พีระพงศ์ จรูญเอก ทศวรรษ “ออริจิ้นฯ” จัมพ์เอาท์เจ้าโปรเจกต์ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Asia
  • World >
  • พีระพงศ์ จรูญเอก ทศวรรษ “ออริจิ้นฯ” จัมพ์เอาท์เจ้าโปรเจกต์
ออริจิ้น-พีระพงศ์ จรูญเอก-page-Cover

พีระพงศ์ จรูญเอก ทศวรรษ “ออริจิ้นฯ” จัมพ์เอาท์เจ้าโปรเจกต์

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
03 Jul 2019 | 8:33 am 6027

จากพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มาจากทายาทตระกูลดัง แต่ด้วยเลือดนักสู้ทำให้ พีระพงศ์ จรูญเอก ก้าวจากประสบการณ์เด็กวิ่งส่งอาหารในแดนจิงโจ้ ผงาดขึ้นสู่การเป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เลือดใหม่ กลายเป็นบริษัทมหาชนที่มียอดขายเกือบ 3 หมื่นล้านบาท

Forbes Thailand นัดสัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ซีอีโอ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) วัย 43 ปีในออฟฟิศ ออริจิ้นฯ ที่ภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค บางนา สัมผัสแรกที่ก้าวสู่พื้นที่สำนักงานแห่งนี้ รับรู้ได้ถึงความมีชีวิตชีวาและกลิ่นอายความแอ็กทีฟของคนรุ่นใหม่ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะพนักงานที่นี่อายุเฉลี่ย 28 ปีเท่านั้น

ผมเริ่มทำงานตอนอายุ 21 หลังจบวิศวกรรมโยธาจากมข. (.ขอนแก่น) เรียนเร็วจบ 3 ปีครึ่ง ตอนนั้นวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่โชคดีได้งานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างในบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 5 ปีพีระพงศ์ปูพื้นความเป็นมาบนเส้นทางธุรกิจ

ครอบครัวของเขามีร้านชำเล็กๆ ในชุมชนที่มีทุนแค่พอส่งให้เรียนระดับปริญญาตรี หลังจากนั้นพีระพงศ์ก็สร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยงานในสายก่อสร้าง เขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจากวิศวกรคุมงานก่อสร้างขึ้นมาเป็นผู้จัดการโครงการดูแลงานก่อสร้างอาคารมูลค่า 300-400 ล้านบาทภายในเวลา 2-3 ปี ไต่เต้าเร็วกว่าคนอื่นที่อาจต้องใช้เวลา 7-8 ปี จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนในชีวิต

มันเป็นช่วงชีวิตตอนอายุ 26 ผมไม่เคยคิดจะไปเรียนเมืองนอก แต่ตอนนั้นแฟนได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการเงินที่ออสเตรเลีย ทำให้ผมตัดสินใจแต่งงานและบินไปออสเตรเลียพร้อมกับแฟนเพื่อหาโอกาสเรียนต่อโดยขอยืมเงินจากคุณอา 2 แสนบาทเป็นทุน พีระพงศ์ย้อนอดีต

พีระพงศ์ จรูญเอก
พีระพงศ์ จรูญเอก ซีอีโอ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) วัย 43 ปี

ชีวิตในต่างแดนของคนที่ไม่มีทุนสนับสนุน ทำให้พีระพงศ์ต้องต่อสู้ดิ้นรน ทั้งการเรียนและการทำงานที่เขาบอกว่า หนักที่สุดในชีวิต เพราะเงิน 2 แสนบาทที่ขอยืมมา ช่วยได้แค่ค่าเรียนภาษา

เขาต้องทำงานในร้านอาหารตำแหน่งต่ำสุดคือ runner หรือเด็กวิ่งส่งอาหารจากชั้น 1 ขึ้นลงชั้น 3 ได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 10 เหรียญออสเตรเลีย ทำวันละ 8 ชั่วโมงทุกวันตลอดปีครึ่ง และเรียนไปด้วย แต่สุดท้ายก็ได้ปริญญาโทวิศวกรรมก่อสร้างจากออสเตรเลีย (Master Degree of Engineering, University of New South Wales) กลับมาพร้อมเงิน 2 แสนบาทมาใช้หนี้

หลังจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมก่อสร้าง พีระพงศ์เริ่มกลับมาทำงานบริษัทอีกครั้ง ในฐานะวิศวกรที่ปรึกษา (Consulting Engineer) จากนั้นไม่นานก็มาถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งเขาเล่าว่าเพราะความซนและอยากมีอสังหาฯ เป็นของตัวเอง ผมได้ไปวางมัดจำที่ดินแปลงหนึ่งแถวนอร์ธปาร์คเนื้อที่ 150 ตารางวา ตอนนั้นราคา 6 ล้านบาท มัดจำไป 6 แสนบาท คิดจะทำอะพาร์ตเมนต์ซึ่งต่อมาต้องกู้ยืมธนาคารและญาติเพิ่มเพื่อทำให้โครงการได้ก่อสร้าง

ด้วยค่าเช่าเดือนละ 4-5 พันบาทต่อห้องของโครงการทำให้รายได้ยังไม่พอผ่อนแบงก์ เขาจึงศึกษาตลาดหาข้อมูลจนพบว่าเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ในย่านนอร์ธปาร์คยังไม่มี จึงปรับปรุงห้องและเพิ่มบริการแบบโรงแรมเข้าไป และเปิดให้จองห้องผ่านอาโกด้า ทำให้ปรับค่าเช่าเป็นห้องละ 1 หมื่นบาท/เดือนได้ ทั้งต้องประหยัดค่าใช้จ่ายกระทั่งบางครั้งต้องไปช่วยปูเตียงเอง จากโครงการที่ขาดทุนจึงเริ่มมีกำไร

 

จุดเริ่มต้นซีอีโอบริหารบ้านจัดสรร

พีระพงศ์มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อสมัครเป็นซีอีโอ บริษัท อีสเทิร์น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในวัยเพียง 28 ปี ช่วงแรกพีระพงศ์ไม่ได้รับความไว้วางใจนักเพราะอายุยังน้อย แต่หลังจากเข้ามาบริหารโครงการทาวน์เฮ้าส์ซึ่งเดิมขายได้ช้ามาก 3 ไตรมาสขายได้ 1 หลัง เขาเข้ามาและเจาะตลาดใหม่ เน้นนักลงทุนซื้อไปปล่อยเช่า ทำให้ขายดี เพียงเดือนเดียวขายได้ถึง 30 หลัง

หลังจากเป็นซีอีโอรับจ้างอยู่ 5 ปี พีระพงศ์นำทุนเริ่มต้นที่มาจากเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ที่นอร์ธปาร์คซึ่งมีรายได้ดีขึ้น เขาทำแผนไปขอรีไฟแนนซ์ ได้เงินส่วนเกิน 10 ล้านบาท จึงนำไปวางมัดจำที่ดินแปลงแรก เนื้อที่ 360 ตารางวาในซอยสุขุมวิท 109 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งนำมาพัฒนาคอนโดฯ

คอนโดฯ โครงการแรกเซ้นส์ ออฟ ลอนดอนเริ่มต้นในปี 2553 ขายหมดภายใน 4 เดือน เมื่อคอนโดฯ แรกขายดี หลังที่สองเคนซิงตันก็ตามมา และขายหมดใน 4 เดือนเช่นกัน

นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 หนึ่งในคอนโดฯ ย่านกรุงเทพฯ โซนใต้ที่เป็นโซนถนัดของออริจิ้น

สาเหตุที่ขายดีเพราะตอนนั้นออริจิ้นฯ เป็นรายแรกๆ ที่พัฒนาคอนโดฯ ตลาดระดับกลางในทำเลย่านบางนาแบริ่ง ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่เข้ามา ออริจิ้นฯ แทรกช่องว่างของตลาดด้วยการเจาะกลุ่ม Affordable Premium ราคาไม่แพง (1.4 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้ไอเดียมาจากธุรกิจสายการบินซึ่งมีชั้น Premium Economy

เพียงปีแรกออริจิ้นฯ พัฒนาคอนโดฯ ออกขาย 4 โครงการ รวมมูลค่า 2 พันล้านบาท เมื่อโอนหมดก็จะได้กำไรราว 500 ล้านบาท เขาเริ่มคิดว่าน่าจะพอแล้ว เพราะกำไร 500 ล้านน่าจะอยู่ได้สบายไปถึงรุ่นลูก

ผมเริ่มคิดว่าจะหยุดหรือไปต่อดี เพราะเงินขนาดนี้สำหรับเรามันมากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ ตอนนั้นเลยหยุดและไปเที่ยวต่างประเทศแต่ผ่านไปเดือนเดียวแทบขาดใจพีระพงศ์ค้นพบว่าการไม่ทำงานทำให้ชีวิตดูล่องลอยไร้หลัก ในที่สุดเขาก็กลับมาลุยงานต่อ

 

นำร่องเจาะตลาดนักลงทุน

ก้าวสู่ปีที่ 2 ออริจิ้นฯ ทำอีก 6 โครงการมูลค่ารวม 4 พันล้านบาทในปี 2554 ขณะนั้น เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ โซนเหนือ แต่กลายเป็นผลบวกกับออริจิ้นฯ ที่ทำคอนโดฯ อยู่ในโซนทิศใต้ซึ่งน้ำไม่ท่วม ทำให้ขายดีเป็น 2 เท่า เขาเริ่มขยายไปสถานีใกล้เคียง เช่น ปุณณวิถี และสมุทรปราการ

ช่วงนี้เองที่เป็นฐานสำคัญในการเติบโตของออริจิ้นฯ เพราะสามารถขายโครงการได้ดีไม่เฉพาะในประเทศ แต่ยังเดินสายออกไปขายที่ญี่ปุ่นถึง 14 ครั้ง

ธุรกิจเติบโตมาได้ต่อเนื่อง พีระพงศ์จึงเริ่มมองเรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุน ในที่สุดออริจิ้นฯ เปิดขายหุ้นไอพีโอเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 แม้ราคาที่เปิดขายวันแรกจะต่ำกว่าราคาจอง แต่หลังจากเข้าตลาดฯ แล้ว ออริจิ้นฯ ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่อง จากสินทรัพย์ 3 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 380 ล้านบาท มาร์เก็ตแคป 5 พันล้านบาท ผ่านมา 3 ปีครึ่งธุรกิจเติบโต 10 เท่า สินทรัพย์เพิ่มเป็นเกือบ 3 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 3.3 พันล้านบาท และมาร์เก็ตแคป 2 หมื่นล้านบาท มีสินทรัพย์และยอดขายมากเป็นอันดับ 7 ของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

สยายปีกโรงแรมจ่อขึ้นท็อป 5

ในปี 2560 มีจุดเปลี่ยนสำคัญ 2 เรื่องในการสร้างความเติบโตของออริจิ้นฯ จุดเปลี่ยนแรกคือการเจาะตลาดลักชัวรีด้วยการเข้าเทกโอเวอร์ บริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด ทำให้ได้กำเนิดแบรนด์พาร์ค ออริจิ้นก้าวเข้าสู่ตลาดคอนโดฯ ลักชัวรี

อีกจุดเปลี่ยนคือการร่วมทุนญี่ปุ่น และกระจายความเสี่ยงธุรกิจด้วยการลงทุนพัฒนาโรงแรมควบคู่ หลังจากที่ได้ กลุ่มโนมูระ (Nomura Real Estate Development) จากญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุนทั้งพัฒนาคอนโดมิเนียมและโรงแรม

โดยโรงแรมทั้งที่ลงทุนร่วมกับญี่ปุ่นและที่ลงทุนเองจะส่งให้อีก 2 ปีข้างหน้า ออริจิ้นฯ จะมีโรงแรมทั้งในกรุงเทพฯ ชลบุรี และระยอง รวม 10 แห่ง มีห้องพักทั้งสิ้น 3 พันห้อง ขึ้นเป็นท็อป 5 ธุรกิจโรงแรมในไทยรองจาก ทีซีซี, เอราวัณ, เซ็นทารา และ ไมเนอร์ กรุ๊ป

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Forbes Thailand Magazine (@forbesthailand) on

เรื่อง: อรวรรณ หอยจันทร์
ภาพ: กิตติเดช เจริญพร, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้

 


คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ “พีระพงศ์ จรูญเอก ทศวรรษ “ออริจิ้นฯ” จัมพ์เอาท์เจ้าโปรเจกต์” ในนิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ มิถุนายน 2562 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP