6 บริษัทฟินเทคหน้าใหม่ จากทำเนียบ The Fintech 50 ประจำปี 2022 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • 6 บริษัทฟินเทคหน้าใหม่ จากทำเนียบ The Fintech 50 ประจำปี 2022

6 บริษัทฟินเทคหน้าใหม่ จากทำเนียบ The Fintech 50 ประจำปี 2022

Forbes Thailand / Admin
07 Sep 2022 | 8:00 pm 279

มีสตาร์ทอัพจำนวนครึ่งหนึ่งเข้าติดทำเนียบบริษัทฟินเทคที่มีสุดยอดนวัตกรรมสูงสุดของอเมริกาครั้งที่ 7 เป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นถึงเงินทุนและพละพลังที่ไหลบ่าเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้

ทั้งยังสะท้อนถึงการเติบโตขึ้นของพวกเขา เนื่องจากมีผู้ก่อตั้งบริษัทใหม่เป็นจำนวนมากเคยทำงานกับสตาร์ทอัพฟินเทคที่ประสบความสำเร็จอื่นๆ โดยเรื่องราวของ 6 บริษัทหน้าใหม่ที่เข้ามาติดทำเนียบอยู่ใต้บทความนี้ ทั้งนี้ 50 บริษัทในทำเนียบปี 2022 เป็นบริษัทเอกชนและมีสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานหลักอยู่ในสหรัฐฯ โดยข้อมูลฉบับเต็มสามารถเข้าดูได้ที่ forbes.com/fintech/2022

 

พบกับ 6 บริษัทฟินเทคหน้าใหม่ จากทำเนียบ The Fintech 50 ประจำปี 2022 ดังต่อไปนี้

 

Joe Bayen

อายุ 46 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ GROW CREDIT

Bayen เกิดที่แคเมอรูน แต่มาเติบโตที่ฝรั่งเศส เขาทำงานอยู่ในแวดวงสตาร์ทอัพกลุ่มเกมและการออกแบบ ในปี 2009 เขามีส่วนร่วมในการสร้าง Free App a Day เว็บไซต์ค้นหาแอปพลิเคชันสำหรับ iPhone ที่มีผู้ใช้งาน 12 ล้านคน ก่อนจะต้องปิดตัวลงในปี 2013 เนื่องจาก Apple มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

ในปี 2018 เขาเริ่มกิจการ Grow ใน Los Angeles เปิดโลกใหม่ให้กับชาวสหรัฐฯ ที่มีประวัติเครดิตไม่มากหรือไม่สวยงามนัก Grow เป็นบัตร Mastercard เสมือนจริง (ไม่มีการถือบัตรพลาสติก) ใช้สำหรับจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนต่างๆ เช่น Netflix โดยหักเงินจากบัญชีผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ จึงทำให้การชำระเงินตรงเวลา ข้อมูลนี้จะรายงานไปยังเครดิตบูโร และทำให้ผู้ใช้มีคะแนนเครดิตดีขึ้น Grow จะคิดค่าบริการตามรายเดือนตามวงเงิน

 

Esteban Castaño

อายุ 31 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ TRM LABS

Castaño เป็นอดีตที่ปรึกษาประจำ McKinsey และหัวหน้าประจำหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรแห่งหนึ่งที่มีเป้าหมายลดการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Castaño ลาออกจากหลักสูตร MBA ของ Stanford ในปี 2018 เพื่อร่วมก่อตั้งบริษัทเกม NFT และใช้เวลาไม่นานในการพัฒนาเป็นบริษัทข่าวกรอกด้านบล็อกเชนที่อำนวยความสะดวกให้แก่สถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบการฟอกเงิน การฉ้อโกงในสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี และอาชญากรรมทางการเงินอื่นๆ

ซอฟต์แวร์ของ TRM สามารถตรวจสอบกระเป๋าเงินและติดตามการทำธุรกรรมในสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 1 ล้านรายการ ครอบคลุม 26 บล็อกเชน เมื่อเดือนพฤศจิกายนบริษัทระดมทุนได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากบรรดายักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมการเงิน ทั้ง Amex Ventures, Visa, Citi Ventures แลัะ Jump Capital จากการประเมินมูลค่าที่ 600 ล้านเหรียญ

 

Sima Gandhi

อายุ 39 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ CREATIVE JUICE

ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการพัฒนาธุรกิจและพนักงานคนที่ 15 ของ Plaid ทำให้ Gandhi ได้เห็นว่าธนาคารเดิมๆ ไม่ค่อยเข้าใจการทำงานที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนักสร้างสรรค์ จนกระทั่ง Creative Juice ถือกำเนิดขึ้นมาและเปลี่ยนโฉมการธนาคารในรูปแบบ neobanking ไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่บัญชีธนาคารและเครื่องมือทางการเงินที่พัฒนาขึ้นสำหรับนักสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังมีผลตอบแทนให้อีก 25,000-500,000 เหรียญ แลกกับส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตของคนกลุ่มนี้

เมื่อปีที่แล้ว Gandhi จับมือกับ MrBeast ซูเปอร์สตาร์ YouTube เพื่อจัดตั้งกองทุนนักสร้างสรรค์มูลค่า 50 ล้านเหรียญที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายน บรรดานักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพแห่งนี้มีทั้ง  Justin Kan ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitch และ Scooter Braun เจ้าพ่อแห่งวงการดนตรี

 

Annie Hockey และ William Hockey

อายุ 32, 32 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอร่วม COLUMN

ตั้งแต่ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกันเมื่อปี 2018 Annie (บัณฑิต MBA จาก Stanford และที่ปรึกษาประจำ Bain) และ William (ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีประจำเครือข่ายฟินเทค Plaid) รู้ดีว่าพวกเขาต้องการเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน

ปีที่แล้วทั้งคู่ซื้อธนาคารที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางแห่งหนึ่งที่มีเพียงสาขาเดียวที่ Chico ใน California มาได้ในราคา 50 ล้านเหรียญ และใช้เป็นสถาบันที่ให้บริการทางการเงินต่างๆ แก่ธุรกิจฟินเทคที่ไม่ใช่ธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นเงินวางเป็นประกัน การโอนเงินต่างธนาคาร การโอนเงินช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการให้เงินกู้ยืม

William ลาออกจากงานที่ Plaid เมื่อปี 2019 แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท เขาเสนอขายหุ้นบางส่วนของตัวเองเป็นการส่วนตัวเพื่อนำรายได้มาเป็นทุนให้กับ Column ทั้งนี้ Forbes ประเมินว่า เขายังคงมีหุ้นใน Plaid คิดเป็นมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญ

 

Michael Rangel

อายุ 35 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ NOVO

บุตรชายของผู้อพยพชาวคิวบาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเทรดประจำ Fairholme Capital Management บริษัทลงทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญที่ Miami ตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 23 ปี แต่เมื่อเขาอายุได้ 24 ปีในปี 2011 Rangel ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง จนตกอยู่ในสภาวะโคม่านานถึง 10 วัน “ผมต้องหัดเดิน หัดกิน หัดพูดใหม่หมด”

Rangel ฟื้นตัวได้ดีเกินความคาดหมายของแพทย์ และจับมือกับ Tyler McIntyre เพื่อร่วมก่อตั้ง Novo โดยมีเป้าหมายแข่งขันกับธนาคารรายใหญ่ด้วยการให้บริการบัญชีเงินฝากไม่มีค่าธรรมเนียม พร้อมด้วยเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจรายเล็ก จนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 24,000 มาเป็น 120,000 คนในปีที่ผ่านมา Novo ระดมทุนรอบใหม่ได้ 90 ล้านเหรียญเมื่อเดือนมกราคม ปัจจุบันมีการประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 700 ล้านเหรียญ

 

Rick Song

อายุ 31 ปี

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ PERSONA

หลังจาก Song จบการศึกษาจากวิทยาลัย เขาเข้าทำงานแรกโดยรับหน้าที่ตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลให้กับ Square จนทำให้เขาเชื่อว่า ไม่มีโซลูชันใดที่จะสามารถตรวจยืนยันตัวบุคคลในโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ในปี 2018 เขาจึงลาออกมาก่อตั้ง Persona ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเลือกผสมผสานและจับคู่เครื่องมือเพื่อสร้างสรรค์วิธีการตรวจยืนยันตัวตนเฉพาะของตนเอง กลยุทธ์นี้ชนะใจทั้งลูกค้าและนักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งในบรรดาลูกค้าของ Persona มีทั้งยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจฟินเทคอย่าง Square, Robinhood และ BlockFi บริษัทได้รับการประเมินมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านเหรียญเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปีหลังจากที่มีการระดมทุนครั้งแรก Persona ได้รับการสนับสนุนจาก  Founders Fund, Index Ventures และ Coatue

 

เรื่อง: Nina Bambysheva, Kevin Dowd และ Jeff Kauflin เรียบเรียง: รัน-รัน

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2565 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP