“เศรษฐีใจบุญ” เป็นคำนามที่เรามักใช้เรียกขานผู้มีฐานะดีที่มีหัวใจของการแบ่งปันผ่านการทำกุศลในหลากหลายรูปแบบ โดยไม่ยึดติดกับผลตอบแทน เป็นความต้องการให้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้มีโอกาสเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อครั้งที่กลุ่มพฤกษา โฮลดิ้ง ได้ขยายมาทำธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต หลายคนมองว่าเป็นการขยายธุรกิจธรรมดาเพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มโอกาสทำรายได้ แต่โดยเนื้อแท้แล้วธุรกิจโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีความมุ่งหวังที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชนที่บริการดี ไม่แออัด และราคาไม่แพง
“ตอนแรกที่เราทำโรงพยาบาลก็คิดว่าจะทำโรงพยาบาลให้ดี รักษาผู้ป่วยให้หายได้โดยคิดราคาไม่แพง แต่พอทำจริงมันยากมาก รักษาผู้ป่วยได้แต่เรื่องราคาทำได้เพียงระดับกลาง เพราะต้นทุนสูงมาก” ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวกับทีมงาน Forbes Thailand ในการให้สัมภาษณ์พิเศษเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากเขาไม่ได้นั่งตำแหน่ง CEO พฤกษาฯ มานาน เหตุผลที่เขาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นเพราะเรื่องที่ Forbes ขอสัมภาษณ์ไปคือ เรื่อง “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์”
“ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์เป็นทุนส่วนตัวของผมเอง ไม่ใช่บริษัท ผมทำทุนนี้เมื่อปี 2553 แต่ก่อนหน้านั้นก็ให้ทุนต่างๆ ไปกับผู้ที่ต้องการ ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม แต่ไม่เป็นกิจจะลักษณะ” ทองมา ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งพฤกษาฯ องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทอธิบายที่มาของทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ที่เขาตั้งใจ และทำต่อเนื่องจริงจังมานานกว่า 15 ปี ที่จริงนานกว่านี้เพราะเขาทำส่วนตัวแบบให้เปล่า โดยไม่ใช่ลักษณะกองทุนมาก่อนหน้านี้นับตั้งแต่เขาประสบความสำเร็จ ธุรกิจไปได้ดี และมีผลกำไร เขาเลือกที่จะให้กับคนที่ต้องการและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
เด็กบ้านนอกผู้มีโอกาสส่งต่อ
ทองมาเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากที่ตัวเขาเองเป็นเด็กต่างจังหวัด (ชลบุรี) มีโอกาสได้เข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมโยธา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนั้นครอบครัวเขาเป็นคนต่างจังหวัดไม่ได้มีฐานะดีอะไร การได้เข้าเรียนที่กรุงเทพฯ ต้องใช้ทุนพอสมควร เขามีโอกาสที่ดีเพราะได้รับทุนการศึกษาในฐานะนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจน ทำให้เขาได้เรียนจนสำเร็จการศึกษา
สิ่งนี้เป็นความประทับใจที่ฝังอยู่ในสำนึกส่วนตัวว่าวันหนึ่งเมื่อเขามีมากขึ้น เขาจะทำบุญด้วยการให้ทุนการศึกษาเหล่านี้แก่ผู้ที่ต้องการ หรือผู้ที่ด้อยโอกาสแต่เรียนดี มีความตั้งใจ โดยเขาไม่ได้ยึดติดในการคัดเลือก ให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยเขามีเจตนาเพียงแค่จะมอบทุนให้กับผู้ที่ทางมหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม ซึ่งเขาทำเช่นนี้เรื่อยมา
