Peter Moore กับความท้าทายครั้งใหม่ พา “หงส์แดง” ผงาดในอุตสาหกรรมลูกหนัง

Peter Moore กับความท้าทายครั้งใหม่ พา “หงส์แดง” ผงาดในอุตสาหกรรมลูกหนัง

FORBES THAILAND / ADMIN
25 Feb 2019 | 09:32 AM
READ 16649

ถ้าผลิตไอศกรีมแล้วรสชาติไม่ถูกปากคน คุณก็ออกรสชาติใหม่ได้ ทำเสื้อผ้าแล้วไม่ถูกใจตลาด คุณก็ออกดีไซน์ใหม่ได้ แต่ในโลกของฟุตบอล แฟนๆ จะจำผลบอลนัดสุดท้ายเท่านั้น และ Peter Moore ซีอีโอคนใหม่ของ "หงส์แดง" กำลังถักทอกลยุทธ์ให้สโมสรกลับมาผงาดอีกครั้ง

ฤดูกาล 2018/19 นี้เป็นการทำงานอย่างเป็นทางการซีซั่นแรกของ Peter Moore ซีอีโอวัย 63 ปีของสโมสร Liverpool ไม่แปลกเลยที่ซีอีโอคนใหม่นี้จะเข้าไปนั่งในใจแฟนบอลได้ เพราะตัวเขาเองก็เป็นแฟน Liverpool เกิดและเติบโตในถิ่น Merseyside เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงมีต้นทุนค่อนข้างดี และเข้าใจดีว่าแฟนบอลต้องการอะไร

 

ต้นทุนธุรกิจที่ต่อยอดได้

ความนิยมในตัวซีอีโอคนใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากประกาศชัดเจนว่า จะนำพาสโมสรฟุตบอลอายุ 126 ปีแห่งนี้ กลับไปสู่ความรุ่งเรืองในยุค 70s และ 80s อีกครั้ง จากการทุ่มซื้อนักเตะก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขันที่ทุบสถิติของสโมสร และการใช้สื่อโซเชียลในการสื่อสารกับแฟนๆ

ซีอีโอที่มากประสบการณ์ผู้นี้ รู้ดีว่า Liverpool มีต้นทุนที่พิเศษกว่าหลายๆ สโมสรในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ในเรื่องการมีฐานแฟนบอลที่ใหญ่มากอันดับต้นๆ ทั่วโลก ซึ่งสาวกของสโมสรนั้นต่างกับลูกค้าทั่วไปคือการมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก การเปลี่ยนไปเชียร์ทีมอื่นนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยสำหรับโลกของเกมลูกหนังประเทศอังกฤษ

และในด้านธุรกิจที่เป็นตัวเงินนั้น Liverpool ก็จัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของสโมสรที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกตามการจัดอันดับของ Forbes โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 1.94 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ปีที่ผ่านมามูลค่าของ Liverpool ยังเพิ่มขึ้นถึง 30% อีกด้วย

จากตัวเลขของ Moore ทีม "หงส์แดง" มีแฟนบอลอยู่ประมาณ 771 ล้านคนทั่วโลก สำหรับเมืองไทยมีผู้ติดตาม Facebook ของ Liverpool ในเวอร์ชั่นภาษาไทยมากกว่า 32 ล้านคน และ Twitter ทางการของสโมสรในภาษาไทยอยู่มากกว่า 650,000 คน

“เรามีฐานแฟนคลับขนาดมหึมาทั่วโลก มันเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ และผมคิดว่าจะเอาประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้และสั่งสมจากอุตสาหกรรมเกมมาใช้เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนบอลเข้าถึงสโมสร ผู้จัดการทีม นักเตะ ได้มากขึ้นผ่านทางเทคโนโลยี”

ซีอีโอหงส์บอกว่าเขา “แตกต่าง” จากผู้บริหารคนอื่นๆ เพราะเขาไม่ได้มาจากวงการฟุตบอล เขาเป็นคนที่มาจาก Silicon Valley เขามีประสบการณ์ช่ำชองด้านเทคโนโลยีและเกมมิ่งจากการดูแล X box และ X Box 360 ให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และก่อนจะมาเป็นซีอีโอของ Liverpool เขาบริหารธุรกิจเกมให้กับ Electronic Arts (EA) ถึง 10 ปี

แฟนคลับ หงส์แดง ไทย
Peter Moore รับมอบเสื้อที่ระลึกที่กลุ่มแฟนคลับอย่างเป็นทางการของ Liverpool ในประเทศไทย หรือ OLSC Thailand (Official Liverpool FC Supporters Club Thailand) ทำขึ้นพิเศษที่มีชื่อ Peter Moore เป็นภาษาไทยในฐานะแขกพิเศษ โอกาสครบรอบ 18 ปีของ OLSC ที่กรุงเทพฯ
 

เกมกีฬาและเกมเมอร์

Moore มองเห็นว่าธุรกิจเกมกับฟุตบอลมีส่วนเหมือนกันในด้านความผูกพันของแฟนๆ “ในขณะที่การเล่นเกมเป็นชีวิตของเกมเมอร์ แฟนบอลเป็นร้อยๆ ล้านคนก็ใจจดใจจ่ออยู่กับเกมฟุตบอล” Moore กล่าว  “เกมเพิ่งเข้าสู่ออนไลน์ปี 1999 ก่อนหน้านั้นคนเล่นเกมต่างเล่นอยู่คนเดียว ไม่กี่ปีถัดมาตอนนี้คนเป็นสิบๆ ล้านคนเล่นเกมเดียวกันได้พร้อมกัน”

Moore มองเห็นโอกาสว่าเกมลูกหนังก็เช่นกัน ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในการนำเอาแฟนบอลล้านๆ คนมาร่วมประสบการณ์เดียวกัน ในลักษณะเดียวกับเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลาย “บางทีผมคิดว่าผมจะทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าสโมสรฟุตบอลอื่นๆ ด้วย” เขากล่าวย้ำ

ซีอีโอ Liverpool คิดว่าสโมสรต้องรู้จักแฟนบอลและต้องให้แฟนบอลสามารถ “สัมผัส” พวกเขาได้ โดยต้องมีการสร้างคอนเทนต์ที่ดี ผนวกเข้ากับองค์ประกอบอื่นๆ เช่นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality)

Peter Moore แจกลายเซ็นระหว่างเยือนไทยที่ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลเวิลด์

“ตอนผมอยู่ที่ San Francisco ผมต้องตื่นขึ้นมาดูบอลตอนตีสาม มันไม่ง่ายที่คุณจะได้ดูบอลในสนาม ตั๋วดูบอลเกม Liverpool ไม่ได้หาง่ายๆ และมีราคาแพง แต่มันเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่แฟนบอลทุกคนฝันว่าอยากจะอยู่ในสนามและดูทีมรักเล่นสดๆ

ผมคิดกลับกันว่าแทนที่แฟนๆ จะไปดูในสนาม เราจะทำอย่างไรให้สนาม ‘เดินทาง’ มาหาแฟนๆ ที่กรุงเทพฯ ทำให้แฟนๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในสนามจริงๆ ได้มาร้องเพลง You’ll Never Walk Alone ราวกับอยู่ในสนาม มันท้าทายมาก แต่เทคโนโลยีทำให้เรามีศักยภาพที่จะทำให้เกิดขึ้นได้”

พลังของโซเชียลมีเดียช่วยในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก ตัวซีอีโอเองก็ใช้ Twitter เป็นสื่อในการบอกกล่าว พูดคุยเรื่องราวของสโมสร และได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ นอกจากใช้สื่อข่าวสารความเป็นไปแล้ว โซเชียลมีเดียยังช่วยให้เขาเรียนรู้เกี่ยวกับแฟนๆ ในรูปแบบต่างๆ มันเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลที่จะนำมาใช้ได้ในอนาคต

 

สานสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์

ความสำเร็จด้านเกมการแข่งขันกับธุรกิจมีความเกี่ยวโยงกันอย่างลึกซึ้ง ความสำเร็จนำมาซึ่งรายได้โดยตรง ขณะที่รายได้ก็ต้องนำมาใช้เพื่อสร้างทีมให้ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกันสโมสรก็ต้องการแรงสนับสนุนจากแฟนๆ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นที่ 12 ของทีมฟุตบอล และสโมสรก็ไม่สามารถทำรายได้ที่ดีได้หากแฟนๆ ไม่รักทีม ไม่มาชมเกม หรือซื้อเสื้อทีมและสินค้าที่มีตราสโมสร

ในสายตาแฟนๆ Moore ทำงานใกล้ชิดกับผู้จัดการทีม Jürgen Klopp มาก ซึ่งทำให้แฟนๆ ค่อนข้างพอใจกับการทุ่มเงินซื้อนักเตะเสริมทีมก่อนเปิดฤดูกาล แต่ในการทำงานจริงๆ แล้ว Mooreไม่ได้มีส่วนในการซื้อขายนักเตะแต่อย่างใด เรื่องของเกมฟุตบอลเป็นหน้าที่ของผู้จัดการ และ Michael Edwards ผู้อำนวยการฝ่ายการกีฬาของ Liverpool

ส่วน Moore ในฐานะซีอีโอดูแลด้านธุรกิจทั้งหมด ถ้าจะเกี่ยวก็คงเป็นการเตรียมจัดเงินให้เพียงพอเพื่อ Klopp จะนำไปใช้ในการซื้อนักเตะเสริมทัพ และการพัฒนาสโมสรในด้านต่างๆ

แน่นอนว่าการสนับสนุนของแฟนๆ หมายถึงรายได้ที่เข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีอีโอต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ฐานแฟนบอลของ Liverpool อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกซึ่งนั่นหมายถึงรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำจากการขายสินค้าของสโมสร

แต่สินค้าที่วางขายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเสื้อทีม หรือสินค้าที่ระลึกต่างๆ อาจมีราคาสูงเกินที่แฟนส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง ซึ่งซีอีโอมากประสบการณ์อย่าง Moore เองก็ตระหนักในความจริงข้อนี้ เขาจึงเพิ่มไลน์การผลิตกับพาร์ทเนอร์อย่าง New Balance ผลิตไลน์เสื้อทีมในราคาย่อมเยา โดยตัดทอนฟีเจอร์บางอย่างที่เขาเรียกว่า “take-down” เวอร์ชั่น เพื่อให้ราคาจับต้องได้ สำหรับแฟนบอลในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

อีกหนึ่งช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ของ Liverpool โดยเปิดให้เช่าสนาม Anfield เป็นสถานที่จัดงานคอนเสิร์ต

ปัจจุบันนอกจากรายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดที่เป็นรายได้หลักที่ 696 ล้านเหรียญแล้ว Liverpool ยังมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่ง อาทิ Standard Chartered Western Union New Balance หรือเบียร์ Carlsberg ที่อยู่กับสโมสรเป็นปีที่ 26

ในด้านการสร้างรายได้เพิ่มเติม ซีอีโอ Liverpool มีแผนในการสร้างรายได้จากสนามบอลด้วย โดยมองว่าสนามฟุตบอลไม่ใช่สำหรับจัดเกมการแข่งขันเท่านั้น แต่สามารถรองรับงานคอนเสิร์ตได้ด้วย ในปีนี้สนาม Anfield จะเป็นเวทีคอนเสิร์ตดัง 3 รายการ คือ Take That, Pink และที่เพิ่งประกาศไปก่อนที่ Moore จะเดินทางมาประเทศไทยคือ Jon Bon Jovi

เมื่อรายได้ดี มีกำลังซื้อนักเตะชั้นนำมาร่วมทีม และมีผลการแข่งขันที่ดี ธุรกิจก็ดีไปด้วย แฟนๆ ก็ชอบใจและให้การสนับสนุนสโมสร

“เป้าหมายผมคือจะนำ Liverpool กลับสู่ความรุ่งเรืองในยุค 70s และ 80s ให้ได้”

 

เรื่อง: วีณา ธูปกระแจะ ภาพ: กิตติเดช เจริญพร และสโมสรฟุตบอล Liverpool


คลิกอ่านฉบับเต็มของ “Peter Moore กับความท้าทายครั้งใหม่ พา "เครื่องจักรสีแดง" ผงาดในอุตสาหกรรมลูกหนัง” ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ มกราคม 2562 ในรูปแบบ e-Magazine http://bit.ly/ForbesThailandJAN19