่อให้กลับมาเปิดได้อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021

FAMU จำเป็นต้องพึ่งเงินทุนจากรัฐมากกว่ามหาวิทยาลัยผิวขาวที่อยู่มาคู่กัน เพราะเงินทุนจากรัฐคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41 ของรายได้รวม 330 ล้านเหรียญของสถาบันแห่งนี้ เทียบกับร้อยละ 24 ของ University of Florida ซึ่งมีรายได้จากค่าเล่าเรียนและเงินทุนกับสัญญาจากภาคเอกชนเยอะกว่า FAMU งบที่ FAMU ได้รับจัดสรรจากรัฐ 123 ล้านเหรียญในปี 2020 คิดเป็น 13,000 เหรียญต่อนักศึกษา 1 คน เทียบกับ University of Florida ที่ได้งบ 15,600 เหรียญต่อคน

ต้องสู้กลับ

HBCU ส่วนหนึ่งกำลังสู้กลับ ในรัฐ Tennessee .. ของรัฐชื่อ Harold Love วัย 49 ปี ผู้จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์และการเงินจาก TSU เมื่อปี 1998 กำลังพยายามทวงเงินสนับสนุนที่ให้กับมหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินกว่า 500 ล้านเหรียญจากรัฐ ซึ่งเขาบอกว่ามหาวิทยาลัยของเขาควรจะได้

Tennessee State University

เขาทำงานกับคณะกรรมการนิติบัญญัติและค้นเอกสารพบว่า รัฐยังติดค้างเงินทุนของมหาวิทยาลัยอยู่ถึง 544 ล้านเหรียญ เขาไม่ได้ขยายขอบเขตของรายงานนี้ออกไปเกินกว่าเรื่องเงินทุนสนับสนุนที่ให้กับมหาวิทยาลัยจากทุนที่ดิน แต่จากการสืบสวนของ Forbes เรื่องการจ่ายเงินทุนรวมต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเราพบว่า เพียงแค่ดูจากปี 1987 เป็นต้นมา จำนวนเงินที่รัฐติดค้างอยู่ก็มากกว่านั้นเกิน 3 เท่าแล้ว

แล้วทำไม Love ไม่พยายามทวงเงินให้ได้เยอะกว่านี้? ลองนึกภาพสิ ผมคือคนดำที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนคนดำไปท้วงพวกคนขาวในฝ่ายนิติบัญญัติว่า คุณจ่ายเงินให้โรงเรียนคนขาวเยอะกว่าอยู่นะ เขาอธิบายพวกนั้นจะตอกกลับว่า คุณไม่รู้อะไรก็อย่าพูดเลย

แต่เขายังมีความหวังว่าในที่สุด TSU จะได้รับเงินที่รัฐนี้ติดไว้อย่างน้อยก็บางส่วน แม้เขาจะทำนายว่ากว่าจะจ่ายครบก็คงยืดข้ามทศวรรษเราเพิ่งเอารูปปั้นครึ่งตัวของ (นายพลแห่งฝ่ายสมาพันธรัฐและผู้นำกลุ่ม Ku Klux Klan) Nathan Bedford Forrest ออกไปจากศาลาว่าการรัฐได้เมื่อฤดูร้อนนี้เอง

ในรัฐ Virginia หลังจาก Eddie Moore เลิกทำงานเป็นเหรัญญิกของรัฐ เขาก็มาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Virginia State ซึ่งเป็นสถาบันจากทุนที่ดินของคนผิวดำทันทีตั้งแต่ปี 1993-2010 เมื่อเขามารับตำแหน่งอธิการบดี เขาเรียกร้องให้รัฐนี้จัดสรรทุนให้มหาวิทยาลัยเท่ากับทุนที่ดินจากรัฐบาลกลางทุกคนบอกผมว่า อย่าเอ็ดไปเขาเล่าแต่พวกเขาพูดไม่ได้ว่าผมพูดอะไรโดยไม่รู้จริง เพราะผมนี่แหละอดีตหัวหน้าผู้ดูแลตัวเลขของรัฐนี้มากว่า 5 ปีและนับจากสมัยที่ Moore เป็นอธิการบดีเป็นต้นมารัฐก็จ่ายเงินสนับสนุนให้ HBCU แห่งนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมาตลอด

Eddie Moore

เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2021 Larry Hogan ผู้ว่าการรัฐ Maryland ลงนามผ่านร่างกฎหมายเพื่อจ่ายเงินรวม 577 ล้านเหรียญให้สถาบัน HBCU ของรัฐบาล 4 แห่งในรัฐนี้ ซึ่งรวมถึง University of Maryland, Eastern Shore สถาบันจากทุนที่ดินของคนผิวดำ HBCU เหล่านี้ถูกบังคับให้ต้องทำศึกกฎหมายมานานหลายปีเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในรัฐ Mississippi จนกระทั่งปี 2013 ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางตัดสินว่า รัฐนี้ยังมีระบบการศึกษาคู่ขนานที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกซึ่งละเมิดรัฐธรรมนูญ

แม้จะมีความเคลื่อนไหวด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากภาคเอกชนในช่วงหลายเดือนหลังเกิดคดีฆาตกรรม George Floyd เช่น MacKenzie Scott (อดีตภรรยาของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon) บริจาคเงินอย่างน้อย 560 ล้านเหรียญให้มหาวิทยาลัยของคนผิวดำ แต่ HBCU จากทุนที่ดินส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เงินทุนเพิ่มจากรัฐฉันว่าเป็นเพราะ HBCU ถูกมองข้ามมานานมาก และไม่มีใครมาช่วยพวกเขาสู้ Heidi M. Anderson อธิการบดีของ University of Maryland, Eastern Shore กล่าว

“HBCU ของรัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากแหล่งเงินทุนเสียเอง ลองนึกดูสิว่าจะต้องระวังแค่ไหน Marybeth Gasman อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Rutgers กล่าว เธอตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับ HBCU มา 16 เล่มแล้วสำหรับพวกเราบางคน เธอเสริมมันดูจะยากเกินเข้าใจว่าความอยุติธรรมเช่นนี้เคยเกิดขึ้นและยังเกิดขึ้นอยู่ แต่สำหรับคนที่อยู่กับมันมาตลอด เรื่องแบบนี้คือเรื่องปกติ

ทำไมยังคงมี HBCU

คำถามชวนอึดอัดข้อหนึ่งที่ยังอยู่คู่กับการถกเถียงเรื่องนี้คือ รัฐบัญญัติสิทธิพลเมืองสั่งห้ามไม่ให้มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนใดๆ ของรัฐบาลที่รับเงินทุนจากรัฐบาลกลางเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติมาตั้งแต่ปี 1964 แต่ถ้านักเรียนผิวดำไม่ได้ถูกกีดกันจากสถานศึกษาใดเลยตลอด 57 ปีที่ผ่านมา แล้วทำไมยังต้องมีมหาวิทยาลัยเพื่อให้การศึกษาแก่พวกเขาเป็นพิเศษ

อธิการบดี Glover แห่ง TSU มีคำตอบ ซึ่งเธอกล่าวไว้ในการประชุมโต๊ะกลมของเหล่าอธิการบดี HBCU ที่เมือง Memphis เมื่อไม่นานมานี้ว่าเป็นคำถามที่ไม่ฉลาดเลยเธอบอกให้ลองดูความสำเร็จของคนที่จบจาก HBCU

จากนั้นเธอก็สาธยายเรื่องที่เหล่าอธิการบดีมักจะนำมาย้ำกันบ่อยๆ นั่นคือ ถึงแม้ HBCU จะมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 4 ของสถาบันหลักสูตร 4 ปีทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาสถาบันเหล่านี้ก็ให้การศึกษาแก่ผู้พิพากษาผิวดำร้อยละ 80 นักกฎหมายและแพทย์ผิวดำร้อยละ 50 และบัณฑิตผิวดำสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ร้อยละ 25

ซึ่งเห็นได้ชัดว่าตัวเลขมันผิดจากที่ควรจะเป็น เพราะสถาบันเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกเดียวของนักศึกษาผิวดำมาตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงก็คือ “HBCU ถูกกาลเวลาพิสูจน์แล้ว Glover กล่าวเราเป็นสถาบันกลุ่มเดียวที่แทบไม่ได้รับอะไรเลย แต่สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้

Curtis Lawrence III และครอบครัว

นักเรียนผิวดำระดับแถวหน้าหลายคนยังคงเลือกสถาบันในกลุ่มี้มากกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ Curtis Lawrence III เด็กหัวกะทิวัย 17 ปีจากกรุง Washington, D.C. ได้รับคัดเลือกให้เข้า Yale, Harvard และ University of Chicago แต่เขาเลือกลงทะเบียนที่ FAMU โดยเริ่มเรียนไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วพลังงานแบบที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย HBCU มันต่างออกไปเขากล่าวคุณจะมีอาจารย์ที่เข้าใจความหมายของการเป็นนักศึกษาผิวดำ

เมื่ออเมริกายังต้องสะสางปัญหาเชื้อชาติและลงมือสร้างสังคมที่เสมอภาคมากขึ้นต่อไป การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทุนสนับสนุนให้ HBCU ของรัฐบาลก็ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก่อนสิ่งอื่นอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐต่างๆ ควรแก้ปัญหาในเชิงรุก และอย่าบังคับให้สถานศึกษาต้องฝ่าฟันปัญหาด้านกฎหมายอย่างที่เคยเกิดขึ้นในรัฐ Mississippi ซึ่ง HBCU ของรัฐบาล 3 แห่งในรัฐนั้น รวมถึง Alcorn State มหาวิทยาลัยจากทุนที่ดินของคนผิวดำชนะคดีได้เงินมาจากรัฐ 500 ล้านเหรียญเมื่อปี 2002 แต่นั่นก็หลังจากที่สถานศึกษาทั้ง 3 แห่งต้องฟ้องร้องในคดีเงินทุนซึ่งลากยาวถึง 27 ปีกว่าศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะตัดสิน การมีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ก็น่าละอายพอแล้ว แต่จะยิ่งน่าละอายหนักกว่าเดิมถ้ายังเกิดขึ้นอีกในปี 2022

เรื่อง: Susan Adams และ Hank Tucker เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง

ภาพประกอบ: Matt Chase, Jamel Toppin

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2565 ในรูปแบบ e-magazine