จนกระทั่งในปี 2553 ทองมาได้ตั้ง “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และเดินหน้ามอบทุนให้กับผู้ที่ต้องการโดยผ่านองค์กรผู้คัดเลือกคือ สถาบันการศึกษาต่างๆ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย

“ที่จริงตลอดกว่า 30 ปีมานี้ผมได้ให้ทุนด้านต่างๆ เรื่อยมา เป็นความตั้งใจส่วนตัว และการให้เหล่านี้ก็เป็นทุนส่วนตัวทั้งสิ้น” ทองมาเผยภารกิจประจำทุกปีของเขาคือ ต้องมีการทำบุญ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ทำบุญศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการให้กับเพื่อนมนุษย์เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ทุนทุกบาททุกสตางค์ของเขาไม่มีข้อผูกมัด ไม่ต้องมีการชดใช้ทุนหรือใดๆ เป็นการให้เปล่าทั้งหมด พอทำมาเรื่อยๆ จึงคิดว่าควรทำให้เป็นกิจจะลักษณะจึงเป็นที่มาของทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์
เมื่อทำทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์ขึ้นก็มีพนักงานที่เป็นจิตอาสาเข้ามาช่วย พวกเขาช่วยเสาะแสวงหาผู้ต้องการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการศึกษา หรือเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ทำให้ทุนนี้กระจายสู่ผู้รับได้กว้างขึ้น ในแต่ละปีทองมาให้ทุนช่วยเหลือปีละ 50 ล้านบาทโดยประมาณ ถามว่า เท่ากันทุกปีไหม คำตอบคือ ไม่เท่ากัน มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่โอกาสและความต้องการ
เมื่อถามว่า ที่ทำต่อเนื่องจริงจังมา 15 ปีทำบุญไปมากน้อยเพียงใด คำตอบที่ได้คือ “การให้ทุนตลอด 15 ปีที่ผ่านมาถ้าเป็นการศึกษาจะอยู่ที่ 250 ล้านบาท ศาสนาราว 60 ล้านบาท และด้านสังคมกว่า 217 ล้านบาท นี่คือยอดที่ทำเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก่อนหน้านี้ที่ทำไปไม่ได้นับรวมเข้ามา” และกล่าวต่อว่า ความช่วยเหลือเป็นตัวเงินนี้เพียงเพื่อแบ่งเบาภาระและทำให้เดินหน้าได้ แต่ความสำเร็จของผู้ที่ได้รับทุนเหล่านี้ไปจะก้าวหน้าเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความพยายาม ความตั้งใจ ความวิริยะอุตสาหะของคนคนนั้นเอง

ทุนการศึกษาทุกคนทราบดีว่าต้องเป็นการมอบให้ผ่านทางสถาบันการศึกษา แต่ในด้านสังคมเขาให้ความสำคัญหรือคัดเลือกอย่างไร ทองมาได้ยกตัวอย่างการให้ทุนช่วยเหลือสังคม เช่น โครงการผ่าตัดตาต้อกระจกของคนเนปาลที่วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล มูลนิธิศรีรัตนโกสินทร์ โครงการบ้านทานตะวัน มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิกระจกเงาที่ช่วยตามหาคนหาย มูลนิธิคุ้มครองเด็ก มูลนิธิธรรมรักษ์ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญาซึ่งช่วยผู้ป่วยที่หายแล้วฝึกวิชาชีพ มูลนิธิสวนแก้วของพระพยอมกัลยาโณ สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือที่ทองมาทำเน้นกระจายไปในหลายกลุ่ม นั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง โดยบริจาคผ่านองค์กรการกุศล ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ เป็นการช่วยสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม
การช่วยให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่เพียงทำให้คนนั้นมีชีวิตดีขึ้น แต่หมายความว่า ทำให้คนนั้นเป็นประชากรที่ดี มีพลกำลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการประกอบอาชีพ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีกับตัวเอง ครอบครัว และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

ช่วยเมื่อพร้อม โตไปด้วยกัน
ความช่วยเหลือที่ทองมาให้มาตลอด 30 ปีเขาไม่ได้ใช้บริษัทเป็นผู้ให้ แต่ให้ด้วยตัวเองเพราะอยากช่วยเหลือผู้อื่น และการให้ของเขาก็เป็นไปในลักษณะพอประมาณ ช่วยตามกำลังความสามารถ ตอนที่ฐานะเริ่มดีขึ้นจึงได้เริ่มให้ความช่วยเหลือ เรียกว่าช่วยเมื่อพร้อมก็ไม่ผิด และการที่เขาลุกขึ้นมาทำ “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” ก็เป็นความพร้อมอีกขั้น
ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าสังเกตว่าโดยทั่วไปความช่วยเหลือมักจะทำในนามบริษัทเพราะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีให้กับองค์กรได้ แต่ทองมาเลือกที่จะทำส่วนตัวเพราะเป็นการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ต้องขอความเห็นจากผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นข้อจำกัดของการทำการกุศลสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ทองมาเลือกที่จะทำในแบบที่ตนต้องการ ตามที่เห็นสมควร เป็นการให้ด้วยตัวเองไม่ได้อ้างอิงบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากที่อาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้
“เขาต้องการความช่วยเหลือเราจึงยื่นมือเข้าไปช่วย เช่น มูลนิธิกระจกเงาที่ช่วยตามหาคนหาย หรือคนที่ความจำเสื่อมออกจากบ้านแล้วกลับไม่ถูก และมูลนิธิคุณปวีณา หงสกุลที่ช่วยเด็กและสตรี” ทองมายกตัวอย่าง 2 องค์กรที่การช่วยเหลือมีวัตถุประสงค์ต่างกันเป็นความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังลำบากต้องการความช่วยเหลือมาก เช่น เด็กและสตรีที่ถูกทารุณกรรม มูลนิธิปวีณาเข้าไปช่วยอย่างนี้เขาก็ช่วยผ่านมูลนิธิส่งต่อไปถึง
“เรามองว่าสิ่งเหล่านี้เราสามารถช่วยได้ แต่ไม่ได้ไปช่วยโดยตรง ใช้วิธีบริจาคเงินผ่านมูลนิธิให้เขาไปทำกิจกรรมตามเป้าหมายของเขา” ทองมาอธิบายวิธีคิดและแนวทางการให้ความช่วยเหลือของเขาซึ่งทำในหลายมิติ ส่วนใหญ่จะเป็นการไปช่วยสมทบกับมูลนิธิที่ช่วยเหลืออยู่แล้วให้มีกำลังในการช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น

ทองมาอธิบายว่า กิจกรรมตามเป้าหมายขององค์กรต่างๆ เป็นการช่วยเหลือทางสังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคม เขาก็เข้าไปช่วยด้วยการบริจาค แต่ก่อนที่จะบริจาคเขาเข้าไปประเมินก่อนว่ามูลนิธินี้มีกิจกรรม อะไรเพื่อสังคม น่าเชื่อถือหรือไม่ บริจาคไปแล้วจะไปถึงใคร ตามเป้าหมายอย่างไร ทองมามีทีมไปสำรวจและมารายงานเหมือนกับร่วมพิจารณาว่าอันนี้เป็นไปตามเป้าหมายก็จะช่วยให้ดีขึ้น
“เรากรองผ่านฐานองค์กรที่เขาทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไปมูลนิธิเขานั่นแหละ โดยประเมินมูลนิธิก่อนว่าเขาช่วยคนอย่างไร แค่ไหน ตรงกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่” ทองมาย้ำเพียงสั้นๆ ก่อนจะอธิบายว่า เหตุผลจริงๆ ที่เขาเลือกบริจาคให้กับองค์กรที่ช่วยเหลือคนเป็นเพราะเขามีเงินระดับหนึ่งและเห็นว่าสามารถช่วยได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมทั้งการศึกษา ศาสนา และสังคม
ในด้านศาสนาความช่วยเหลือของทองมาก็ทำผ่านมูลนิธิเช่นกัน ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการสอนศาสนา สำนักสอนทางวิปัสสนากรรมฐาน หรือเป็นเรื่องเผยแผ่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ค่อยเกี่ยวกับซ่อมแซมบูรณะวัดซึ่งมีบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นเรื่องการสอนอบรมวิปัสสนากรรมฐานเป็นส่วนใหญ่ มองว่าการสอนคนให้มีจิตใจที่ดี มีสมาธิตั้งมั่นในความดีเป็นสิ่งสำคัญ
“บางทีเจ้าอาวาสเห็นว่าเราช่วยเหลือทางสังคมเขาก็บอกบุญมาหาเรา เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ไปช่วยเรื่องหลังคาวัดรั่วทำให้องค์พระสิบหมู่ได้รับความเสียหาย เราก็ไปช่วยซ่อมให้” เขาเล่าว่า เคสนี้เป็นการเข้าไปบูรณะด้วยการทำผิวองค์พระขึ้นมาใหม่ และลงรักปิดทองให้กลับมาดีดังเดิม ช่วยแบบนี้ก็ต่างออกไปมีบ้างตามการเรียกร้องที่เห็นว่าจำเป็น

ตัวอย่างการทำบุญหลายๆ อย่างของทองมาคือไม่ได้จำกัดรูปแบบ พิจารณาแล้วเห็นสมควรก็ช่วย โดยไม่ได้ผูกมัดอะไร และไม่ได้หวังในชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ การทำบุญส่วนตัวแบบนี้ต่างจากกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทซึ่งจะแยกกันระหว่างกิจกรรมของบริษัทซึ่งเน้นเป็นกิจกรรม CSR ที่ส่วนใหญ่ต้องเชื่อมโยงกับบริษัทหรือธุรกิจของบริษัท เชื่อมโยงคนกับธุรกิจเข้าด้วยกัน เป็นการทำงานที่ต้องประเมินผลเหมือนเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท ต่างกับการทำส่วนตัวซึ่งไม่ต้องอ้างอิงอะไร ไม่ได้หวังผลเลิศแต่สามารถประเมินความเหมาะสมได้ คล่องตัวและได้ตามความตั้งใจมากกว่า แม้ไม่ต้องประเมินผลแบบธุรกิจแต่เขาก็ประเมินผลความช่วยเหลือด้วยการศึกษาทุกครั้งก่อนที่จะทำการบริจาค
มอบทุนต่อยอดความสำเร็จ
ทองมาในวัย 68 ปี ทำบุญมากว่า 30 ปี ซึ่งถ้าเขาประสบผลสำเร็จทางการงานแล้วจึงทำบุญ แสดงว่าเขาน่าจะเริ่มตอนที่อยู่ในวัย 38 ปี เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเร็วพอสมควร และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาอยากส่งเสริมและให้โอกาสคนด้วยการให้ทุนการศึกษา ทำให้คนหนึ่งได้รับการศึกษาจนสำเร็จ
“สมมุติว่าเราให้ไป 100 คน เกิดความสำเร็จแบบคุณทองมาสักคนก็ถือว่าดีมากใช่ไหม แต่แม้ไม่ได้ถึงขนาดนั้น เพียงแค่เขาผ่านพ้นในช่วงที่จำเป็นต้องใช้เงินมาได้ มีโอกาสเรียนจบก็ถือว่าดีมากแล้ว” เขากล่าวพร้อมเปรียบเทียบกับสมัยที่เป็นนักศึกษาซึ่งก็ได้ทุนการศึกษามา 3 ทุน ทำให้เขาสำเร็จออกมาและสร้างตัวสร้างธุรกิจได้
“การให้ถ้าเราให้กับคนที่เขาขาดจะเป็นประโยชน์กับเขาอย่างมาก บางทีตัวเงินอาจจะไม่มากแต่มีความสำคัญกับคนที่เขาได้รับ อาจจะช่วยเขาเรียนจบ ทำให้ผ่านพ้นในช่วงหนึ่งของความจำเป็นมาได้” เขาย้อนกลับไปที่ตัวเองว่า การได้รับทุนมาถือว่าเป็นคนหนึ่งที่โชคดี ได้เรียนจบและทำงานประสบความสำเร็จ 3 ทุนที่ทองมาได้รับ ทุนหนึ่งเป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุนที่ 2 เป็นของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และทุนที่ 3 เป็นของเอกชน

เมื่อถึงวันที่เขาเป็นฝ่ายให้เอง แน่นอนความรู้สึกย่อมต่างจากผู้รับ แต่ผู้ให้ที่เคยเป็นผู้รับมาก่อนย่อมเข้าใจอารมณ์และความคิดของผู้รับได้ระดับหนึ่ง แม้แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ก็คงไม่ต่างกันมาก สิ่งที่ทองมาทำไม่ใช่เพียงแค่การให้ทุนแบบสักแต่ให้ไปเท่านั้น แต่เขามีการสำรวจก่อนว่าทุนที่มหาวิทยาลัยมอบให้นักศึกษายังมีช่องว่างตรงไหนบ้าง เพราะแน่นอนทุนที่ให้มีมากมายจากหลายคนที่เห็นคุณค่า เขาจะให้ทีมศึกษาดูว่าแต่ละทุนที่มอบให้เหล่านั้นยังมีช่องว่างอย่างไรบ้าง เขาจะเข้าไปเสริมในช่องว่างเหล่านั้นเพื่อให้การมอบทุนเป็นการเสริมสร้างให้กับอนาคตของชาติได้มากที่สุด
“การให้ด้วยตนเองต่างกับการทำ CSR ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่แม้ไม่กำหนดสิ่งตอบแทน แต่ก็ต้องสอดคล้องกับธุรกิจบริษัท ทำให้เกิดภาพลักษณ์องค์กรที่ดี แต่ทุนส่วนบุคคลไม่ต้องยุ่งยาก” ทองมาย้ำอีกครั้งถึงเหตุผลที่เขาทำด้วยทุนส่วนตัว ซึ่งเน้นให้การช่วยเหลือในด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม 3 หมวดนี้มันครอบคลุมทั้งหมด แต่เขาให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจแล้วพบว่า ส่วนมากที่คนเดือดร้อนมักเป็นทุนด้านการศึกษา ส่วนด้านศาสนาผลสำรวจพบว่าส่วนใหญ่พออยู่ได้ เพราะมีคนสนับสนุนค่อนข้างมากอยู่แล้ว
ถัดจากด้านศาสนามาก็เป็นด้านสังคม ทองมามองว่าสังคมต้องการความช่วยเหลือมากเช่นกัน สังคมในด้านต่างๆ ที่กล่าวมามีความต้องการต่างกันไป คนให้ความช่วยเหลือไม่มากเท่าศาสนา แต่ด้านศาสนาทองมาก็ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการศึกษาธรรมะ การอบรมวิปัสสนากรรมฐาน และการศึกษาพระธรรมคำสอนต่างๆ เขาเน้นส่วนนี้มากกว่า เพราะการส่งเสริมศาสนาทางด้านวัตถุมีคนทำบุญเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว “เราไม่ได้ลงไปเรื่องการทำบุญเหมือนทอดกฐินอะไรไม่ใช่พวกนั้น แต่เป็นเรื่องการส่งเสริมการปฏิบัติมากกว่า สอนเรื่องความรู้และคุณธรรม”
ความสำเร็จในทางโลกและทางธรรมนั้นต่างกัน หนทางสู่ความสำเร็จก็ต่างกัน ในความคิดของทองมาเขามองว่าคนคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้ต้องมีใจที่สู้ มีมานะอุตสาหะจึงจะเปิดประตูสู่ความสำเร็จได้ สิ่งที่เขาให้ไม่ว่าจะเป็นทุนช่วยเรื่องการศึกษาหรืออื่นใด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการสร้างพื้นฐาน แต่การจะเติบโตอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเองว่ามีความมานะอย่างไร แต่อย่างน้อยการที่เขาได้มีโอกาสสร้างรากฐานความรู้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ส่งต่อ ดังเช่นเขาที่ได้รับเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา มันบ่มเพาะความคิดที่อยากให้ด้านการศึกษาส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ซึ่งการมีพื้นฐานที่ดีคือบันไดก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ชวัล บุญประกอบทรัพย์ เสริมฟังก์ชันโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ADD


