ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ปั้น ‘KIKI Beauty Space’ นิยามใหม่ ‘ลักชัวรี่ซาลอน’ ที่ลูกค้ายินดีจ่ายค่าทำสวย ‘หลักแสน’

ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ปั้น ‘KIKI Beauty Space’ นิยามใหม่ ‘ลักชัวรี่ซาลอน’ ที่ลูกค้ายินดีจ่ายค่าทำสวย ‘หลักแสน’

จากคนที่ไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจด้วยความหลงใหลในธุรกิจความงาม ‘ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์’ สร้าง KIKI Beauty Space จากโอกาสทางธุรกิจผ่านการวิเคราะห์ช่องว่างในตลาด จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำบริการร้านซาลอนระดับพรีเมียมที่มีลูกค้าระดับบนและคนดังเข้ามาใช้บริการกันอย่างไม่ขาดสาย และเตรียมขยายจาก 2 สาขาในไทย สู่การขายแฟรนไชส์ครั้งแรกในลาว รวมถึงต่อยอดผลิตภัณฑ์ความงามส่งตรงถึงบ้าน


    เสียงไดร์เป่าผมดังต่อเนื่องเป็นจังหวะ สลับกับเสียงพูดคุยเบาๆ ของพนักงานที่กำลังให้คำแนะนำลูกค้าที่เดินเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งลูกค้าในช่วงบ่ายวันนั้นมีตั้งแต่นักแสดงชื่อดัง ไปจนถึงอินฟลูเอนเซอร์ตัวท็อป นี่คือบรรยากาศในวันธรรมดาของร้าน KIKI Beauty Space ร้านซาลอนระดับพรีเมียมที่มีคนจ่ายค่าบริการได้ถึง “หลักแสน” ต่อครั้ง

    “ถ้าพูดถึงราคาจะค่อนข้าง wide range มาก” ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง KIKI Beauty Space ภายใต้บริษัท นับเงินไม่ทัน จำกัด เล่าอย่างตรงไปตรงมา “อย่างบริการสระไดร์ เราก็หลักร้อยอยู่แล้ว...แต่ถ้าไปจนถึงการต่อผมที่น่าจะเป็นบริการที่แพงที่สุดของเรา ก็จะเป็นหลักหมื่น”

    เฉพาะบริการต่อผม ซึ่งถือเป็นบริการเรือธงของร้าน ก้องภพประเมินว่าลูกค้าจ่ายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท/คน โดยเริ่มต้นที่ราว 20,000 บาท “แต่บางคนถ้าใช้หลายบริการขึ้นไปอาจจะมีหลักแสน”

    และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่าราคาหลักแสนที่ลูกค้ายินดีจ่าย คือ ‘ระยะทาง’ ที่ลูกค้าบางคนยอมแลกมา “ลูกค้าบางคนบินจากต่างจังหวัดเพื่อมาใช้บริการเรา แล้วกลับ คือบินแค่มาทำผมแล้วบินกลับ มีเยอะ” และยิ่งไปกว่านั้นคือ “ตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนไทย เราเคยเจอลูกค้าต่างชาติที่ตั้งใจบินเพื่อมาตัดผมกับเรา แล้วบินกลับ”


    ก้องภพเล่าให้ทีมงาน Forbes Thailand ฟัง ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นของเขา แต่ถึงอย่างนั้นเส้นทางของการมาถึงจุดนี้กลับน่าสนใจกว่า เมื่อเขาไม่ได้เรียนจบด้านนี้ ไม่มีความรู้เรื่องร้านซาลอน และไม่ได้เริ่มทำธุรกิจจากความหลงใหลด้วยซ้ำ


‘โอกาส’ มาแบบไม่ทันตั้งตัว

    “ผมไม่ได้มีแพชชันด้านซาลอนเลย” ก้องภพกล่าวพร้อมหัวเราะ

    เส้นทางชีวิตของเขาแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความงามแม้แต่น้อย หลังเรียนจบจาก Shrewsbury International School Bangkok เขาเลือกศึกษาต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขา Communication Design เนื่องจากคุณพ่ออยากให้เรียนในเมืองไทย และเขาก็มีความสนใจด้านการออกแบบและการสื่อสาร หลังจบปริญญาตรี เขาไปศึกษาต่อที่อังกฤษในสาขา Supply Chain Management เพราะมองว่าน่าจะสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจได้ และคงมีโอกาสได้ทำธุรกิจอยู่แล้วเนื่องจากแรงสนับสนุนของคุณพ่อ

    หลังกลับมาจากอังกฤษ เขาทำงานประจำเกี่ยวกับ Private Banking แห่งหนึ่ง กระทั่งวันหนึ่งพี่สาวของเขา แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์ ผู้ก่อตั้งเครือรวยไม่หยุด กรุ๊ป ที่มีแบรนด์ดังในเครืออีกหลายอย่าง เช่น nice two Meat u, Fire Tiger และ Mil Toast House ซึ่งทำธุรกิจร้านอาหารในสยามสแควร์อยู่แล้ว บอกกับเขาว่า “มีห้องนี้หลุดมาพอดี” แล้วตัดสินใจเช่าไว้ให้ โดยไม่ได้บอกน้องชายไว้ล่วงหน้า

    แม้จะทำงานที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการ หรือความสวยความงามเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อห้องว่างนั้นมาอยู่ในมือ…เขาเลือกจะไม่ปล่อยมันไปเฉยๆ “เราก็มีความคิดว่าในอนาคตเราก็คงได้มีโอกาสมาทำธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก จากการปลูกฝังของคุณพ่อด้วย ที่บ้านเราก็ทำเป็นธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว"

    “แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีไอเดียว่าเราจะทำอะไร แต่พอเราได้ตรงนี้มาแล้ว เราก็ต้องพยายามหาข้อมูลให้แน่น” เขาย้อนเล่า



    แม้จะมีต้นแบบใกล้ตัวคือพี่สาวที่มีเครือร้านอาหารโด่งดังมากมาย แต่เขากลับเลือกไม่เดินตามเส้นทางนั้น เพราะมองเห็นปัญหามากมายของธุรกิจร้านอาหารที่ซับซ้อน ทั้งด้านการจัดการ inventory, ของเสีย และมีต้นทุนที่สูง “เราก็บอกเขาว่าโอเค ถ้าจะออกมาทำเอง ไม่ทำร้านอาหารนะ” คือสิ่งเดียวที่เขาตอบกลับพี่สาวในวันนั้น

    สิ่งที่เขาเลือกแทน กลับได้ไอเดียมาจากพี่สาวอยู่ เขาสังเกตว่าพี่สาวเป็นคนดูแลตัวแลอยู่เสมอ “พี่สาวผมเคยพูดว่า beauty กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว” และเมื่อมองย้อนจากเทรนด์ตอนนั้น ทั้งกระแสญี่ปุ่นเดิม ไปจนถึงเกาหลี K-Pop อาหาร แฟชั่น เริ่มมาหมดแล้ว สิ่งต่อไปที่จะมาย่อมเป็นพฤติกรรมการดูแลตัวเองในแบบเกาหลี

    “ทุกคนผมยาวขึ้นทุกวัน ยังไงก็ต้องเข้ามาตัดผม เราก็เลยเริ่มวิเคราะห์ว่าเราจะทำออกมาเป็นในรูปแบบไหน เรื่องสไตล์ เรื่องการให้บริการของเรา” ก้องภพเริ่มจากการสำรวจบริบทของย่าน พฤติกรรมคนเดินสยาม, ปริมาณทราฟฟิก, สัดส่วนร้านค้า เพื่อหาช่องว่างในตลาด

