เอกราช พรรณสังข์ AAI รุกอาหารสัตว์เกรดพรีเมียม - Forbes Thailand

เอกราช พรรณสังข์ AAI รุกอาหารสัตว์เกรดพรีเมียม

วิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั่วโลกได้กลายเป็นโอกาสจากเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกตัดสินใจเดินหน้าปั้นแบรนด์ Hajiko และ monchou เจาะตลาดอาหารสัตว์พรีเมียมในประเทศ สู่การเป็นแบรนด์ไทยระดับโลก พร้อมยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน


การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั่วโลก เนื่องจากการใช้เวลาภายในบ้านมากขึ้นทำาให้เกิดเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือ pet humanization โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและเจน Z ส่งผลให้ภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของโลกในปี 2564 มีมูลค่าสูงถึง 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ (ข้อมูลจากบทวิจัย Fortune Business Insights) เพิ่มขึ้นจาก 8.6 หมื่นล้านเหรียญในปี 2561 หรือเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 8% ต่อปี และคาดการณ์แนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 แสนล้านเหรียญในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.03% ต่อปีนับจากปี 2564

ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง (pet food) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (human food) ชั้นนำของประเทศที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจมายาวนานกว่า 15 ปี ภายใต้การนำของ เอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทย่อย และเป็นบริษัทแกนหลัก (flagship) ของการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของกลุ่ม บมจ. เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น (ASIAN) พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตตามเทรนด์ตลาดโลก

“เทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงตลาดโลกเพิ่มขึ้นทุกปีมากกว่า 8% หรือ 10% ในบางตลาด ซึ่งเราเชื่อว่าแนวโน้ม 10 ปีข้างหน้าจะเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 5% จากจำนวนประชากร และการเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น รวมถึงการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือ pet humanization ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องโภชนาการอาหารที่ถูกต้องและการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากกว่าเดิม ดังนั้น เราจะเห็นเทรนด์การเติบโตหรือการใช้จ่ายในส่วนอาหารพรีเมียมมากขึ้น”


- คว้าโอกาสดีมานด์โลก -

ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจทำให้เอกราชพร้อมรับไม้ต่อการบริหารงานบริษัทที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ยังเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นการแปรรูปปลาทูน่าสำหรับอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึกเป็นหลัก และนำส่วนที่เหลือจากการแปรรูปปลาทูน่าใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก ซึ่งเป็นธุรกิจเริ่มต้นของบริษัทที่ก่อตั้งในปี 2548 ก่อนจะปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมียม และพัฒนาการใช้วัตถุดิบหลากหลายควบคู่กับการปรับรูปลักษณ์ของอาหารและบรรจุภัณฑ์สินค้าในปี 2554

สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมว ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกที่ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ขนมขบเคี้ยวและอาหารว่าง ด้วยการผลิตที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพในระดับเดียวกับอาหารสำหรับมนุษย์และรูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลาย รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ดสำหรับสุนัขและแมว ซึ่งใช้วัตถุดิบคุณภาพผ่านกระบวนการบดและผสมเข้าด้วยกัน พร้อมเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อสุนัขและแมวตามสูตรการผลิตของประเภทสายพันธุ์และช่วงวัยของสัตว์เลี้ยง

นอกจากนั้น บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (human food) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าในน้ำปรุงรสและซอสปรุงรส รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสุกพร้อมทาน (ready to eat) ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าทั้งหมด รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ (by product) จากการแปรรูปปลาทูน่า เช่น ผลิตภัณฑ์ปลาป่น น้ำนึ่งปลา น้ำมันปลา โดยได้เครื่องหมายรับรองอาหารตามมาตรฐานฮาลาลที่จำเป็นต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของบริษัท

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาป่นของบริษัทซึ่งนำส่วนของปลาทูน่าที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น อาหารกุ้ง อาหารปลา อาหารปู เป็นต้น ได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO (RS Global Standard for Responsible Supply of Marine Ingredients Version 2.0) ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สามารถนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก

รายได้หลักของบริษัทจากการส่งออกไปยังต่างประเทศคิดเป็นกว่า 94% ของรายได้รวม 4.99 พันล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงในต่างประเทศ 3.84 พันล้านบาท หรือ 77.07% โดยส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer: OEM) ภายใต้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ของลูกค้าต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 98% ของรายได้จากการขายทั้งหมดในปี 2564 ซึ่งตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามโอกาสทางธุรกิจที่เล็งเห็นทำให้เอกราชมั่นใจเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตนเองสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขและแมวมาตั้งแต่ปี 2562 โดยในปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกตลาดย่อย (market segment) ประกอบด้วยแบรนด์มองชู (monchou), แบรนด์มองชู บาลานซ์ (monchou balanced), แบรนด์ฮาจิโกะ (Hajiko), แบรนด์โปร (Pro) และแบรนด์มาเรีย (Maria)

“เรามีประสบการณ์จากการรับจ้างผลิตให้แบรนด์ระดับโลกเกือบทุกแบรนด์ และเป็นบริการแบบ one stop service โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นแบรนด์ top ระดับโลก ทำให้เรามั่นใจในทีมงานและผู้เชี่ยวชาญของเราในการวิจัยพัฒนาอาหารสัตว์เกรดพรีเมียมตั้งแต่วัตถุดิบ รูปลักษณ์โภชนาการ ความปลอดภัยของอาหารและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดต้องมีมาตรฐานระดับโลกที่สามารถตรวจสอบได้”

ดังนั้น บริษัทจึงเดินหน้าทำการตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์มองชูผ่านภาพยนตร์โฆษณาเพื่อสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ และสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มที่กว้างขึ้น ผ่านพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ และเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจากกลุ่มแฟนคลับของพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุม ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทในปีนี้

“บริษัทเริ่มมีแบรนด์ตั้งแต่ปี 2561 แต่เริ่มทำตลาดจริงปี 2564 ด้วยการสร้าง brand awareness กับลูกค้าทุกกลุ่ม และสร้างระบบขายออนไลน์ของเราเอง ซึ่งปัจจุบันเรามีการขายภายใต้แบรนด์ของเราที่ตะวันออกกลางและบางส่วนที่ไต้หวัน โดยวิสัยทัศน์ของเราพยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นสากล แต่ต้องใช้เวลาและเริ่มจากการสร้างฐานในประเทศให้แข็งแรงจึงขยายในระดับ CLMV ประเทศจีน และเปิดตลาดในภูมิภาคอื่น”


- ยกระดับรับเทรนด์อนาคต -

ภายใต้แผนสร้างการเติบโตทางธุรกิจตามโอกาสที่เล็งเห็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เอกราชมั่นใจการเดินหน้าขยายกำลังการผลิตผ่านการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจุบันที่มีโรงงานผลิต 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานสมุทรสาคร ซึ่งใช้เป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากการแปรรูปปลาทูน่า ด้วยกำลังการผลิตรวมสูงสุด 59,500 ตันต่อปี (ณ วันที่ 31 มีนาคม ปี 2565)

“การลงทุนเรามีแผนขยายกำลังการผลิตของเราจากเดิมที่จีนและเพิ่มกำลังการผลิตในพื้นที่ของเราที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้การแข่งขันจะสูงแต่การเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามาในธุรกิจจะค่อนข้างลำบาก เพราะเราเป็นกลุ่ม real sector คนที่เข้ามาต้องมีประสบการณ์และความรู้เรื่องการจัดการโรงงาน”

ขณะเดียวกันบริษัทได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจและแผนกลยุทธ์ Level up AAI เพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้ทันกับโอกาสทางธุรกิจ พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตผ่านการยกระดับองค์กรด้านต่างๆ ได้แก่ การยกระดับธุรกิจมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรและการบริหารงานให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากลเร่งพัฒนาบุคลากร รวมถึงปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

พร้อมยกระดับจาก “ผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์” เพื่อเป็น “คู่ค้าเชิงกลยุทธ์” ด้วยการมองหาโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ในกลุ่มธุรกิจที่เป็นต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการด้านห่วงโซ่อุปทานมีความต่อเนื่องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ เอกราชยังให้ความสำคัญกับการยกระดับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัทเป็นแบรนด์ระดับโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงหลากหลายแบรนด์ให้ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มลูกค้าในทุกตลาดย่อย (market segment) และมีผลิตภัณฑ์ครบทุกประเภท รวมถึงยกระดับความใส่ใจต่อแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านแผนกลยุทธ์ CHEERS! (level up cares through CHEERS! strategy)



“จุดแข็งอย่างแรกของเราอยู่ที่ทีมงาน R&D ซึ่งพยายามเสนอหลายๆ ทางเลือกให้กับลูกค้า โดยเราเริ่มจาก OEM ผลิตและส่งสินค้าตามออร์เดอร์ลูกค้า ต่อมาจึงพัฒนาเป็น co-developer หมายถึงลูกค้าอาจจะมีแค่ไอเดียและเราเสนอเรื่องวัตถุดิบ รูปแบบหรือรูปลักษณ์เป็นทางเลือกให้ และสุดท้ายที่เรามองในอนาคตจะเป็น strategic partner รวมถึงเรายังมีโรงงานที่ทำให้แบรนด์ระดับโลก เรื่องความปลอดภัยในอาหารและการดูแลแรงงาน ซึ่งเรามีความเคร่งครัดไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมายและวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประมงผิดกฎหมายหรือ IUU”

เอกราชย้ำถึงจุดแข็งทางธุรกิจที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ได้แก่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้าและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนเพื่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

“เป้าหมายของเรามุ่งเน้นดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์ของบริษัทแม่ในการเป็นผู้ผลิตอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงสู่สากล ด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเราเดินมาถึงครึ่งทางแล้วในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับโลกด้วยรายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% ทุกปี โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการส่งออกไปอเมริกาและยุโรปเป็นตลาดหลัก แต่เราก็เริ่มมองตลาดรองลงมาอย่างอินเดียและพยายามเข้าไปที่จีนแล้ว รวมถึงเริ่มขายที่ออสเตรเลียและยุโรปตะวันออก ส่วนการสร้างแบรนด์ของเราตอนนี้ประมาณ 3% ในอนาคตเราวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 10% ภายใน 3-5 ปี”


ภาพ: AAI

อ่านเพิ่มเติม:

>> 10 อันดับ บุคคลร่ำรวยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2022

>> วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ เพิ่มโอกาส “MK” รุกโกดังโรงงาน-สุขภาพ

คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2565 ในรูปแบบ e-magazine

TAGGED ON