บทสัมภาษณ์พิเศษ Kai-Fu Lee บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้าน AI - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • บทสัมภาษณ์พิเศษ Kai-Fu Lee บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้าน AI

บทสัมภาษณ์พิเศษ Kai-Fu Lee บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้าน AI

Forbes Thailand / Admin
16 Nov 2020 | 6:45 pm 706

ศักยภาพด้าน AI ของจีนไม่เป็นรองสหรัฐฯ อีกต่อไปแล้ว” Kai-Fu Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Forbes Asia ผ่านทางออนไลน์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2020

หากกล่าวถึงรายชื่อหนังสือที่มีอิทธิพลต่อวงการเทคโนโลยีของโลกในทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นต้องมี AI Superpowers: China, Silicon Valley and the New World Order ที่เขียนโดย Kai-Fu Lee อย่างแน่นอน

Kai-Fu Lee

Kai-Fu Lee เป็นชาวไต้หวัน ที่ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยขณะที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน AI ที่ Carnegie Mellon University ในปี 1980s เขาได้เริ่มต้นเขียน Speech Recognition ซึ่งเป็นระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถแปลงเสียงพูดของมนุษย์ เป็นข้อความตัวอักษร ก่อนที่จะเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั้งในจีนและสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Silicon Graphics และ Google ซึ่งที่ Google นี้ เขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ Google China

ขณะที่ในปัจจุบัน Lee ดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอของ Sinovation Ventures ธุรกิจร่วมลงทุน ที่เน้นการพัฒนาบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคตของจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงปักกิ่ง

หนังสือ AI Superpowers ได้ทำให้คุณกลายเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจของโลก อะไรคือแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้

ปัจจัยสำคัญมาจากการที่จีนได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม จากเดิมที่เป็นเพียงนักลอกเลียนแบบในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาดาต้า เทคโนโลยี AI  และระบบนิเวศน์ของผู้ประกอบการภายในประเทศ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจที่สุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เขียนหนังสือ AI Superpowers

ผมคิดว่าน่าจะเป็น นวัตกรรมของ AI ที่มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในที่นี้ หมายถึง การแปลงผลการศึกษาวิจัยชิ้นต่างๆ ที่เป็นนามธรรมให้มาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ ที่สามารถปรับใช้กับโมเดลธุรกิจต่างๆ ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น  ผลงานวิจัยหัวข้อ Computer Vision Algorithms และ Convolutional Neural Networks ที่ใช้ระยะเวลามากถึง 30 ปี ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาจนกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ขณะที่ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์โดย Google ในหัวข้อ Natural Language Processing โปรแกรมประมวลผลที่ทำให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ ตลอดจนการวิเคราะห์ทางด้านภาษาศาสตร์ และการตีความจากข้อความ กลับใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นในการพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยบริษัทชั้นนำมากมาย

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่า การนำ AI มาประยุก์ใช้ในทุกอุตสาหกรรมภายในประเทศรวดเร็วมากเท่าไหร่ จะยิ่งกลายเป็นตัวขับเคลื่อนแอปพลิเคชันในเชิงพาณิชย์มากขึ้นเท่านั้น

อะไรคือข้อได้เปรียบของจีนในการพัฒนา AI

แอปพลิเคชัน TikTok คือ ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของข้อได้เปรียบของจีนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันระดับโลกก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบแพลตฟอร์มดังกล่าวได้

โดยเบื้องหลังของความสำเร็จนี้ มาจากการที่บริษัท Bytedance เจ้าของ  Tiktok พัฒนาระบบอินเตอร์เฟซที่สามารถนำเสนอวิดีโอที่มีความน่าสนใจแก่ผู้ใช้งาน และสามารถแชร์วิดีโอดังกล่าวต่อผู้ชมทั่วทั้งโลก  โดยที่ระบบของ TikTok จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลตั้งแต่วินาทีแรกที่ผู้ใช้เข้าแอปพลิเคชัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างบัญชีเลยด้วยซ้ำ เพื่อที่จะคัดกรองว่าคอนเทนต์ไหนที่ผู้ใช้ชอบ อันไหนที่ดูซ้ำ และอันไหนที่เลื่อนผ่าน เพื่อที่จะทำให้ผู้ใช้อยู่ในแอปพลิเคชันได้นานที่สุด

หลักการข้างต้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าคุณมีผลิตภัณฑ์ที่ดี เข้าถึงได้ง่าย และมีเครื่องมือที่หลากหลาย  คุณเพียงใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นซ้ำๆ เพื่อให้เกิดการวนลูป เพราะยิ่งวนลูปมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสไวรัลได้มากเท่านั้น แล้วจึงนำ AI มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความน่าสนใจและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพื่อขยายขอบเขตไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ในความเป็นจริงแล้ว TikTok ไม่ได้มีเทคโนโลยี AI ที่ล้ำเลิศเลย แต่ด้วยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับการรู้จักสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งในส่วนนี้ ผมคิดว่าเป็นสูตรสำเร็จที่เกิดจากการประยุกต์ใช้ AI

Kai Fu-Lee
Kai Fu-Lee กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง “How AI can save our humanity” บนเวที Ted Talks ในปี 2018

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนใน AI อะไรคือปรัชญาการลงทุนของคุณ

ปรัชญาการลงทุนของผมมีด้วยกัน 3 ข้อ หนึ่ง คือ การรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล สอง คือ การมองเห็นโอกาสที่จะนำ AI ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุดข้อมูลเหล่านั้น และสาม คือ ตรวจสอบว่า AI มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อสรุปจาก 3 ประเด็นข้างต้น ก็คือ การมีอยู่ของเทคโนโลยี AI ไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าการมีชุดข้อมูลที่ดี และด้วยวิสัยทัศน์นี้ จึงทำให้ Sinovation แสวงหาแหล่งลงทุน ที่มีข้อมูลจำนวนมาก ที่ได้รับการจัดไว้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังสามารถนำมาเชื่อมต่อในเชิงธุรกิจ และหากเป็นไปได้ควรจะเป็นข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทนั้นๆ แต่เพียงผู้เดียว

ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่เราต้องการจะเข้าไปลงทุนก็คือ บริษัทที่ยังไม่มีเทคโนโลยี AI  แต่มีช่องทางในการสร้างรายได้จำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สตาร์ทอัพหรือบริษัทที่ใหญ่มาก แต่เป็นบริษัทที่มีมูลค่าราวครึ่งหนึ่งของพันล้านไปจนถึงพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในที่นี้ Sinovation จะเข้าไปช่วยในส่วนของการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างกำไรและมูลค่าของบริษัทให้มากยิ่งขึ้น

คุณนิยาม Sinovation ในฐานะที่ปรึกษาหรือนักลงทุน

ขอใช้คำว่าทั้งที่ปรึกษาและนักลงทุน เราเป็นอย่างละนิดของทั้งสองด้าน เพราะหลายบริษัทที่เราลงทุนไปไม่ได้จ่ายเงินให้กับค่าปรึกษาในโปรเจคต่างๆ มากนัก อีกทั้งเราจะได้ส่วนแบ่งจากผลประกอบการก็ต่อเมื่อมูลค่าของบริษัทถึง 500 ล้านไปจนถึง 5 พันล้านเหรียญ

ที่ผ่านมา Sinovation ลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทใดบ้าง

ในอดีต เราช่วยบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินให้เข้าถึงผู้ใช้มากถึงร้อยละ 300 ขณะที่ในปัจจุบัน เราลงทุนในบริษัทฮาร์ดแวร์ที่มีศักยภาพสูงในด้านเครื่องจักรกล แต่ยังไม่มีเทคโนโลยี AI อย่าง Computer Vision ที่สามารถเรียนรู้และระบุวัตถุต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตรถยก (forklift)  ที่เรากำลังลงทุนอยู่ยังไม่มีเทคโนโลยีและระบบเซนเซอร์ในการขับเคลื่อน

แต่ด้วยความที่ Sinovation ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์ แต่เราสามารถให้คำปรึกษาเพื่อที่เขาจะได้สร้างพาร์ทเนอร์กับบริษัทที่เหมาะสม ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงการเข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับทางมหาวิทยาลัย 

เพราะฉะนั้น แนวคิดที่ว่าด้วยการเพิ่มมูลค่าด้วย AI” จึงมีประโยชน์อย่างมาก และจะดียิ่งขึ้นหากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับทิศทางของการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพราะถ้าเขาสามารถสร้างผลกำไรได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกัน

ทางบริษัทได้รับผลตอบในรูปของหุ้นสามัญทั้งหมดเลยหรือไม่

เราได้ค่าตอบแทนภายหลังจากที่บริษัทกำหนดราคาจากต้นทุน (cost-plus)” เท่านั้น ด้วยเหตุที่เราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างรายได้จากการให้คำปรึกษาอยู่แล้ว แต่จากการที่มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้ลดลงถึงร้อยละ 14 ทำให้บริษัทสามารถประหยัดเงินได้มากขึ้น จากการที่มีเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่น้อยลง ขณะที่อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 20

งานเขียนจำนวนมากให้ความสนใจในเรื่องของจริยธรรมใน AI คุณมีความเห็นอย่างไรในประเด็นนี้

วิศวกรที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่นมักจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายออกมา ซึ่งปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะการขาดความรู้ความเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่มีต่อชุดข้อมูลต่างๆ ที่สอดคล้องกับปัจจัยทางสังคม อาทิ เพศ สัญชาติ เป็นต้น

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการให้การศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักรู้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเราจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์มากมายที่ออกมาเพื่อควบคุม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้

AI จะเข้ามามีส่วนช่วยในการปฏิรูปการศึกษาได้ไหม

อันที่จริง จีนได้เริ่มระบบการศึกษาออนไลน์เป็นระยะเวลา 5 ปีและอาจจะนานกว่านั้นแล้ว Sinovation เคยลงทุนให้กับบริษัทที่ชื่อว่า VIPKid ที่มีเด็กชาวจีนเกือบหนึ่งล้านคนเข้ามาเรียนวิชาภาษาอังกฤษบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการที่จีนมีบุคลากรครูน้อย การศึกษาออนไลน์จึงกลายเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

ผมคิดว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญด้านการศึกษาในจีน และกำลังเติบโตไปในทิศทางที่ดี โดยในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นตัวการ์ตูนต่างๆ เข้ามามีส่วนช่วยในการสอนและการทำแบบทดสอบของนักเรียน ซึ่งผลลัพธ์ของการใช้เทคนิคดังกล่าวนี้ วัดได้จากผลคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นของเด็กๆ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนที่มากยิ่งขึ้น

แปลและเรียบเรียงโดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค จากบทความ China Has Caught Up To U.S. In AI, Says AI Expert Kai-Fu Lee เผยแพร่บน forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: ส่งต่อธุรกิจให้ “ทายาทธุรกิจ” อย่างยั่งยืน

BACK TO TOP