สรพจน์ เตชะไกรศรี ชูธุรกิจอาหาร ลดเสี่ยงอสังหาฯ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • People
  • Thriving 30s >
  • สรพจน์ เตชะไกรศรี ชูธุรกิจอาหาร ลดเสี่ยงอสังหาฯ

สรพจน์ เตชะไกรศรี ชูธุรกิจอาหาร ลดเสี่ยงอสังหาฯ

Forbes Thailand / Admin
04 Feb 2016 | 3:45 pm 10565

สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น หรือ PACE วัย 38 ปี ทายาทคนกลางของผู้ก่อตั้ง บมจ. แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ เลือกบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์เจ้าของโครงการMahaNakhon ที่กลายเป็นตึกสูงสุดของเมืองไทยในขณะนี้ในแนวทางที่ฉีกจากผู้ประกอบการไทยดั้งเดิม โดยเติมเต็มรายได้ให้เติบโตอย่างอย่างยั่งยืนด้วยธุรกิจอาหาร Dean & DeLuca (ดีน แอนด์ เดลูก้า)

โดยที่มาของการเข้าไปซื้อกิจการ Dean & DeLuca เมื่อปี 2557 จากเจ้าของเดิมคือ Lesli Rudd ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน จึงไม่เพียงเพราะความชื่นชอบธุรกิจอาหารและชื่นชมในชื่อเสียงของ Dean & DeLuca เท่านั้น แต่ยังมาจากแนวคิดที่สรพจน์เห็นว่า การที่ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงลงทุนในโครงการต่างๆ ไม่ใช่วิถีของ PACE ดังนั้นธุรกิจอาหารที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนจึงเป็นคำตอบแห่งอนาคตที่มั่นคงดังที่สรพจน์ตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งนี้จากแผนเปิดสาขาที่ PACE วางไว้ว่าจะเพิ่มในไทยอีก 30 สาขาและต่างประเทศอีก 500 สาขา ภายใน 3 ถึง 5 ปีนั้น ด้านนักวิเคราะห์จาก บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่ารายได้จาก Dean & DeLuca ในปี 2558 น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,136 ล้านบาทจากเดิมที่ 2,910 ล้านบาท จากการรวมรายได้จากสาขาในไทยที่เพิ่มขึ้นและอีก 4 สาขาในฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น แม้ว่าการเปิดสาขาในสองประเทศดังกล่าวจะช้ากว่าที่เคยแจ้งไว้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์คาดว่าผลการดำเนินงานในส่วน Dean & DeLuca ยังขาดทุนสุทธิอยู่ 208 ล้านบาทจากที่เคยมองว่าจะมีกำไร 158 ล้านบาท กระนั้นก็ยังเชื่อว่าจะสามารถมีตัวเลขกำไรได้ภายในปี 2561 นอกจากนี้ยังประเมินว่าในปี 2559, 2560 และ 2561 จะมีรายได้จาก Dean & DeLuca ที่ 3,252, 3,632 และ 4,018 ล้านบาท ตามลำดับ

ด้วยแนวทางมุ่งมั่นทำแต่ละโครงการที่พัฒนาอยู่เท่านั้น หรือการที่ไม่ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เป็นอีกหนึ่งกลไกความสำเร็จในมุมมองของสรพจน์ เช่นเดียวกับที่ก่อนจะลงมือทำโครงการใด สรพจน์จะต้องมั่นใจก่อนว่ามีโอกาสสำเร็จสูง หรือตามที่สรพจน์ใช้คำว่า “ชัวร์” เนื่องด้วยอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนสูงมาก หากล้มเหลวก็จะสร้างความเสียหายมาก รวมถึงเน้นการถือครองทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้โครงการต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว เช่น โรงแรมและคันทรีคลับ ก็จะเป็นอีกหนึ่งท่อน้ำหล่อเลี้ยงกิจการของ PACEในอนาคต จึงช่วยให้ไม่ต้องตัดสินใจทำโครงการที่เขาไม่มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามเมื่อเล็งเห็นโอกาสงามตรงหน้า สรพจน์ก็เลือกที่จะคว้าไว้และพัฒนาให้เกิดขึ้น โดยล่าสุดเมื่อได้ที่ดินผืนงามมา จึงวางแผนที่จะทำโครงการตึกสูงที่ถนนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ในอนาคต PACE ยังเริ่มหาโอกาสทำโครงการในต่างประเทศ ซึ่งเล็งที่จะปักหมุด ณ เมือง Niseiko (นิเซโกะ) ประเทศญี่ปุ่นด้วยโครงการวิลล่าขนาดกลาง ซึ่งสรพจน์เชื่อว่าจะตอบโจทย์รสนิยมของคนไทยเช่นเดียวกับที่นิยมมีบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน และคาดว่าจะเป็นการลงทุนร่วมกับพันธมิตรที่เป็นผู้ประกอบการญี่ปุ่น

สรพจน์ทิ้งท้ายว่าใน 3 ปีข้างหน้า PACE จะยังคงยืนหยัดในธุรกิจหลักที่ทำอยู่ในปัจจุบันต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้เฉลี่ยที่ราว 10,000 ล้านบาทต่อปีไปเรื่อยๆ และย้ำว่าแม้ธุรกิจอสังหาฯ อาจไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรง แต่ประเด็นสำคัญคือสามารถเลือกทำสิ่งที่พิเศษจริงๆ ได้ ขณะที่ธุรกิจอาหารก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นไปทั่วโลก

 

เรื่อง: ชญานิจฉ์ ดาศรี ภาพ: เอกพงศ์ ตันติผลประเสิรฐ


คลิ๊กอ่าน “สรพจน์ เตชะไกรศรี ชูธุรกิจอาหาร ลดเสี่ยงอสังหาฯ” ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailandฉบับ JANUARY 2016

BACK TO TOP