    เขาบอกว่าตอนนั้นในสยามสแควร์มีซาลอนอยู่ประมาณ 3-4 ร้าน แต่ส่วนมากเป็นร้านตัดผม ยังไม่มีร้านไหนที่เน้นเรื่องการทำเคมีหรือเน้นเรื่องการปรับลุค เป็นช่องว่างที่เขามองว่าจะเกิดเป็นโอกาสสำหรับร้านซาลอนได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการตั้งร้าน ‘KIKI’ ในปี 2020 ที่ก้องภพเล่าพลางหัวเราะว่า มาจากชื่อเล่นในวัยเด็กที่คุณแม่เรียกเขาว่า ‘ก้องกี้’


KIKI นิยาม ‘พรีเมียม’ แบบใหม่ในวงการซาลอนไทย

    การเปิด KIKI ของเขาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยแนวคิดว่าจะเป็นซาลอนระดับพรีเมียม แต่โจทย์ของเขาคือจะทำอย่างไรให้ความพรีเมียมนั้นไม่ได้อยู่ที่ราคาสูงเพียงอย่างเดียว ก้องภพวิเคราะห์จนได้คำตอบว่าสิ่งที่จะเสนอความพรีเมียมให้ลูกค้า ต้องเริ่มตั้งแต่การตกแต่งร้าน ที่ต้องแตกต่าง และไม่เหมือนร้านพรีเมียมทั่วไป

    “ถ้าเราต้องการไปส่วนมากร้านจะอยู่ในห้าง การตกแต่งของซาลอนพรีเมียมนี้ดูง่ายมาก เหมือนกันหมดเลย จะเป็นโซฟาปูพรม มี chandelier ทุกอย่างมันจะเป็น stereotype เหมือนกันตรงนี้ ทำให้เราคิดว่าแล้วทำไมซาลอนพรีเมียมที่ประเทศอื่นไม่เห็นเป็นเหมือนกันเลย”

    หลังจากไปศึกษาดูการตกแต่งของร้านซาลอนพรีเมียมในหลายประเทศ ทำให้เขาออกแบบ KIKI ด้วยการตกแต่งที่ฉีกไปจากภาพจำร้านซาลอนที่เราเห็นในไทย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปูนเปลือยที่แตกมาตกแต่ง ใช้กระจกไม่มีกรอบ แท่นทำผมที่ใช้ปูนแตกสูงต่ำไม่เท่ากัน ไม่มีลายหินอ่อน ไม่มีโลหะวาววับสีทอง



    และไม่ใช่แค่การตกแต่งที่เป็นความพรีเมียมที่แตกต่าง แต่ KIKI ยังใส่ความพรีเมียมเข้าไปทั้งในเรื่องการบริการ ที่มี Line Official ให้ลูกค้าติดต่อเข้ามาได้, การสร้างแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์กับลูกค้า ตั้งแต่การให้คำปรึกษาตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน การทำงานของช่าง ผลงานที่ออกมา จนถึงความประทับใจของลูกค้า ที่ ณ เวลานั้นยังไม่มีซาลอนเจ้าไหนให้ความสำคัญมากนัก

    แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้การเริ่มต้นทำธุรกิจของเขามากนัก

    “เปิดวันแรกก็ล็อกดาวน์เลย” ก้องภพเล่า สถานการณ์ปี 2020 ที่โควิดระบาดอย่างหนัก ร้านซาลอนถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงสุด ต้องหยุดให้บริการหลังรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยิ้มรับและมองบวกต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น และมองเป็นโอกาสมากกว่า เพราะทำให้เขาได้มีเวลารีเสิร์ชและปรับปรุงร้านเพิ่มเติม อีกทั้งตอนนั้นยังไม่ได้มีพนักงานมาก ทำให้เขาและทีมค่อยๆ ปั้นและพัฒนาร้านขึ้นมาด้วยกัน


คอนเซ็ปต์ชัด ให้บริการแบบ Tailor-made จนเกิดปากต่อปาก

    หลังจากคลายมาตรการล็อกดาวน์ เหมือนเป็นโอกาสทองของร้านทำผม เมื่อผู้คนอัดอั้นกับการไม่ได้ตัดหรือทำอะไรกับผมเลยเป็นเวลา 3-4 เดือน ทำให้การเข้าร้านซาลอนเป็นสิ่งแรกๆ ที่คนนึกถึงเมื่อคลายล็อกดาวน์ และ KIKI เองก็ได้รับอานิสงส์นี้ด้วย

    “คิดว่ามันเป็นความโชคดีในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ โควิด-19 เราควบคุมไม่ได้อยู่แล้วว่ามันจะหยุดกระจายเมื่อไหร่ แต่เราสามารถระมัดระวังได้ และในวันที่ทุกอย่างสามารถ operate ได้ ความโชคดีของเราคือเรามีดีมานด์เข้ามา โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย”

    การวางคอนเซ็ปต์ไว้ชัดเจนจนโดดเด่นออกมาจากร้านอื่นๆ ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ประกอบกับการอยู่ในไพรม์โลเคชั่นอย่างสยามสแควร์ ทำให้ KIKI มีจุดแข็งมากขึ้น ยิ่งเมื่อสร้างแบรนด์ดิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการวาง CI ที่ชัดเจน, มีการออกแบบโลโก้, มีการออกแบบกราฟิกที่ใช้ในโปรโมทบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งโควิดทำให้คนใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเยอะ เมื่อคลายล็อกดาวน์ KIKI จึงโดดเด่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    นอกจากนั้น ก้องภพยังวางโพสิชั่นให้ KIKI เป็นผู้นำเทรนด์ในหลายๆ บริการ เช่น การทำ inner color และการทำไฮไลต์ช่อเล็กแบบละเอียด ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครทำไฮไลต์แล้วเพราะมองว่าดูเป็นผู้ใหญ่ แต่ KIKI ก็ทำให้เทรนด์นี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ขณะเดียวกันเขายังรีเสิร์ชและพัฒนาบริการที่เป็นที่ต้องการของคนไทย ให้ผลงานที่ออกมามีคุณภาพมากขึ้น เช่น ช่วงหนึ่งคนไทยชอบทำผมสีเทา แต่ทำแล้วสีหลุดง่ายจนเฟดเป็นสีส้ม KIKI ก็วิจัยและหาวิธีให้สีคงอยู่ดังเดิม ซึ่งสามารถทำได้จริง พร้อมมีการันตี 6 เดือน

    “หลายๆ จุดเกิดจากการที่เราให้ความสำคัญกับจุดเล็กๆ เพราะจริงๆ แล้วสีผมโทนหม่นทุกยี่ห้อมีหมด แต่ว่าวิธีขั้นตอนในการใช้ ถ้าใช้ผิดวิธี ต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่เหมือนกัน หรือว่าการเมนเทนการดูแลทำยังไง นั่นทำให้เกิดการ tailor experience ขึ้นมาว่าในทุกเซอร์วิสที่เราต้องการ offer ลูกค้า มันสร้างความแตกต่างได้ด้วยตัวเอง และ ณ ตอนนั้น แบรนดิ้งเราก็แข็ง เซอร์วิสเราพรีเมียม ผลลัพธ์แตกต่างจากที่อื่น พอเรามีจุดแข็งหลายๆ จุด เลยทำให้ร้านเป็นที่รู้จักค่อนข้างเร็ว และเกิดมาจากการบอกปากต่อปาก”


ราคาแพงที่จริงใจ

    จากวันแรกที่เปิด KIKI Beauty Space ให้บริการอยู่ 2 แผนก คือ ทำผมและทำเล็บ ปัจจุบันขยายสู่ 5 แผนกแล้ว ดังนี้

    -แผนกทำผม ครบทุกบริการทั้งตัด ยืด ทำสี ทรีทเมนต์

    -แผนกทำเล็บ มีทั้งการทำสปา การต่อเล็บทุกรูปแบบ ทาสีเจล

    -แผนก Beauty Space ดูแลเรื่องคิ้ว ขนตา บริการแว็กซ์ในทุกส่วนตั้งแต่ใบหน้า แขน ขา จนถึงลำตัว

    -แผนกต่อผม ที่ถือเป็นบริการหลักของที่นี่ จุดเด่นคือการเป็นที่แรกที่ใช้เทคนิคต่อผมด้วยการถักเปีย ซึ่งเป็นเทคนิคจากเกาหลี ไม่ใช้กาว ไม่ใช้ความร้อน ไม่ใช้อะไหล่ ทำให้ไม่กระทบผมจริง

    -แผนก Make Up บริการแต่งหน้า เสริมความเป็น one stop service ด้วยมุมมองว่าอยากคนเข้ามาที่ KIKI Beauty Space สวยได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าภายในวันเดียวได้

    นอกจากนี้ ในร้าน KIKI สาขาสยามสแควร์ยังมีคาเฟ่ซึ่งมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการด้วย เนื่องจากการทำสวยในหลายบริการใช้เวลานาน บางคนมากับลูก บางคนมากับเพื่อน บางคนมาแล้วต้อง Work from anywhere ไปด้วย ก้องภพจึงอยากให้มีอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการลูกค้า เพื่อให้ทุกคนเข้ามา enjoy ด้วยกันในซาลอนได้

    "อยากให้ทุกคนมอง KIKI Beauty Space เป็นบ้านหลังที่ 2 เป็นที่ที่คนเข้ามาแล้วสบายใจ อยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ มีอาหาร เครื่องดื่ม ทุกอย่างพร้อม" 

    อย่างที่พูดไปในช่วงต้นว่าค่าบริการในร้านของ KIKI นั้นค่อนข้างกว้าง มีแต่หลักร้อยในสระไดร์ ไปจนถึงการต่อผมที่ราคาอยู่ในระดับหลักหมื่น โดยเริ่มต้นอยู่ที่ 20,000 บาท และเฉลี่ยอยู่ที่ 50,000 บาท อย่างไรก็ตาม ลูกค้าบางคนใช้หลายบริการ รวมแล้วครั้งหนึ่งก็อาจจ่ายถึงหลักแสนได้

    “เราเปิดซาลอนมาด้วยความจริงใจกับลูกค้าตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว ราคาแพงก็บอกว่าแพง แต่ว่าดีจริง ในการต่อผมของเรา ราคาก็น่าจะสูงที่สุดในประเทศ แต่ว่าเราจริงใจกับลูกค้า เราเลือกใช้วิธีและโปรดักต์ที่ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน อย่างผมต่อเรานำเข้าจากเกาหลี เทคนิคการต่อเป็นเทคนิคของเกาหลีที่ไอดอลทุกวันนี้ทำกัน ซึ่งจะดูเนียนเป็นธรรมชาติ ดูไม่ออกว่าต่อผม และเป็นการถักปมเข้าไป ซึ่งพอสร้างความแตกต่างได้ เลยกลายเป็นอีกหนึ่ง viral service ของเรา และคิดว่าเป็นหนึ่งใน main service ที่คนเข้ามาทำเยอะที่สุดในฝั่งต่อผม และการที่ลูกค้าได้เข้ามาใช้บริการกับเรา แล้วเขารู้สึกถึงประสบการณ์ที่เขาได้รับ เขาจะรู้เลยว่าจริงๆ แล้ว KIKI Beauty Space เหมือนจะแพงนะ แต่ไม่ได้แพง ถ้าไปเทียบกับที่อื่น” ก้องภพย้ำ


โอบกอดทุกความ ‘ไม่เพอร์เฟ็กต์’

    ภายใต้ความพรีเมียมและราคาที่ค่อนข้างสูง แต่เบื้องลึกเบื้องหลังในคอนเซ็ปต์ของ KIKI Beauty Space ที่ก้องภพวางไว้ตั้งแต่แรกคือการโอบกอดความไม่เพอร์เฟ็กต์ของทุกคน

    “เราต้องการสร้าง perfect imperfection ให้กับทุกคน ตรงนี้มันหมายความว่าเราต้องการโอบกอดตัวตนของลูกค้า เป็นการโอบกอดความไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าทุกคนมันไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจแต่ยังไม่มีใครเอามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ เราคิดว่าเราน่าจะเป็นคนแรกที่ออกคอนเซ็ปต์ซาลอนมาในเชิงนี้”

    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าที่ KIKI จะใช้กลยุทธ์ที่วิเคราะห์ลูกค้าเฉพาะบุคคล และซื่อสัตย์กับลูกค้าในการที่จะบอกว่าไม่ใช่ว่าทรงผมแบบนี้ สีผมแบบนี้ จะทำแล้วเหมาะสมกับทุกคน แต่ต้องมีการ personalize ลูกค้าที่เข้ามาว่าโทนสีผมเขาเป็นแบบไหน ทำสีผมแบบไหนจะเข้า ทำออกมาแล้วดูดีขึ้นหรือเปล่า


    “ถ้ากลับมาเทียบคอนเซ็ปต์ ก็คือแม้ว่าลูกค้าจะเข้ามารูปร่างหน้าตาแบบไหน เป็นเพศไหน วัยไหน ทุกคนสามารถดูดีในแบบของตัวเองได้ เราคิดว่าเป็นซาลอนที่ไม่เคยตัดสินลูกค้าอยู่แล้วว่าเขาจะมาเป็นแบบไหน แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกคนที่เข้ามาหาเรา ดูดีขึ้นได้ในแบบของตัวเอง เลยเกิดมาเป็นคอนเซ็ปต์ในการทำ interior ต่อว่าแล้วทำไมความ perfect ถึงต้องเป็นอะไรที่ดูเรียบหรู เลยเกิดเป็นไอเดียปูนแตก เป็นอะไรที่พังลงมา แตกวางอยู่ในซาลอนแล้วมันเข้า อันนี้มันถูกต่อยอดมาในทุกมุมเลย"


‘ซาลอน’ ไม่ใช่แค่มีเงินเปิดแล้วจบ

    แม้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีคนดังเข้าใช้บริการมากมาย ทั้งศิลปินไทยและต่างชาติอย่างเช่น Jackson Wang ก็เคยมาใช้บริการที่นี่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ KIKI ยังมีลูกค้าจากต่างจังหวัดและต่างประเทศที่เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อใช้บริการที่นี่โดยเฉพาะ ซึ่งลูกค้าต่างจังหวัดมีสัดส่วนถึง 30% แต่ถึงอย่างนั้นก้องภพก็ยังคงปักหมุดให้บริการที่กรุงเทพฯ 2 สาขาเช่นเดิม คือ สาขาสยามสแควร์ และสาขาเมกาบางนา

    “เราเคยคิดมาสักพักแล้วว่ามีแพลนที่อยากจะขยาย แต่เราคิดว่าการเปิดซาลอนมันไม่ใช่แค่มีเงินลงทุนเปิดแล้วจบ การรักษาคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องคอย QC อยู่ตลอดว่าช่างในแต่ละสาขาสามารถให้บริการไปตามมาตรฐานที่เราวางไว้ไหม และถ้ามีการเปลี่ยนพนักงาน ต้องเกิดการ training ใหม่ตลอดเวลา เพื่อรักษามาตรฐาน”

    เขาย้ำว่ายิ่งเป็นซาลอนที่พรีเมียมมากเท่าไหร่ ความคาดหวังของลูกค้าก็ยิ่งสูงตาม แต่ละวันคือความเสี่ยงในการถูก complain ได้ เพราะธุรกิจซาลอนเป็นเรื่องของการให้บริการ และแม้แต่ช่างที่เก่งที่สุดก็สามารถทำพลาดได้ แต่จะทำอย่างไรเพื่อรักษามาตรฐานให้ได้ และให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด รวมถึงเตรียมแนวทางรับมือเพื่อแก้ปัญหาไว้ด้วย

    “เราคิดว่าการขยายซาลอนเร็วอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ต่อให้เราได้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น แต่ถ้าความเสี่ยงมันสูง สุดท้ายจะกระทบกับแบรนด์เรา เลยคิดว่าเราไม่ได้อยากจะรีบขยายสาขา แต่คิดว่าการที่เราไม่ได้มีสาขาเยอะ ก็สามารถสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นได้จากการที่เรามีเซอร์วิสใหม่ๆ หรือหาโปรดักต์อะไรใหม่ๆ เข้ามาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเรามากขึ้น เป็นการไปหาลูกค้าด้วยวิธีอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องขยายสาขาออกไป เลยเกิดเป็นไอเดียโปรเจกต์ที่เป็นฝั่งโปรดักต์ เพราะเรารู้สึกว่าลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดก็สามารถใช้โปรดักต์ของเราที่บ้านได้ โดยที่ไม่ต้องเดินทางมาจริงๆ”

    โปรดักต์ของ KIKI Beauty Space มาในคอนเซ็ปต์เดียวกับร้าน คือดูแลลูกค้าได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายที่มีทั้งครีมอาบน้ำ สรับ บอดี้ออยล์ นอกจากนี้ยังมีน้ำหอมด้วย โดยวางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและบนช่องทางออนไลน์ ส่วนในปี 2026 นี้ ก้องภพบอกว่าน่าจะมีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ที่ไปในแนวเครื่องสำอางมากขึ้น


ขยายแฟรนไชส์สู่ ‘ลาว’

    แม้ไม่ได้ขยายสาขาในประเทศไทยด้วยตัวเอง แต่ KIKI Beauty Space กำลังจะเปิดให้บริการที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในปีนี้ จากการขายแฟรนไชส์ให้กับลูกค้าชาวลาวซึ่งเป็นลูกค้าประจำของ KIKI และสนใจการซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดในประเทศตนเอง เนื่องจากมองเห็นช่องว่างในตลาดซาลอนที่ลาวที่ยังไม่มีร้านระดับพรีเมียมเช่นกัน

    “นี่ไม่ใช่เคสแรก คนเคยติดต่อเรื่องแฟรนไชส์มาตั้งแต่ที่ KIKI เปิดตัวปีแรกเลย ติดต่อมาจากทั้งฝั่งตะวันออกกลาง สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่เรามองว่า ณ ตอนนั้นเรายังไม่พร้อมทั้งในเรื่องระบบการจัดการ หรือว่าในการที่จะนำตัวเองออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ เรามองว่าเราต้องพร้อมก่อนในการ training และการมี back office ที่แข็งแรง”

    เมื่อธุรกิจแข็งแรงแล้วและพร้อม จึงเกิดเป็นดีลนี้ขึ้น ก้องภพบอกว่าลูกค้าชาวลาวรู้จักร้าน KIKI อยู่แล้ว เพราะมีลูกค้าระดับพรีเมียมหลายคนบินมาใช้บริการเป็นประจำ การนำแบรนด์ไปเปิดในลาวจึงแทบไม่ต้องทำการตลาดมากนัก โดยปัจจุบันเริ่มเทรนนิ่งพนักงานในลาวเพื่อให้สามารถให้บริการในระดับมาตรฐานของ KIKI ได้ และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการร้านได้ในไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 ของปีนี้

    ส่วนเป้าหมายของ KIKI Beauty Space ก้องภพบอกว่ายังคงเดินหน้าขยายตลาดของลูกค้าให้กว้างขึ้น รวมถึง maintain ลูกค้าไว้ให้ได้ “ทุกๆ วันเรามีลูกค้าใหม่เข้ามาอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้ทุกคนประทับใจ การจะเปลี่ยนจากลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำ มันก็ไม่มีวันที่จะหยุดคงที่อยู่แล้ว เราก็ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ”




ขยายอาณาจักร ‘นับเงิน’ สู่ธุรกิจอาหาร

    ขณะที่ธุรกิจความงามสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ในอีกด้านหนึ่ง ‘นับเงิน กรุ๊ป’ ของก้องภพเองก็ขยายมาแตะธุรกิจร้านอาหารแล้วเช่นกัน โดยเมื่อ 2 ปีก่อนเขาไปซื้อร้านอาหารแบรนด์เก่าแก่แบรนด์หนึ่งในสยามสแควร์ ซอย 3 เนื่องจากเจ้าของเดิมทำต่อไม่ไหว

    หลังจากซื้อกิจการมา ก้องภพก็รีแบรนด์ร้าน ‘โกโก้’ ใหม่ให้เป็นร้านอาหารไทยที่นำเสนอรสชาติแบบดั้งเดิม จากเดิมที่เป็นอาหารไทยที่เน้นไปที่กลุ่มมังสวิรัติ พร้อมแตกไลน์สู่ข้าวมันไก่สไตล์ไทย-ไหหลำ แบรนด์ ‘ข้าวมันไก่เฮียโก้’ ไว้ในร้านเดียวกัน เรียกว่าขายทั้งอาหารไทยและข้าวมันไก่ในร้านเดียว

    “ตั้งแต่ที่พูดไปตอนแรกเลย คือเราจะไม่ทำอาหาร สุดท้ายได้ทำอยู่ดี เราไม่ได้มองว่าสิ่งที่เราทำจำเป็นต้องเกิดมาจากความชอบ หรือแม้กระทั่งตอนนี้ก็คงไม่รู้ว่าเราชอบทำอะไร แต่เรารู้สึกว่าเราชอบ process มากกว่า เรา enjoy กับการสร้างอะไรขึ้นมา และเวลาที่เราเห็นคนประทับใจกับสิ่งที่เราทำ เรารู้สึกว่านี่คือ motivation ของเราในการที่เราทำอะไรออกมาจากไอเดียเรา แล้วเมื่อไอเดียนั้นมันถูกพิสูจน์แล้วว่ามันสามารถสร้างความประทับใจได้ ลูกค้าชอบและกลับมาหาเรา คิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่ามันจะเป็น industry ไหนก็สนุก”

    แม้จะไม่ได้เริ่มธุรกิจจากความหลงใหล แต่สุดท้ายก้องภพยังมองว่า Passion จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจ แต่ Passion นั้นอาจเกิดหลายแง่มุมได้ อย่างเช่นของเขาคือการมี Passion กับการคิดและวาง process สนุกกับการทำไอเดียให้เกิดขึ้นจริง โดยที่ไม่กลัวความล้มเหลว

    “อีกหนึ่งข้อดีอาจจะเป็นการที่เราไม่ค่อยกลัวในการที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าจริงๆ มันไม่ใช่ว่าไม่กลัวเลย แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไร มันต้องผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเสี่ยงสูงสุดเสียหายเท่าไหร่ รับได้ไหม ถ้ารับได้ถึงจะทำ แต่ถ้ามันมีการวิเคราะห์ตรงนั้นมาแล้ว

    “เวลาเราดำเนินการอะไรสักอย่าง เราจะไม่ค่อยกลัว และไม่ได้คาดหวังเยอะ แต่ค่อนข้าง realistic กับมัน เราก็ยังต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงว่ามี potential ดันไปได้มากแค่ไหน แล้วเราลองทำไปแล้ว ต่อให้ดีหรือไม่ดี ได้ลองก่อนก็ไม่เสียหาย แต่ทุกๆ อันเราก็ต้องมั่นใจในคุณภาพของเรา เพราะว่าในทุกๆ ธุรกิจที่ทำ ต่อให้จะเป็นธุรกิจที่ราคาถูกหน่อยหรือราคาแพงหน่อย เรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว” ก้องภพกล่าวทิ้งท้าย



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร ลัดสูตรสร้างสรรค์ "ส้มพาสุข"

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine