รัตนศิริ ติลกสกุลชัย ฟันเฟืองขับเคลื่อนครัวไทยสู่เวทีโลก

รัตนศิริ ติลกสกุลชัย ฟันเฟืองขับเคลื่อนครัวไทยสู่เวทีโลก

ในห่วงโซ่อาหารโลกที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น บทบาทขององค์กรเบื้องหลังอย่างอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กลายเป็นสมการที่เติบโตสัมพันธ์กันอย่างปฏิเสธไม่ได้ รัตนศิริ หนึ่งในผู้นำธุรกิจดังกล่าว พร้อมฉายภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยท่ามกลางวาระใหญ่ที่ไทยเราเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นครัวโลก


    รัตนศิริ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด (Tetra Pak Thailand) นิยามบทบาทขององค์กรว่า “เราเป็นผู้ให้บริการโซลูชันที่ครบวงจร” แต่ในวันนี้มีความหมายครอบคลุมยิ่งขึ้น จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตเป็นผู้เชื่อมโยงทั้งระบบ เต็ดตรา แพ้คจึงเป็นอีกกลไกหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตของอาหารในระดับโครงสร้างซึ่งใกล้ตัวมากกว่าที่เราคาดคิด


เบื้องหลังอุตสาหกรรมโลก

    ในอุตสาหกรรมอาหาร การแข่งขันไม่ใช่เพียงเรื่องรสชาติและคุณภาพ หากแต่เป็นทั้งระบบที่อยู่เบื้องหลัง นับแต่แหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยีการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงวิธีที่สินค้า 1 ชิ้นจะเดินทางไปถึงมือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้ ความซับซ้อนนี้ทำให้อุตสาหกรรมอาหารกลายเป็นมากกว่าเรื่องของการผลิต แต่เป็นเรื่องของระบบนิเวศที่มีความเชื่อมโยงกัน

    บทบาทของธุรกิจอย่างเต็ดตรา แพ้ค จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ หากแต่เป็นองค์กรที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทยมากว่า 45 ปี โดยมีรากฐานจากประเทศสวีเดนที่สั่งสมประสบการณ์ในระดับโลกมากกว่า 70 ปี การเดินทางขององค์กรจึงไม่ใช่เพียงการขยายตลาด แต่คือการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบที่เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง  

    อีกด้านหนึ่งการดำเนินธุรกิจในกว่า 160 ประเทศไม่ได้ถูกประกาศเล่าด้วยเสียงที่ดังมากนัก หากแต่เป็นองค์กรที่วางตัวเป็นคู่คิดสำหรับบริษัทด้านอาหารและเครื่องดื่มในทั้งระบบ ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีพาร์ตเนอร์ในไทยกว่า 100 ราย “ทั่วโลกเนี่ยเราเรียกว่าแบ่งเป็น 26 market companies ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เราก็ดูหลายประเทศ ก็ครอบคลุมประมาณ 160 กว่าประเทศทั่วโลก...มันทำให้เรามีการแชร์ข้อมูลกัน รวมถึงด้านนวัตกรรม และข้อมูลทางด้านตลาด” รัตนศิริกล่าวเสริม


    เครือข่ายระดับโลกจึงทำหน้าที่เหมือนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในมิติต่างๆ ได้ก่อนจะกลายเป็นกระแสหลัก และนำความรู้นั้นกลับมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยที่ถูกมองว่ามีมิติที่ครบครันทั้งด้านทรัพยากร ชื่อเสียง คุณภาพ ความชำนาญ และระบบนิเวศที่พร้อม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเต็ดตรา แพ้ค จึงได้ลงทุนสร้างศูนย์ PDC (Product Development Center) บนพื้นที่รวมกว่า 3,700 ตารางเมตร ภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) จังหวัดระยอง เพื่อเป็นศูนย์การพัฒนาสูตรและทดลองผลิตภัณฑ์ระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาแนวคิดไปจนถึงการผลิตจริงเพื่อวางจำหน่าย

    รัตนศิริอธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังการเลือกทำเลในการลงทุนครั้งนี้ไว้ว่า “ในเชิงของยุทธศาสตร์มันมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และเป็นศูนย์กลางทั้งในเรื่องของลูกค้าที่จะเดินทางไปทดลองด้วย รวมถึงการนำเข้า การส่งออกพวกตัววัตถุดิบต่างๆ” โครงสร้างที่รองรับแนวคิดนี้ถูกออกแบบไว้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่สำนักงานที่กรุงเทพฯ ทำหน้าที่เป็นต้นทางของพื้นที่ความคิด “ที่กรุงเทพฯ เรามี Customer Innovation Center (CIC) ที่ที่ลูกค้ามาเพื่อหาไอเดีย แล้วก็อาจจะออกแบบ prototype และเมื่อลูกค้าอยากจะทดลองผลิตจริงแล้ว เราจึงนำไอเดียไปต่อยอดอย่างครบวงจรที่ศูนย์ PDC ระยอง” เธอกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ยูนิตที่ให้บริการ โดยสุดท้ายแล้วศูนย์ที่ระยองจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลายทางได้อย่างครบวงจร


ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาหารโลก

    ในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงจากศักยภาพด้านการผลิต แต่รวมถึงความพร้อมของระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว “ถ้าจะพูดถึงว่าในภูมิภาคนี้ ทำไมเราเลือกประเทศไทย ก็ต้องบอกว่าเรามีความครบ” รัตนศิริกล่าวย้ำถึงโปรเจ็กต์ล่าสุด พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งฐานการเกษตรที่แข็งแกร่ง ซึ่งความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นผลจากการสะสมองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง “มันไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างได้ในวัน 2 วัน หรือปี 2 ปี แต่มันคือสิ่งที่ (ไทย) เราสะสมมา” เธอกล่าวพร้อมเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีบริษัท ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายในอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดและเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาไปสู่การเป็นฮับของภูมิภาคอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารไม่ได้จบลงที่โรงงานผลิต แต่เป็นการขยายตัวสู่ระบบเศรษฐกิจอาหารโลก (global food system) หนึ่งโรงงานที่ครบครันด้านนวัตกรรมสามารถที่จะเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน เช่นเดียวกับเป้าหมายของเต็ดตรา แพ้ค ที่รัตนศิริเน้นย้ำว่า องค์กรไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้บริการโซลูชันแก่ลูกค้า แต่เป็นการวาง “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับการผลิตจริงอย่างไร้รอยต่อ

    ตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดคือ การที่รัตนศิริยกตัวอย่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในภูมิภาคอย่าง “กะทิ” ที่จากเดิมตลาดโลกคุ้นเคยกับภาพจำแบบกระป๋อง แต่ประเทศไทยได้พัฒนาให้อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบกล่อง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปแบบบรรจุภัณฑ์ หากแต่สะท้อนการออกแบบระบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งอายุสินค้า ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยี Tetra Recart หรือบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษชนิดพิเศษที่สามารถทนความร้อนและแรงดันได้ดี “อันนี้จะเป็น retortable carton มันเป็นระบบปิด ปลอดเชื้อ (ฆ่าเชื้อแล้วก็บรรจุ) แล้วก็เก็บไว้ได้นาน ไม่ต้องใช้วัตถุกันเสีย” เธอกล่าวถึงผลงานชิ้นสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาให้นำไปต่อยอดสู่การบรรจุแกงประเภทพร้อมกินที่สามารถเปิดและอุ่นร้อนกินได้ทันที 


    นวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหารจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวสินค้า แต่คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับระบบ ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นไปจนถึงการส่งมอบสู่ตลาดโลก และในอีกด้านหนึ่งของห่วงโซ่นี้ เทคโนโลยีการผลิตเองก็กำลังถูกยกระดับผ่านแนวคิดการเชื่อมโยงแบบบูรณาการ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ระบบ Factory OS ของเต็ดตรา แพ้ค ที่ถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่เสมือนระบบปฏิบัติการของโรงงานที่รวมข้อมูลจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมดมาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว แทนที่โรงงานจะต้องบริหารจัดการแยกระบบตามผู้ผลิตเครื่องจักรแบบเดิม Factory OS จะเปิดโอกาสให้ทุกอุปกรณ์ ไม่จำกัดเฉพาะของเต็ดตรา แพ้ค สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ในภาพรวมเดียว 

    ผลลัพธ์คือ ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นทั้งกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น จากเดิมที่ระบบควบคุมถูกจำกัดอยู่เฉพาะเครื่องจักรบางส่วน เทคโนโลยีนี้จึงเปลี่ยนโรงงานให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถบริหารจัดการทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน และความต่อเนื่องของการผลิตได้ในมิติที่ลึกขึ้น “ถ้าเปรียบง่ายๆ มันเป็นเหมือนแอปที่ช่วยเชื่อมต่อเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานของลูกค้าเนี่ยขึ้นมาอยู่บนบนแอปเดียว เพื่อให้ลูกค้าสามารถที่จะบริหารจัดการโรงงานเขาได้” รัตนศิริอธิบายหนึ่งในนวัตกรรมของวงการนี้เพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น


เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก 

    ในอดีตความยั่งยืนอาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่ในโลกปัจจุบันความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนสถานะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ “ต่อไปมันจะกลายเป็น license to operate แล้ว” รัตนศิริกล่าวอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม กฎระเบียบในหลายประเทศ รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มในการโอบรับแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญในระบบเศรษฐกิจอาหารโลก

    "ทุกวันนี้คนเริ่มสนใจเรื่องความยั่งยืนกันมากขึ้น (ลูกค้า) ก็เข้ามาหาเรา มาขอคุย เราก็มองว่ามันเป็น evolution ที่จะค่อยๆ เห็น ทั้งผู้ประกอบการ สมาคมต่างๆ ก็มีการคุยเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้น รวมไปถึงส่วนของกฎระเบียบต่างๆ เพื่อที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน" รัตนศิริสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปจนส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมขยับจากปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามรัตนศิริออกความเห็นว่า “คุณจะต้องพร้อมในเรื่องนี้” พร้อมขยายความว่า ในปัจจุบันธุรกิจยุคใหม่ไม่สามารถมองประเด็นนี้แยกขาดจากกลยุทธ์หลักได้อีกต่อไป เพราะแรงกดดันนั้นกำลังมาจากทุกมิติ


    สำหรับเต็ดตรา แพ้ค การปรับตัวคือการออกแบบใหม่ทั้งระบบ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มสัดส่วนของวัสดุหมุนเวียน (renewable materials) ในบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กระดาษจากป่าปลูกที่ได้รับการรับรอง การพัฒนาพลาสติกจากพืช (bio-based) หรือแม้แต่การวิจัยเพื่อลดการพึ่งพาวัสดุอย่างอะลูมิเนียมฟอยล์ ด้วยการพัฒนาชั้นปกป้องรูปแบบใหม่ ในขณะเดียวกันการลงทุนด้านความยั่งยืนยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิต เช่น การออกแบบเครื่องจักรให้ใช้พลังงานและน้ำน้อยลง ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิล เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริงหลังการใช้งาน

    แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะมาพร้อมกับต้นทุนในระยะสั้น แต่ในมุมมองของรัตนศิริสิ่งนี้คือการลงทุนเพื่ออนาคต เพราะในระยะยาวทรัพยากรที่ไม่หมุนเวียนย่อมมีข้อจำกัด และระบบเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวไปสู่รูปแบบที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “สิ่งที่เราทำมันอาจจะเป็นต้นทุนในวันนี้ แต่มันจะทำให้เราพร้อมสำหรับอนาคต” เธอสรุป


ตัวช่วยผู้ประกอบการ

    ท่ามกลางโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทย ประเด็นสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่อง “ทำได้มากแค่ไหน” แต่คือ “ทำให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” ด้วยประเทศไทยกำลังขยับบทบาทจากผู้ส่งออกวัตถุดิบไปสู่ผู้เล่นที่สร้างคุณค่าในห่วงโซ่มากขึ้น “วันนี้เราไม่ได้พูดถึงสินค้าเกษตรแบบคอมโมดิตีแล้ว แต่กำลังพูดถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม” รัตนศิริอธิบายพร้อมชี้ว่า ความท้าทายของอุตสาหกรรมอยู่ที่การแปรรูปและพัฒนาให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยคุณภาพและนวัตกรรม 

    ขณะเดียวกันจุดแข็งของไทยยังคงเป็นฐานที่สำคัญ ทั้งประสบการณ์ในอุตสาหกรรม บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และระบบการศึกษาด้าน Food Science ที่เธอมองว่าประเทศไทยอยู่ในระดับมาตรฐานระดับสากล “เรามีทั้งความรู้ ความสามารถ และชื่อเสียงที่สั่งสมมา เมื่อพูดถึงอาหาร ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบอยู่” เธอกล่าว แต่ความได้เปรียบนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตามให้ทันเทรนด์โลก และเร่งเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้จริง “สิ่งสำคัญคือทำยังไงให้ผู้ประกอบการสามารถนำไอเดียไปพัฒนาเป็นสินค้าได้เร็วที่สุด” 



    อย่างไรก็ตามเมื่อมองลึกลงไปในระดับของการลงมือทำจริง ความท้าทายของผู้ประกอบการกลับไม่ได้ลดลงตามโอกาสที่เพิ่มขึ้น แม้แหล่งวัตถุดิบด้านอาหารของไทยมีอยู่มากมาย แต่ความท้าทายก็ยังคงมีอยู่ในทุกย่างก้าว เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องการหาไอเดีย แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันเวลา ในยุคที่เข็มวินาทีของผู้บริโภคเดินเร็วกว่าที่เคย เมื่อชวนรัตนศิริถกเรื่องความท้าทายของผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทย เธอแสดงมุมมองในฐานะผู้ที่คลุกคลีมากับวงการนี้อย่างยาวนานว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ทุนหรือทรัพยากร “ทุนมีถ้าจะลงทุน แต่มันเป็นเรื่องของความมั่นใจ” คำตอบนี้ชี้ให้เห็นว่าความลังเลคือคอขวดสำคัญในกระบวนการเติบโตหรือแม้แต่การเริ่มลงมือ

    รัตนศิริฉายภาพว่า การพัฒนาสินค้า 1 ชิ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสูตรหรือรสชาติอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยหลากหลายตัวแปรที่ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจ “เขาจะต้องตัดสินใจหลายอย่างมาก…จะผสมแบบไหน จะฆ่าเชื้อแบบไหน…จะต้องใช้เครื่องจักรความเร็วเท่าไร” กระบวนการเหล่านี้สะท้อนว่าการผลิตอาหารในปัจจุบันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยทั้งข้อมูล เทคโนโลยี และประสบการณ์ประกอบกัน และหากตัดสินใจผิดเพียงจุดเดียว อาจหมายถึงการลงทุนที่สูญเปล่า

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวเธอจึงแสดงความคิดเห็นว่า การมีคู่คิดที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในวันที่โลกเต็มไปด้วยความซับซ้อนทั้งจากฝั่งผู้บริโภคและฝั่งผู้ผลิต การเลือกพันธมิตรที่เหมาะสมจะเป็นทางลัดที่สำคัญเพื่อให้เป้าหมายถึงเร็วขึ้น “เราก็หวังว่าเราจะช่วยตรงนี้ได้ ที่นี่ลูกค้าสามารถมาทดลองเป็น semi-industrial scale ก่อนได้ ว่าขอลองแบบนี้ก่อนว่าจะออกมาเป็นหน้าตาแบบไหน โอเคไหม จะได้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น” รัตนศิริกำลังสะท้อนแนวคิดถึงการเปลี่ยนบทบาทผู้ขายโซลูชันไปสู่ “ผู้ร่วมตัดสินใจ” ที่ช่วยให้ลูกค้าเดินได้เร็วขึ้นในเส้นทางที่ไม่แน่นอน ซึ่งนับเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยเปลี่ยนความไม่แน่ใจให้กลายเป็นความชัดเจนจากข้อมูลที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างรอบด้าน



เติบโตไปด้วยกัน

    เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดบทสนทนาวิสัยทัศน์ของรัตนศิริไม่ได้ถูกนิยามผ่านคำศัพท์เชิงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากนัก แต่เป็นการสะท้อนผ่านแนวคิดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่น ไม่ว่าจุดยืนของการเป็นพาร์ตเนอร์ผ่านคำกล่าวที่ว่า “เราต้องการที่จะเป็นพันธมิตรที่สำคัญในการที่จะสนับสนุนการเติบโตของเขาตั้งแต่ต้นทางตั้งแต่ไอเดียหาโอกาสร่วมกัน การหาทางแก้ปัญหาต่างๆ แล้วก็การนำเสนอโซลูชันให้เขาเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน” อันทำให้เห็นภาพวิธีคิดของผู้นำที่มองความสำเร็จของผู้ประกอบการไปพร้อมๆ กับทิศทางขององค์กร ที่สุดท้ายแล้วเธอกำลังสร้างผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าและอุตสาหกรรมโดยรวม


    อีกมิติหนึ่งวิสัยทัศน์ของรัตนศิริยังให้ความสำคัญกับ “โอกาส” มากกว่าข้อจำกัด แม้ในบริบทที่เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เธอยังมองว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในด้านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า มุมมองนี้สะท้อนความเชื่อที่ว่าการเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถูกถามว่า อยากให้เธอและองค์กรถูกจดจำในฐานะอะไร คำตอบไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำของตลาดหรือความสำเร็จเชิงตัวเลข หากแต่เป็นภาพของผู้ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เติบโต 

    “อยากจะให้เขามองว่าเราเป็นคนที่ช่วยเขาหาโอกาสในเรื่องของการเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รัตนศิริกำลังนิยามของความสำเร็จที่แตกต่างออกไป นั่นคือการไปถึงจุดหมายหรือประสบความสำเร็จเพียงลำพังอาจไม่น่าภาคภูมิใจมากไปกว่าการพาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินไปถึงจุดหมายพร้อมกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วองค์กรที่แข็งแกร่งที่สุดอาจไม่ใช่องค์กรที่เติบโตเร็วที่สุด หากแต่เป็นองค์กรที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


 ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วรพล นิธิปิติกาญจน์ พันธกิจทายาทเจน 3

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine​