Loi Tuan Ee ปั้น Farm Fresh สานฝันจักรวาลนม

Loi Tuan Ee ปั้น Farm Fresh สานฝันจักรวาลนม

FORBES THAILAND / ADMIN
11 Aug 2026 | 09:30 AM
READ 1618

กว่า 2 ทศวรรษที่ Loi Tuan Ee ได้ปลุกปั้น Farm Fresh จนกลายเป็นธุรกิจผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซียที่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nestlé และ Fonterra ตอนนี้เขามุ่งมั่นที่จะขยายความสำเร็จนั้นอีกครั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    Loi Tuan Ee ในชุดกางเกงยีนส์เปื้อนโคลนเดินเข้าไปยัง 1 ในโรงเรือน 9 แห่งภายในฟาร์มโคนมของเขา ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ อย่าง Mawai บริเวณเชิงเขา Gunung Muntahak ในรัฐ Johor ประเทศมาเลเซีย แม้จะเป็นบ่ายเดือนกุมภาพันธ์ที่อากาศร้อนชื้น แต่บรรยากาศภายในกลับเย็นสบายด้วยพัดลมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่พ่นละอองน้ำออกมาเป็นระยะ 

    Loi อยู่ระหว่างการตรวจเยี่ยมประจำเดือนเพื่อดูแลเหล่าสมาชิกผู้ทรงคุณค่าในโรงเรือน นั่นคือฝูงวัวสีขาวดำและสีน้ำตาลอ่อนที่เขามักจะเรียกว่า “บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลาย” ท่ามกลางเสียงเครื่องปั่นไฟดีเซลที่ดังระงมอยู่เบื้องหลัง Loi ชี้ไปยังจุดที่เขาวางแผนจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์พร้อมเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนมูลวัวให้เป็นพลังงานหมุนเวียน

    ด้วยการบริหารงานแบบถึงลูกถึงคน Loi ในวัย 62 ปี ใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษในการสร้าง Farm Fresh บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Bursa Malaysia จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิที่ถูกครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ “จากทุ่งหญ้าสู่แก้วนม”

    บริษัทสัญชาติมาเลเซียแห่งนี้สามารถแซงหน้า Nestlé จากสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายนมรายใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจาก FrieslandCampina จากเนเธอร์แลนด์ และ Fonterra Co-operative Group จากนิวซีแลนด์ โดย Loi ได้ขยายไลน์สินค้าให้มีความหลากหลาย ตั้งแต่นมผง โยเกิร์ต และล่าสุดคือไอศกรีม และเครื่องดื่มจากพืช


​

    ปัจจุบันนี้ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของกลุ่ม Farm Fresh กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตในระดับภูมิภาคด้วยงบลงทุนเกือบ 190 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างฟาร์มโคนมและโรงงานแปรรูปแห่งใหม่ ครอบคลุมทั้งในประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ Loi ประกาศว่า “วิสัยทัศน์ของผมคือการทำให้ Farm Fresh เป็นผู้นำตลาดในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งในมาเลเซียและในระดับภูมิภาค” 

    ความทะเยอทะยานของเขาได้รับแรงหนุนจากการบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดบ้านเกิดและตลาดต่างประเทศ Imarc Group บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาใน New Delhi ประมาณการว่า ตลาดผลิตภัณฑ์นมในประเทศมาเลเซียจะขยายตัวขึ้นเกือบ 1 ใน 3 จนมีมูลค่าแตะ 3.4 พันล้านเหรียญภายในปี 2030 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ยอดขายผลิตภัณฑ์นมต่อปีทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงกว่า 4.5 หมื่นล้านเหรียญ เติบโตขึ้นจาก 3.4 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025

    Farm Fresh เกาะคลื่นการเติบโตที่ว่านี้ บริษัทรายงานผลกำไรสุทธิพุ่งขึ้น 30% ไปแตะ 102 ล้านริงกิต (30 ล้านเหรียญ) จากรายได้ที่เติบโตขึ้น 14% สู่ 841 ล้านริงกิต ในช่วง 9 เดือนนับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่ปรับตัวสูงขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์และกัมพูชา Loi เชื่อมั่นว่าแรงส่งนี้จะดำเนินต่อไป แม้ว่าสงครามอิหร่านจะทำให้เกิดการขาดแคลนขวดนมพลาสติก ซึ่งเขาเผยว่า ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบกล่องแทน 

    ด้วยฝูงวัวมากกว่า 13,000 ตัว ในฟาร์มโคนม 5 แห่งทั่วประเทศมาเลเซีย รวมทั้งวัวอีก 2,000 ตัวใน Mawai ทำให้ Farm Fresh สามารถผลิตนมได้มากกว่า 67 ล้านลิตรต่อปี นอกจากนี้ Farm Fresh ยังมีการส่งออกนมอีก 17 ล้านลิตรไปยังตลาดต่างๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากฟาร์มขนาด 1,100 เฮกตาร์ที่มีฝูงวัวอีกกว่า 3,000 ตัวใน Greater Shepparton ซึ่งอยู่ห่างจากตอนเหนือของ Melbourne ไปประมาณ 180 กิโลเมตร 

​

​

    Jade Tam นักวิเคราะห์จาก Maybank ใน Kuala Lumpur กล่าวว่า Farm Fresh ได้รับความนิยมอย่างมากจากการชูจุดเด่นเรื่องการใช้นมวัวแท้ในผลิตภัณฑ์ เมื่อเทียบกับการใช้เนื้อนมหรือนมคืนรูปของแบรนด์คู่แข่งอย่าง Dutch Lady ของ FrieslandCampina และ Nestlé “มันเป็นกระบวนการที่ยาวนานในการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคว่า ผลิตภัณฑ์ของ Farm Fresh คือทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดจากผู้เล่นรายเดิมมาได้สำเร็จ” Tam กล่าวสรุป

    ราคาหุ้นของ Farm Fresh พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 2.99 ริงกิตเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 50% ในรอบปี ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.7 พันล้านริงกิต สำหรับ Loi และพี่น้องของเขาซึ่งถือหุ้นรวมกันในสัดส่วน 37% ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 43 ในทำเนียบ 50 ผู้ที่รวยที่สุดในประเทศมาเลเซียด้วยทรัพย์สินสุทธิมูลค่า 630 ล้านเหรียญ โดยมี Tuan Kin น้องชายและผู้ร่วมก่อตั้งรับหน้าที่ดูแลโรงงาน ขณะที่ Foon Koi น้องสาวของเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท

    พี่น้องตระกูล Loi เติบโตขึ้นในสวนยางพาราในรัฐ Perak ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย โดยพ่อแม่ของพวกเขาทำงานเป็นคนกรีดยางและปลูกมัน-สำปะหลัง หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษา Loi ได้เข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานที่โรงสกัดน้ำมันปาล์ม ก่อนจะเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่รุ่งโรจน์ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กับบริษัท Century Bond ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเขาเคยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ

    ในวัย 42 ปี พร้อมด้วยประสบการณ์จากองค์กรธุรกิจกว่า 2 ทศวรรษ Loi ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการหวนคืนสู่รากเหง้าของตนด้านการเกษตร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสายงานที่คนรอบข้างต่างมองด้วยความกังขา “ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนั้นผมกำลังเจอวิกฤตวัยกลางคนหรือเปล่า เพื่อนๆ ต่างพากันคิดว่าผมเพี้ยนไปแล้ว” Loi ย้อนรำลึกความหลัง ซึ่งในตอนนั้นเขาได้โน้มน้าวให้ Tuan Kin ผู้เป็นน้องชายที่ทำงานอยู่ที่ Century Bond ในฝ่ายผลิตให้ลาออกมาบุกเบิกเส้นทางนี้ไปด้วยกัน

    สองพี่น้องร่วมกันก่อตั้ง Rainforest Capital โดยควักกระเป๋าลงทุนกว่า 5 ล้านริงกิตที่รวบรวมมาจากเงินเก็บส่วนตัวและเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินขนาด 34 เฮกตาร์ใน Johor สำหรับทำธุรกิจเกษตร Loi เริ่มต้นจากการลองผิดลองถูกด้วยการปลูกผลไม้ ตามมาด้วยการทำฟาร์มสัตว์น้ำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จากนั้นเขาจึงหันมาเลี้ยงแพะและส่งนมแพะขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าผลิตภัณฑ์จะขายดี แต่ในไม่ช้าเขาก็พบว่า ธุรกิจนี้ยากที่จะขยายขนาดให้เติบโตขึ้นไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่

​


    แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นกลับเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อของเขาที่ว่า ตลาดนมสดนั้นมีศักยภาพมหาศาล ในช่วงเวลานั้นชั้นวางสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียนั้นมีแต่นมกล่อง UHT ที่เก็บรักษาได้นาน หรือไม่ก็เป็นนมคืนรูปที่ผลิตมาจากนมผง และเพื่อที่จะเติมเต็มช่องว่างในตลาดนี้ Loi จึงตัดสินใจหันไปหาบรรดาสัตว์เลี้ยงที่ให้ผลผลิตน้ำนมที่มากกว่าแพะแทน

​    หลังจากนำเข้าวัวสายพันธุ์ Holstein จำนวน 60 ตัว จากออสเตรเลีย สองพี่น้องก็ได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Holstein Milk ในปี 2010 โดยใช้ที่ดินใน Johor เป็นพื้นที่รองรับฝูงวัวกลุ่มแรก “นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และเป็นที่ที่ผมเกือบจะถอดใจไปแล้วเหมือนกัน” Loi กล่าวในขณะที่เขากำลังขับรถ Range Rover ฝ่าไปบนถนนลูกรังระยะทาง 12 กิโลเมตรที่ทอดตัวสู่ฟาร์มโคนม Mawai ของ Farm Fresh ซึ่งเต็มไปด้วยหลุมบ่อตลอดเส้นทาง

    ภายในเวลาเพียงปีเดียวฝูงวัวก็เริ่มล้มป่วยและทยอยตายลง ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน Loi เพิ่งจะตระหนักได้ในภายหลังว่า เขาตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ แม้วัวสายพันธุ์ Holstein จะขึ้นชื่อว่าเป็นวัวที่ให้ผลผลิตน้ำนมสูงที่สุดในโลก แต่พวกมันกลับไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นได้เลย “ผมไร้เดียงสาถึงขนาดที่เอาชื่อสายพันธุ์วัวมาตั้งเป็นชื่อบริษัทเลยทีเดียว” เขากล่าว (ทั้งนี้บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น Farm Fresh ในปี 2021 ระหว่างที่ Loi เตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) 

​

​

    ด้วยความมุ่งมั่น Loi ยังคงเดินหน้าต่อพร้อมแผนการที่จะค้นหาวัวสายพันธุ์ดีที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อนได้ ทว่าบรรดาธนาคารต่างปฏิเสธที่จะให้เขากู้เงินเพิ่มเมื่อพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา แต่แล้ว Khazanah Nasional กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซีย ก็ก้าวเข้ามาช่วยเหลือด้วยการทุ่มเงิน 20 ล้านริงกิตเพื่อเข้าถือหุ้น 30% ในบริษัทเมื่อปี 2011 Hisham Hamdan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Khazanah กล่าวว่า กองทุนมองเห็นว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศมาเลเซียในภาพรวม

    “Khazanah เข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง” Loi ย้อนความหลัง บริษัทได้นำเงินทุนหมุนเวียนก้อนใหม่นี้ไปใช้ในการนำเข้าวัวสายพันธุ์ Australian Friesian Sahiwal (AFS) ซึ่งเป็นวัวพันธุ์ผสมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้อยู่อาศัยในพื้นที่เขตร้อนของรัฐ Queensland ได้ ทั้ง Loi ยังเดินหน้าต่อด้วยการซื้อธนาคารพันธุกรรมทั้งหมดของวัวสายพันธุ์นี้จากรัฐบาล Queensland ด้วยมูลค่า 1 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (710,000 เหรียญสหรัฐฯ) และเริ่มต้นกระบวนการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างวัว AFS กับวัว Holstein ที่เหลืออยู่ จนเกิดเป็นสายพันธุ์ที่ทั้งทนทานต่อสภาพอากาศร้อน และให้ผลผลิตน้ำนมในปริมาณสูงไปพร้อมๆ กัน

    Khazanah ได้สนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมให้แก่บริษัทเพื่อขยายธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ Loi มีงบประมาณเพียงพอในการซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อขยายฟาร์มโคนมแห่งแรก ขณะเดียวกันกองทุนยังช่วยในการจัดหาและทำสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มเติมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศมาเลเซียด้วยอัตราค่าเช่าที่ดึงดูดใจอีกด้วยการลงทุนในครั้งนั้นออกผลอย่างงดงาม เพราะบริษัทเริ่มทำกำไรได้ในปี 2014 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2022 

    นอกเหนือจากการผลักดันตลาดค้าปลีกแล้ว Farm Fresh ยังมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อในปริมาณมาก เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และคาเฟ่ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ของยอดขายทั้งหมด “นมของ Farm Fresh มีคุณภาพสูงและสดจากฟาร์ม” Venon Tian ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม Zus Coffee กล่าว พร้อมอธิบายว่า ทำไมเชนกาแฟสัญชาติมาเลเซียรายนี้จึงเป็นลูกค้าของ Farm Fresh มาโดยตลอด Tian ยังเสริมว่า Zus มีแผนจะใช้วัตถุดิบจาก Farm Fresh ในการขยายธุรกิจไปยังฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียในอนาคต

    Fraser & Neave ของมหาเศรษฐีชาวไทย “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ผู้ผลิตนมยี่ห้อ Farmhouse และ Magnolia ซึ่งมีฐานธุรกิจในประเทศมาเลเซียมาอย่างยาวนาน ซึ่งได้ก่อตั้งฟาร์มโคนมครบวงจรแห่งแรกในประเทศที่รัฐ Negeri Sembilan ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Kuala Lumpur เมื่อปี 2022 และเมื่อปีกลายได้นำเข้าวัวนมจำนวน 2,500 ตัวจากประเทศชิลี Loi กล่าวว่า ธุรกิจนมต้องใช้เวลาในการสร้างกระแส “ผมไม่กังวลเรื่องการแข่งขันมากนัก” เขายืนยัน “ฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรากำลังสร้างจะทำให้เรามีความแข็งแกร่งในอนาคต”

​




เรื่อง: Jonathan Burgos เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ

ภาพ: Munster Cheong




​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ขุนพลโครงสร้างรากฐานไทย The Visionary Infra Titan

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine​