ในวันนี้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางห่วงโซ่อุปทานมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญทั่วโลกนั้น มีบริษัทไทยรายหนึ่งที่กำลังสร้างบทพิสูจน์ที่ว่า การแข่งขันในโลกเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ได้ถูกกำหนดด้วยขนาดองค์กรหรือสัญชาติ แต่วัดกันที่คุณภาพ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
รายงาน “แนวโน้มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ปี 2568” โดยดีลอยท์ ประเทศไทย ระบุว่า ภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากเม็ดเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และการเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลักทั้งระบบ (ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) และเป็นศูนย์กลางสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
Silicon Craft Technology หรือ SICT คือหนึ่งในบริษัทไทยที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในฐานะผู้ขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีไทย บริษัทเริ่มต้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีไมโครชิปและระบบสื่อสารไร้สาย ก่อตั้งในปี 2545 ในรูปแบบสตาร์ทอัพจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จากซิลิคอนวัลเลย์
โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและให้บริการชิป RFID จนสามารถขยายตลาดไปทั่วโลก จนต่อมาองค์กรได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 2562 และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปีต่อมา
หัวใจสำคัญของความสำเร็จของ SICT คือ การทำธุรกิจแบบ fabless semiconductor company หรือบริษัทออกแบบชิปที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ แต่ใช้ทรัพยากรทั้งหมดไปกับการวิจัย พัฒนา และสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่กระบวนการผลิตจะอาศัยเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกต่างๆ

ดร.บดินทร์ เกษมเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) อธิบายแนวคิดนี้ว่า “เราไม่มีโรงงานผลิตของเราเอง เรา outsource ทุกอย่างหมด ง่ายๆ คือเราใช้แต่ innovation mind…ใช้สมอง” ผู้บริหารวัยกลางคนสะท้อนปรัชญาที่ให้คุณค่ากับองค์ความรู้ ซึ่งเป็นจุดเด่นหลักของการดำเนินธุรกิจ
ดร.บดินทร์กล่าวว่า การเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลกไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ดี แต่หมายถึงการต้องผ่านมาตรฐานเดียวกับผู้เล่นชั้นนำของโลก ซึ่งคุณภาพและมาตรฐานต้องมาก่อนเสมอ
“ทุกอย่างที่เราทำต้องอิง international standard เพราะถ้าโปรดักต์เราไม่ผ่าน เราจะไม่สามารถขายไปแข่งทั่วโลกได้”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพจำเรื่องความเป็นบริษัทสัญชาติไทยกลับไม่ได้ส่งผลกระทบหนักในอุตสาหกรรมนี้ “ทุกคนตกใจนะว่าบริษัทไทยมีบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ด้วยเหรอ” เขาเล่าถึงปฏิกิริยาแรกที่ได้รับจากคู่ค้า แต่หลังจากได้สัมผัสผลิตภัณฑ์และความสามารถของทีมงาน ความประหลาดใจเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่น
“พอเจอโปรดักต์เราแล้ว รู้ว่าเราทำอะไรได้ ทุกคนจะลืมไปเลยว่าซิลิคอน คราฟท์ คือบริษัทไทย เขาคิดว่าเป็น international semiconductor company” แสดงให้เห็นว่าสำหรับโลกเทคโนโลยีขั้นสูง ผลงานคือ ภาษาสากลที่ทรงพลังกว่าสัญชาติของนวัตกรเสมอ

สร้างความได้เปรียบ
จุดยืนของ SICT ประการหนึ่งคือ การวางตำแหน่งองค์กรเป็นบริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์เอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่โดดเด่นด้านความเชี่ยวชาญในการออกแบบชิปวงจรรวมขนาดเล็กที่ใช้ระบบคลื่นวิทยุ และการออกแบบไมโครชิปขึ้นเพื่อตอบสนองการทำงานเฉพาะทางผ่านรูปแบบ 2 บริการ ได้แก่
การออกแบบผลิตภัณฑ์พิเศษที่ปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า และผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งนี้บริษัทยังใช้โมเดลธุรกิจที่เน้นการวิจัย พัฒนา และออกแบบวงจรรวมเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีโรงงานผลิตชิปเป็นของตัวเอง (fabrication-less)
ดร.บดินทร์ย้ำว่า SICT ไม่เคยตั้งอยู่บนการแข่งขันด้านขนาด แต่ตั้งอยู่บนการแข่งขันด้านความสามารถ “มันจะต้องมี niche area สักอย่างหนึ่ง หรือมีจุดช่องโหว่ของ pain point สักอย่างหนึ่งที่เราเอาความสามารถของเราเข้าไปแก้ปัญหากลุ่มนั้นได้ แล้วเกิดเป็นโซลูชันใหม่ขึ้นมา” เขากล่าวก่อนเสริมว่า มาตรฐานสากลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
เพราะในความเป็นจริงการผ่านมาตรฐานไม่ได้ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการ สิ่งที่ทำให้บริษัทเล็กมีพื้นที่ในตลาดโลกคือการก้าวข้ามมาตรฐานนั้นไปสู่การเป็น “Best-in-Class” หรือทำได้ดีกว่าผู้เล่นชั้นนำของอุตสาหกรรมในบางด้านให้ได้
จุดยืนดังกล่าวปรากฏออกมาผ่านผลงานที่น่าทึ่ง ชิปบางกลุ่มที่บริษัทออกแบบถูกส่งออกไปแล้วทั่วโลกในระดับกว่าพันล้านชิ้น และมีอัตราการส่งคืนหรือการร้องเรียนที่เกือบจะเป็นศูนย์ ดร.บดินทร์ยกตัวอย่างชิป Animal Identification ในรูปแบบ RFID (การติดตามด้วยคลื่นวิทยุ) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของบริษัท ทั้งชิปประเภทนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในวงการปศุสัตว์ระดับสากล
“คุณภาพของข้อมูลเนี่ยมันจะต้องถูกส่งมาจาก 2 แบบ คือถูกส่งจากการสื่อสารแบบมีสายกับไม่มีสาย โดย RFID คือการส่งสัญญาณแบบไม่มีสายที่ถูกที่สุด และไม่ใช้แบตเตอรี่…RFID เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะมีอายุมากแล้ว แต่ทำไมมันยังคงมีอยู่ นั่นเพราะยังเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการให้ข้อมูลต่อกลุ่มๆ หนึ่งที่มีความจำเป็นต้องใช้”

อย่างไรก็ตาม ดร.บดินทร์เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก อีกหนึ่งจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “technical service mind” ซึ่งเป็นการผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมกับหัวใจของการบริการ
“Service mind มันไม่พอ เราเรียกมันว่า technical service mind” เขาอธิบายว่า ลูกค้าของบริษัทไม่ได้ต้องการเพียงซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าได้ตรงเวลา แต่ต้องการพันธมิตรที่สามารถช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคได้จริง ไม่ว่าจะอยู่คนละซีกโลกหรือมีเวลาต่างกัน 10 กว่าชั่วโมง ทีมงานยังพร้อมตอบคำถาม สนับสนุนข้อมูล และร่วมแก้ปัญหาไปกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ความใกล้ชิดกับลูกค้าดังกล่าวนำไปสู่อีกระดับของความสัมพันธ์ที่หาได้ยากในอุตสาหกรรม นั่นคือการทำหน้าที่เป็น “Extended R&D Team” หรือทีมวิจัยและพัฒนาที่ขยายออกไปจากองค์กรของลูกค้าเอง สำหรับลูกค้าหลายรายบทบาทของ SICT จึงไม่ได้จบลงที่การส่งออกแบบและส่งมอบชิป แต่ขยายไปสู่การเป็นคู่คิดด้านนวัตกรรม โดย ดร.บดินทร์กล่าวว่า ทีมงานพร้อมเสนอแนวทางและทางเลือกที่ดีที่สุด
“เพราะฉะนั้นเวลาลูกค้าคิดอะไรไม่ออกเนี่ยควรจะโทรมาถามเรา เราก็จะบอกว่าเรามีโซลูชันแบบนี้ ลองเอาไปใช้ดูไหม ถ้าได้คุณก็ใช้ ถ้าไม่ได้คุณลองไปดูคู่แข่งได้ ไม่เป็นไร”
อนาคตตลาดชิป
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เคยผ่านคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดร.บดินทร์มองว่าความผันผวนเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ โดยไม่ถึงกับเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวล
“ธุรกิจนี้เติบโตมาตลอดตั้งแต่ปี 1980 จนถึง 2020” เขากล่าวพร้อมอธิบายเสริมว่า แม้ธุรกิจจะเป็นกราฟที่ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในระลอกหนึ่งจะมีการขึ้นลงภายในเส้นทุก 2-3 ปีตามภาวะเศรษฐกิจและระดับสินค้าคงคลังของตลาด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าความต้องการชิปจะเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่คือชิปจะเข้าไปอยู่ในส่วนใดของชีวิตมนุษย์ได้อีกบ้าง “เราหนีไม่ได้จากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เลย” เขากล่าว ในภาพอนาคตนั้น RFID คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ ดร.บดินทร์เชื่อว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณสมบัติของมันจะทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับโลกยุคใหม่
ตั้งแต่การติดตามทรัพย์สิน การยืนยันตัวตน ไปจนถึงการจัดการซัพพลายเชนระดับโลก ดร. บดินทร์ยกตัวอย่างตั้งแต่แบตเตอรี่รถยนต์ EV ที่ต้องระบุตัวตนของแต่ละเซลล์ ไปจนถึงสินค้าลักชัวรีที่ฝังชิปเพื่อป้องกันการปลอมแปลง
“กระเป๋ายี่ห้อดังๆ บางแบรนด์ไม่มีใครรู้หรอกกว่าข้างในมันมีชิปซ่อนอยู่” ทุกสิ่งกำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันได้ การเปลี่ยนผ่านจากโลกดิจิทัลสู่โลกแห่ง Connectivity ทำให้เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นของเศรษฐกิจ
ยุคใหม่
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในมุมมองของเขาคือ โลกกำลังก้าวผ่านยุค Internet of Things ไปสู่ยุคของ Data Economy อย่างเต็มตัว ดร.บดินทร์อธิบายว่า หัวใจของยุค AI ไม่ใช่อัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพของข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบ
เมื่อสิ่งที่สำคัญในเรื่องของ AI นั่นก็คือข้อมูล และเมื่อ AI ต้องการข้อมูลจำนวนมหาศาล คุณภาพของข้อมูลจึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าได้หรือไม่ ดร.บดินทร์ยกตัวอย่างฝักบัวพรีเมียมรายหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ฝังชิปในสินค้า
“เขาใส่ชิปเราเข้าไปในนั้น เพราะว่าฝักบัวขายปีหนึ่งประมาณ 1 หมื่อชิ้น ชิ้นหนึ่ง 3 หมื่นกว่าบาท เขาติดชิปเพื่อระบุว่านี่คือของแท้”
ผลกระทบของตลาดชิปในอนาคตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่จะขยายไปสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง การแพทย์ การค้าปลีก ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เพราะท้ายที่สุดแล้วโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่เชื่อมต่อผ่านข้อมูล สะท้อนให้เห็นว่างเซมิคอนดักเตอร์กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานของเศรษฐกิจข้อมูล และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเติบโตในศตวรรษอนาคต

หัวใจองค์กร
หากเซมิคอนดักเตอร์คือหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นักออกแบบชิปก็ไม่ต่างอะไรจากหัวใจขององค์กร สำหรับ ดร.บดินทร์การแข่งขันในธุรกิจนี้ไม่ได้ เริ่มต้นจากฮาร์ตแวร์หรือซอฟต์แวร์ แต่เริ่มต้นจากคุณภาพของบุคลากรหรือวิศวกรที่เป็นสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่ามิได้
“Asset ที่สำคัญสำหรับผมก็คือน้องๆ ในบริษัท อย่างอื่นเรียกว่าแทบเทียบค่าไม่ได้เลย” เขากล่าวอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะสำหรับ SICT ที่เน้นการจดสิทธิบัตรสินทรัพย์ทางปัญญา ความสามารถของคนจึงเป็นปัจจัยที่กำหนดว่าองค์กรจะสร้างนวัตกรรมใหม่ได้เร็วเพียงใด และจะรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้หรือไม่
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า วิศวกรไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้จริงหรือ ดร.บดินทร์ตอบคำถามนี้อย่างไม่ลังเลว่า วิศวกรไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกผ่านผลงานจำนวนมากที่พิสูจน์มาแล้ว “ผมเป็นคนหนึ่งที่ภูมิใจกับบริษัทนี้ เพราะว่าดีไซเนอร์ที่ตีเจ้าใหญ่ๆ ในตลาดเนี่ยเป็นดีไซเนอร์ไทยหมด เราภาคภูมิใจมากกับความสามารถของน้องๆ คนไทยที่นี่”
ความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากเกิดจากการสะสมประสบการณ์ การลองผิดลองถูก และการสร้างชื่อเสียงต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับแนวหน้าของตลาดเฉพาะทางบางประเภท โดยปัจจุบัน SICT มีลูกค้าประมาณ 40 ประเทศทั่วโลก โดย 60-65 % มาจากทวีปยุโรป และที่เหลืออยู่ในโซนเอเชีย
ความสามารถระดับโลกนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากการรับบุคลากรระดับหัวกะทิเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบการพัฒนาคนที่จริงจังอย่างต่อเนื่อง ดร.บดินทร์ยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดแคลนนักออกแบบชิปอย่างมาก “ทุกวันนี้ต้องบอกว่าไม่พอ ไม่พอจริงๆ” เขากล่าว เนื่องจากนักออกแบบชิประดับสูงในต่างประเทศส่วนใหญ่จบปริญญาโทหรือปริญญาเอก

ขณะที่ประเทศไทยมีบุคลากรกลุ่มนี้จำนวนจำกัด บริษัทจึงต้องสร้างคนขึ้นมาเองผ่านระบบ On-the-Job Training ที่เข้มข้น โดยรับบัณฑิตปริญญาตรีเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาความสามารถภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำงานในระดับเดียวกับผู้เชี่ยวชาญสากลได้ “เราใช้เวลาประมาณ 3 ปี กว่าเขาจะเริ่มทำงานได้จริงๆ จังๆ” ดร.บดินทร์อธิบาย
หากมองในมุมกลับกัน การลงทุนในคนกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญ เพราะองค์กรต้องยอมรับต้นทุนตั้งแต่วันแรกที่รับพนักงาน บริษัทจึงทุ่มงบประมาณในการสร้างนิเวศการเรียนรู้ ทั้งการเรียนรู้ภายใน การทำโปรเจกต์จริง และการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูกจนเกิดความเชี่ยวชาญ
“เราเชิญอาจารย์มาจากที่เกาหลี จากไอร์แลนด์ จากเยอรมนี มาสอนน้องๆ ในทีมเรา” ดร.บดินทร์เล่า เพื่อทำให้บุคลากรสามารถเรียนรู้แนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมและต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งผู้บริหารท่านนี้มองว่านี่คือหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยยกระดับศักยภาพของคนไทยให้สามารถแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกได้
อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ที่ผ่านการทำงานระดับโลกมาตลอดช่วงชีวิต ดร.บดินทร์เชื่อว่า ความเก่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอในการสร้างองค์กรที่ยั่งยืน “เราไม่ได้เลือกคนเก่งเฉพาะ IQ อย่างเดียว” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า บริษัทให้ความสำคัญกับ “จิตวิญญาณที่ดี” ไม่แพ้ความสามารถทางวิชาการ เพราะความเคารพผู้อื่น ความถ่อมตน และความพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งนี้คือคุณสมบัติที่ทำให้ทีมสามารถสร้างผลงานระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง
ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความรู้สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้เสมอ แต่ทัศนคติและคุณค่าภายในของคนคือสิ่งที่สร้างได้ยากที่สุด พร้อมกันนั้น SICT พร้อมให้ผลตอบแทนความทุ่มเทนี้ผ่านผลตอบแทนและโอกาสเติบโต ไม่ว่าจะเป็นโครงการถือหุ้นพนักงาน โบนัสพิเศษสำหรับผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ หรือรางวัลสำหรับผู้สร้างสิทธิบัตรใหม่ให้กับบริษัท
“เราก็ต้องมั่นใจว่าเรารักษาเขาได้เพราะว่าคนที่เก่งเนี่ยบางคนก็ถูกฮันต์ไปอยู่สิงคโปร์บ้างก็มี บางคนก็กลับมา บางคนก็ยังอยู่ที่ต่างประเทศต่อไป เราก็แฮปปี้ถ้าน้องๆ ได้มีโอกาส ได้ติดแบรนด์เราแล้วก็บินไปอยู่ที่อื่น”
ผลงานไทยในเวทีโลก
ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของ SICT อาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเติบโตของรายได้หรือส่วนแบ่งตลาด หากแต่เป็นการพิสูจน์ว่าประเทศไทยสามารถสร้างบริษัท Deep Tech ที่แข่งขันในเวทีโลกได้จริง ดร.บดินทร์เชื่อว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยไม่ควรอยู่บนฐานของการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การเชื่อมต่อ และปัญญาประดิษฐ์ ประเทศที่สามารถสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำได้จะเป็นผู้กำหนดคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมในการแก้โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในอนาคตการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยจึงไม่อาจเป็นภารกิจของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรม การมีอยู่ของ SICT จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จขององค์กร แต่คือทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
“เราก็พยายามทำงานกันอยู่กับทางภาครัฐนะครับ…ผมคิดว่าในภาคส่วนบริบทของคนไทยมันสามารถเติบโตได้อีกเยอะ มันเป็นโอกาส เราอย่ามองว่าเทคโนโลยีเป็นต้นทุน เราต้องมองเทคโนโลยีเป็น added value”

จากบริษัทสตาร์ทอัพไทยเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับลูกค้าทั่วโลก วันนี้ SICT จึงก้าวสู่การเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของบริษัทเทคไทยบนเวทีสากล และอาจเป็นต้นแบบของบทใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศอีกต่อไป แต่สามารถเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งออกองค์ความรู้ และสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคตของโลกได้ไม่ต่างกัน
“เราต้องการ provide connectivity solution ด้วยนวัตกรรมของเราสู่ตลาดโลก” ดร.บดินทร์กล่าวย้ำทิ้งท้าย
ภาพ : เอกพงศ์ ตันติผลประเสริฐ และ SICT
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : รัตนศิริ ติลกสกุลชัย ฟันเฟืองขับเคลื่อนครัวไทยสู่เวทีโลก



