DiDi Global จาก "Uber จีน" สู่การให้บริการใน 15 ประเทศ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • DiDi Global จาก “Uber จีน” สู่การให้บริการใน 15 ประเทศ

DiDi Global จาก “Uber จีน” สู่การให้บริการใน 15 ประเทศ

Forbes Thailand / Admin
02 Jul 2021 | 6:30 pm 181

DiDi Global ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถรายใหญ่ที่สุดในจีน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สุทธิให้กับ Will Wei Cheng ประธานและซีอีโอ และ Jean Qing Liu ประธานของบริษัท

DiDi Global
ซีอีโอ Cheng Wei (ซ้าย) และประธาน Liu Qing (ขวา) ในรถยนต์ไฟฟ้า D1 ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย Didi Chuxing และ BYD ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2020

ปัจจุบัน Cheng มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 4.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ Liu เพิ่งก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีด้วยทรัพย์สินราว 1.1 พันล้านเหรียญ 

ในเอกสารที่ Didi Global ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) ระบุว่า Cheng มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทราวร้อยละ 6.5 และ Liu ถือหุ้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.6

หุ้นของ Didi  เริ่มซื้อขายในวันพุธที่ราคา 16.65 เหรียญ เพิ่มขึ้นจากข้อเสนอเริ่มต้นของบริษัทที่ 14 เหรียญ ก่อนที่จะปรับตัวลงมาในช่วงบ่ายที่ 14.10 เหรียญ และปิดตลาดอยู่ที่ 14.14 เหรียญ ส่งผลให้ DiDi มีมูลค่าตลาดประมาณ 6.7 หมื่นล้านเหรียญ

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามูลค่าตามราคาตลาดจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 8 หมื่นล้านเหรียญในช่วงเช้าของวันเดียวกัน แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในปี 2021 โดยระดมทุนได้มากถึง 4 พันล้านเหรียญ

Cheng ก่อตั้ง DiDi Dache บริการเรียกรถแท็กซี่ในปี 2012 หลังลาออกจากตำแหน่งรองประธานของ Alipay แพลตฟอร์มธุรกรรมออนไลน์ในเครือ Alibaba 

โดยเขาจำได้ว่ามีความคิดในการก่อตั้งธุรกิจดังกล่าวขณะยืนรอเรียกรถแท็กซี่ในคืนที่อากาศหนาวเย็นในกรุงปักกิ่ง “ผมไม่เหมือนคนอื่นๆ ในแถว ผมไม่หงุดหงิด เพราะผมมีแผนการบางอย่าง และในที่สุดเราก็ได้เปิดตัว DiDi ในปีนั้น” Cheng เขียนในจดหมายของผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่ยื่นต่อ SEC

ด้าน Liu ผู้ซึ่งตัดสินลาออกจาก Goldman Sachs เพื่อร่วมก่อตั้ง DiDi กับ Cheng เขียนในจดหมายของผู้ก่อตั้งว่า แนวคิดนี้ดึงดูดใจเธอ เพราะเธอมีลูก 3 คนและกลัวว่าจะติดอยู่ที่ใดที่หนึ่งท่ามกลางสายฝนหรือหิมะโดยไม่มีทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ ในช่วงแรก DiDi เผชิญกับการแข่งขันจาก Kuaidi Dache ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Alibaba และ Uber ซึ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดในประเทศจีน แต่แล้วในปี 2015 Didi ได้ควบรวมกิจการกับ Kuaidi Dache และเปลี่ยนชื่อเป็น DiDi Chuxing จากนั้นในปี 2016 บริษัทได้ซื้อกิจการของ Uber ในจีนเพื่อแลกกับการถือหุ้นในบริษัท โดยปัจจุบัน Uber Technologies Inc. ยังคงถือหุ้นร้อยละ 12 อยู่

ล่าสุด ในเดือนมิถุนายน 2021 DiDi Chuxing ได้รีแบรนด์เป็น DiDi Global “เราต้องการที่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก” ผู้ก่อตั้งระบุในเอกสาร โดยตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา DiDi ได้ขยายธุรกิจโดยเริ่มจากบราซิลและเม็กซิโก กระทั่งในปัจจุบันมีการให้บริการใน 15 ประเทศ แต่การให้บริการในจีนยังคงสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากที่สุด เห็นได้จากในปี 2020 มีเพียงร้อยละ 2 ของรายได้เท่านั้นที่ได้รับจากการดำเนินงานในต่างประเทศ

BACK TO TOP