พลพัฒน์ อัศวประภา ประสบการณ์ + ความสนุก ที่ “โค ลิมิเต็ด”

พลพัฒน์ อัศวประภา ประสบการณ์ + ความสนุก ที่ “โค ลิมิเต็ด”

ส่วนผสมที่ลงตัวทำให้ร้านอาหาร โค ลิมิเต็ด (Co Limited) เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน และคืนทุนตั้งแต่ปีแรก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ถึง 30% ให้กับ “นารา กรุ๊ป” ล่าสุดไทยสตรีตฟู้ดได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชาวต่างชาติ โดยเปิดสาขาแห่งแรกที่ฟิลิปปินส์


    บางครั้งความบังเอิญก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ปี 2562 นราวดี ศรีกาญจนา ประธานกลุ่มเจ้าหน้าที่บริหาร นารา กรุ๊ป และ สิริโสภา จุลเสวก ไปดูพื้นที่โครงการเวลา หลังสวน สินธร วิลเลจ แต่พนักงานบอกว่า พื้นที่ที่ต้องการ พลพัฒน์ อัศวประภา หรือ หมู อาซาว่า นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ASAVA จับจองแล้ว ทว่าอีก 2 อาทิตย์ถัดมาสิริโสภาได้รับโทรศัพท์จากพลพัฒน์ว่า ได้พื้นที่ในโครงการดังกล่าวอยากให้มาทำกิจการด้วยกัน

    นั่นเป็นที่มาของร้าน ‘โค ลิมิเต็ด’ ในนาม บริษัท โค รุ่งเรือง จำกัด พวกเขาเชื่อว่านี่คือพรหมลิขิต เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนนักศึกษารุ่นเดียวกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพลพัฒน์เรียนคณะนิเทศศาสตร์ สิริโสภาหรือ “ยีน” เรียนรัฐศาสตร์ ส่วนนราวดีที่พลพัฒน์เรียกว่า “พี่กิ” ก็เป็นลูกค้ารายแรกๆ ของแบรนด์ ASAVA

    ‘โค ลิมิเต็ด’ เป็นแบรนด์ร้านอาหารที่สร้างสีสันในเครือนารา กรุ๊ป ภายใต้การบริหารของผู้ร่วมก่อตั้งคือ นราวดี ศรีกาญจนา และ สิริโสภา จุลเสวก เจ้าของแบรนด์ดัง นารา ไทย คูซีน โดยพลพัฒน์ อัศวะประภา ถือหุ้น 40%


ยกระดับสตรีตฟู้ด

    ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 รายให้สัมภาษณ์ทีมงาน Forbes Thailand ที่ร้านโค ลิมิเต็ด สาขาล่าสุด ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ จากทางเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าเมื่อเดินตรงเข้ามาฝั่งซ้ายมือจะมองเห็นร้านอาหารที่ตบแต่งด้วยโทนสีสดใสสะดุดตา มุมหนึ่งของร้านมีตุ๊กตามิชลินสีทองตั้งเรียงเป็นแถว อีกมุมเป็นกระชอนลวกก๋วยเตี๋ยวที่ด้ามจับเป็นสีส้มและฟ้าอมเขียวแขวนแทนฉากกั้น ผู้ก่อตั้งบอกว่า ตั้งใจให้ร้านนี้เป็นธีม “ตลาดน้ำ” ขณะที่อีก 3 แห่งตกแต่งในธีมรถบรรทุก เรือหางยาว และงานวัด

    “โค ลิมิเต็ด” คือ มิติใหม่แห่งร้านอาหาร Thai Premium Street Food Destination บรรยากาศสนุก รสอาหารจัดจ้าน เน้นวัตถุดิบคุณภาพ สร้างประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ เป็นจุดหมายปลายทางของการกินดื่มสังสรรค์อย่างมีสไตล์ นำเสนออาหารไทยอีสานในรูปแบบพรีเมียมสตรีตฟู้ดที่ยังคงความจัดจ้านแบบท้องถิ่น แต่ยกระดับคุณภาพด้วยการใช้วัตถุดิบพรีเมียม และการบริการมาตรฐานระดับสากล พลพัฒน์กล่าวถึงความเป็นมาในการทำร้านแห่งนี้ว่า

    “ผมมีร้านอาหารอยู่แล้ว มาเจอโครงการเวลาเป็นโครงการค่อนข้างใหม่ และ space ค่อนข้างใหญ่ ก็รู้สึกว่าทำเล่นไม่ได้แล้ว เราก็ปรึกษายีน (สิริโสภา) ต้องการผู้เล่นที่อยู่ในธุรกิจนี้จริงจัง ยีนบอกเอาเลยๆ พี่กิชอบพื้นที่ตรงนี้อยู่แล้ว...มันก็วนกันไปมาเหมือนลิขิตมาแล้ว สิ่งสำคัญคือมี trust ร่วมกัน ร้านอาหารเขาก็ successful เขาก็เชื่อใจเราในแง่ความคิดสร้างสรรค์...

    “ความที่รู้จักกัน ไว้ใจกัน ก็ง่ายระดับหนึ่ง คุยกันเยอะมากกว่าจะเป็นคอนเซ็ปต์ แต่ไอเดียใหญ่มาจากพี่กิบอกว่าร้านอาหารไทยทั่วไปค่อนข้างแน่นแล้ว เมื่อ 6 ปีก่อนยังไม่มีร้านอาหารไทยที่ไฮไลต์เนื้อ พี่กิบอกอยากขายเนื้อ พอมีเนื้อ ส้มตำ น้ำตกต้องมา ตอนแรกมาเป็น Thai local street food ก่อน พอลูกค้าเริ่มเข้าแน่นๆ ก็อยากกินอาหารทะเลอีก เลยต้องมีทะเลย่าง”

    จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันจะมีเมนูให้เลือกนับร้อยรายการ บางเมนูก็ชวนสะดุดตาไม่น้อย เช่น คนจะรวยช่วยไม่ได้ สิบล้อถูกหวย หมูพวงสองใจ ไอศกรีมแฟนฉัน ภูเขาทอง โรตี Co ball

    เมนูซิกเนเจอร์คือ เนื้อย่างพรีเมียมเสิร์ฟแจ่วอีสาน ลิ้นวัวย่างไข่แดงดอง และซีรี่ส์สุดฮอต Baked Brass Claypot หรือหม้อทองเหลืองอบพ่นไฟ เฉพาะเมนูนี้มียอดขายรวมกว่า 60 ล้านบาทภายใน 2 ปี หรือกว่า 15% ของยอดขายโดยรวมในปี 2567-2568 พร็อบของเมนูก็มาจากจินตนาการไม่รู้จบของพลพัฒน์เช่นกัน

    “ร้านที่ EMSPHERE จะพิเศษกว่าร้านอื่น เนื่องจากเป็นที่ใหม่การแข่งขันสูงก็เลยช่วยกันคิดเมนูใหม่ จึงเปิดห้องตรงกลางขึ้นมา (ภาชนะ) เป็นหม้อทองเหลือง เราก็มาคิดหากจะทำหม้อเงินๆ ก็ไม่พรีเมียม เลยหาหม้อทองและสลักคำว่า ‘โค ลิมิเต็ด’ ลงบนหม้อ และทำโชว์เลยดีกว่า เมนูเช่น วุ้นเส้นอบปู วุ้นเส้นอบกุ้งแม่น้ำ สาขานี้ตอนเพิ่งเปิดวันเสาร์อาทิตย์คนรอคิว 2-3 ชั่วโมง จนเราต้องขยายเมนูนี้ไปสาขาอื่น เพราะคนเรียกร้อง...”

    “ไหนๆ จะทำแล้ว เราคิดเป็นอย่างเดียวบอก พี่กิผมอยากได้จานนี้ อยากได้ร้านโชว์ คิดหน่อยว่าทำไง อยากได้ premium ingredient ด้วย เราคิดได้ทำไม่ได้...ตอนจะใช้หม้อบอกยีนโทรหาพี่กิหน่อย อยากได้จริงๆ ตอนแรกทำ 50 ใบแล้วไม่พอก็เพิ่มเรื่อยๆ...เราเห็นว่าถ่ายรูปขึ้น เป็นไวรัล โซเชียลมีเดีย ทำเป็นทองมันเป็น premium ที่แพงเพราะค่าแกะด้วย” พลพัฒน์ อัศวประภา เล่าพร้อมกลั้วหัวเราะ หลังถูกนราวดีแซวว่าให้บอกด้วยว่าหม้อทองเหลืองราคาใบละเท่าไร “เกือบเป็นลม ใบละ 3,500 บาท ต้องขายกี่หม้อถึงจะ break even”


พร้อมส่งออก

    ในส่วนชื่อร้านก็ผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น “จะสื่อสารยังไงว่าเป็นเนื้อ เราคุยตั้งแต่วันแรกแล้ว อยากทำเหมือนนาราคือไม่ได้ทำเฉพาะในไทย คำหนึ่งที่ติดปากเลยพี่กิจะพูดตลอดเวลาว่า ทำอะไรก็แล้วแต่ต้อง level up ได้ เราบอกตั้งแต่ชื่อควรมีความเป็นสากล ไปอยู่เมืองนอกได้ มีที่มาที่ไปก็คิดว่าชื่อไหนคนไทยเข้าใจว่าเป็นเนื้อ ไปเมืองนอกฝรั่งออกเสียงได้ ทำโลโก้และสื่อสารการตลาดได้ ตอนนั้นคำว่า co กำลังมา co working space, collaboration ณ เวลานั้นร้านอาหารค่อนข้างแข่งขันสูง ประสบการณ์การรับประทานเริ่มมาเลยมาช่วยกันคิด พอคำว่าโค ลิมิเต็ดมาแล้ว street food มาแล้ว เนื้อมาแล้ว ประสบการณ์จะมายังไง”

    เล่ามาถึงตอนนี้สิริโสภาหยิบจานที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนชี้ให้ดูคำบนจานซึ่งใช้ตัวอักษรฟอนต์เดียวกับข้อความบนสติ๊กเกอร์ท้ายรถบรรทุก พร้อมเสริมว่า “สติ๊กเกอร์ออกแบบเอง ทุกอย่างมีความเป็นพื้นบ้าน เป็นไทย ร้านแรกออกแบบจากรถบรรทุก เป็นสติ๊กเกอร์รถบรรทุก จานอันนี้ลายเหมือนกับเสื่อน้ำมัน หรือลายถาดสังกะสีเราใช้จานเซรามิกและเพนต์มือ”

    “เราพยายามสร้าง journey การรับประทานอาหารไทยเป็นสำรับ ฝรั่งคิดว่า serious มันก็ใช่ แต่ตลาดนั้นนารากินไปหมดแล้ว เราคิดว่าถ้าจะเปิด port ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งกัน ก็เปิดให้ไปอีกทางเลย...พยายามคิดเมนู อาจเอากลิ่นอายประเทศโน้นประเทศนี้เข้ามา แต่ใช้ ingredient แบบไทย”

    “โค ลิมิเต็ด” ร้านแรกเปิดในเดือนธันวาคมปี 2562 และติดตลาดอย่างรวดเร็ว มกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2563 ขายดีมาก ชนิดที่ว่ามีลูกค้ายอมรอเป็นชั่วโมงๆ แต่จังหวะไม่ดีเพราะเดือนมีนาคม โควิด-19 ระบาดหนัก ภาครัฐออกมาตรการล็อกดาวน์ ขอความร่วมมือประชาชนไม่ออกจากบ้าน ส่งผลต่อภาคธุรกิจโดยรวม ร้านมีผลประกอบการติดลบระหว่างปี 2564-2565 และพลิกกลับมามีกำไรในปี 2566-2567 ปัจจุบันเป็นแบรนด์ที่สร้างรายได้ให้กับนารา กรุ๊ป คิดเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2567


    ล่าสุดเปิดแฟรนไชส์แห่งแรกที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีผู้มาเยือนกว่า 5.2 ล้านคนต่อปี โดยเจ้าของชาวฟิลิปปินส์ใช้งบลงทุน 20 ล้านบาท ไม่รวมค่าแฟรนไชส์ ซึ่งนอกจากร้านนี้แล้วเขายังมีร้านอื่นๆ อีก 2 แห่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

    บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาโค ลิมิเต็ด ที่ไต้หวัน ระหว่างนี้ก็มีผู้สนใจจากอินโดนีเซียและฮ่องกงติดต่อมา และจะขยายสาขาอีก 4 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยโมเดลทั้ง full-scale และ compact scale เพื่อเข้าถึงกลุ่มเจน Y และ Z ซึ่งเป็นกำลังหลักของตลาดอาหารยุคใหม่

    ถามว่า ตอนลงทุนทำร้านแห่งนี้คาดหวังอะไรบ้าง พลพัฒน์ตอบว่า ไม่ได้คิดมาก แค่มีความรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่สนุก ประกอบกับมีความคุ้นเคยกับผู้บริหารทั้ง 2 คนอยู่แล้ว “ปรากฏว่ามันโตไปเรื่อยๆ แล้วเราก็คิดว่าเจอคนที่ใช่ พี่กิปล่อยให้เรา create ได้เต็มที่”

    “อยากเอา local food สู่ global ให้ได้ เหมือนคนเวลาคิดถึงอาหารไทยทั่วโลก คิดแบบค่อนข้าง structure ยังเป็นผัดไทย แกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ร้านค่อนข้าง formal ไม่เจอแบบนี้ที่สนุกๆ”

    นราวดีเสริมว่า ที่ไต้หวันร้านแนวสตรีตฟู้ดแบบนี้กำลังเป็นที่นิยม พลพัฒน์เอ่ยต่อทันทีว่า “ประเทศ...เอาไปเลยทั้งแผง น้ำตาจะไหล แต่ไม่เป็นไร เราในฐานะคนสร้างสรรค์ต้อง move on ทำของดีต้องมีคนก๊อป ถ้าคนไม่ก๊อปแสดงว่าของเราไม่ดี”

    แม้เศรษฐกิจช่วงนี้จะชะลอตัว แต่ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ยังมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศมีจะขยายร้านอาหาร 3 แบรนด์คือ นาราไทย คูซีน จะเปิดสาขาในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สมุย ส่วนโค ลิมิเต็ด จะแตกแบรนด์ใหม่ ดึงเมนูที่ขายดีออกมาเป็นซิงเกิลแบรนด์, บ้านนอกเข้ากรุงแตกแบรนด์เป็นหมี่บ้านเองขยายตามตามฟู้ดคอร์ด ขายเฉพาะหมี่โคราชอย่างเดีย

    “ตลาดต่างประเทศเล็งขยายเอเชีย-ตะวันออกกลางต่อเนื่อง ปี 2569 เตรียมเปิดแบรนด์อภินาราที่ไต้หวัน อนาคตหลังจากเปิดตลาดตะวันออกกลางคาดว่าจะสามารถขยายฐานไปยุโรปในอนาคต”

    พร้อมตั้งเป้าหมายว่าภายใน 3-5 ปี ข้างหน้าจะทำให้แบรนด์ในเครือนาราฯ ไปเติบโตในต่างประเทศ เป็นตัวแทนทูตวัฒนธรรมอาหารไทย สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทย

    ณ เดือนพฤศจิกายน ปี 2568 นารา กรุ๊ป มีร้านอาหาร 65 สาขา 10 แบรนด์ ประกอบด้วย นารา, เลดี้นารา, อภินารา, โคลิมิเต็ด, อั้งม้อ, บ้านนอกเข้ากรุง, มาดามแม่, El Mercado, แอนก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ และหมี่บ้านเอง ร้านอาหารตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ประกอบด้วยไทย ไต้หวัน ฮ่องกง เมียนมา ศรีลังกา อินเดีย ฟิลิปปินส์ และดูไบ จำนวนทั้งหมด 65 สาขา โดยอยู่ในไทย 32 แห่ง ต่างประเทศ 33 แห่ง และภายในปี 2568 เปิดสาขาในต่างประเทศอีก 2 แห่งที่ศรีลังกาและอินเดีย



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และนารา กรุ๊ป



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ปั้น ‘KIKI Beauty Space’ นิยามใหม่ ‘ลักชัวรี่ซาลอน’ ที่ลูกค้ายินดีจ่ายค่าทำสวย ‘หลักแสน’

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine