นักธุรกิจหนุ่มผู้มองเห็นโอกาสจากบริการเสริมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และพัฒนาเป็นผู้ให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเป็นตัวกลางจัดหาและจัดการข้อมูลและดูแลระบบ เพื่อให้บริการของค่ายมือถือกับผู้ใช้โทรศัพท์เป็นไปอย่างราบรื่น
มองย้อนหลังไป 20 กว่าปีก่อนใครจะคิดว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเป็นปัจจัยที่ 5 ซึ่งลืมไม่ได้เมื่อออกจากบ้าน นอกจากเพื่อติดต่อสื่อสารแล้ว ยังใช้ดูซีรี่ส์ ฟังเพลง ทำธุรกรรมทางการเงิน และอื่นๆ
หลังเรียนจบปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่เพื่อนๆ เลือกเป็นผู้จัดการฝึกหัด แต่ “ชวัล บุญประกอบทรัพย์” กลับเลือกทำงานโรงงานบริษัทญี่ปุ่นขายเครื่องจักรอุตสาหกรรม ความที่พูดภาษาอังกฤษคล่องจึงช่วยกรรมการผู้จัดการขายสินค้า ฝีมือดีเข้าตาเจ้านายอยากโปรโมตให้เป็นผู้จัดการภูมิภาค โดยจะส่งไปเทรนที่ญี่ปุ่น แต่เจ้าตัวกลับขอลาออกหลังทำงานครบ 1 ปี แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ติดตัวมาคือ ทักษะการขาย ซึ่งเขาบอกว่า “ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำการค้าเป็น ขายอะไรก็ได้”
“MD โตจากงานเซลส์ ผมเพิ่งรู้ว่า culture ญี่ปุ่นงานขายคือหน้าที่หนึ่งต่างจากเมืองไทยที่เอา incentive เป็นตัวตั้ง ต้องให้เงินเดือนน้อยและให้คอมฯ...culture ญี่ปุ่น one man one company อยู่ยาวตั้งแต่เป็นเสมียนจนเติบโตเป็นประธานหรืออื่นๆ...จะส่งเราไปเทรนเพื่อกลับมาเป็น country manager โตไปกับเขา อยากให้ไปอยู่ head quarter จะได้รู้จักฝั่งผลิต แต่ผมไม่อยากให้เขา invest เพราะเราก็มีฝันของเรา ก็เลยขออนุญาตเขาลาออก” ชวัล บุญประกอบทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดเทค ฮับ จำกัด (มหาชน) หรือ ADD เล่าถึงประสบการณ์ทำงานในช่วงเริ่มต้น
ต่อมามีเพื่อนชวนทำธุรกิจ ชายหนุ่มจึงขอเงินมารดา 1 ล้านบาท แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วย เขาจึงถามหุ้นส่วนอีกครั้งว่า ลงหุ้นน้อยที่สุดได้เท่าไร คำตอบที่ได้คือ 500,000 บาท เขาจึงบอกมารดาว่า “ขอยืม” และได้เริ่มธุรกิจในที่สุด
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหุ้นส่วนแต่ไม่ถือว่าตนเองเป็นเจ้าของ พร้อมเรียนรู้งานทุกอย่าง อะไรไม่รู้ก็ถาม อาศัยว่าอายุน้อยพี่ๆ ก็เอ็นดู ความที่เป็นคนช่างสังเกตคราวที่ไปติดต่องานกับค่ายโทรศัพท์มือถือเห็นโอกาสว่ายังมีฟังก์ชันงานอีกกลุ่มนอกจากบริการโทรเข้าโทรออก
“บริษัทที่ผมไป join ด้วยเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ พาร์ตเนอร์เป็นคนฮ่องกงดู region เอเชีย มีโรงงานผลิตที่จีน...ตอนนั้นโทรศัพท์บ้านเรายังใช้ Nokia จอสีธรรมดา ก็คุยกับเขาว่ามีลิขสิทธิ์ทำไมไม่ทำมาขาย moblie เขาก็งงว่าขายอะไร นี่ไงครับ wallpaper...เด็กผู้หญิงชอบ Sanrio, Kitty พอพาร์ตเนอร์ดีลกลุ่ม merchandise อยู่แล้วก็เพิ่มตรงนี้มาลองดู ผนวกกับประเทศไทยโทรศัพท์ยังเป็นปุ่มกดเป็น 2G เน้นแค่โทรเข้ารับสาย ส่ง SMS หรูสุดคือโหลดหน้าจอดุ๊กดิ๊กของ Nokia และเสียงเพลงรอสาย ตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ภาพเลยได้ประสานง่ายประจวบกับช่วงนั้นค่ายมือถืออยากจะ encourage subscriber ลองใช้ (บริการ) อื่นๆ ไม่ใช่แค่โทรเข้าโทรออก ก็ให้โหลด wallpaper”
ต่อมาแนวคิดในการทำธุรกิจไม่ตรงกับหุ้นส่วนเขาจึงแยกตัวออกมาทำกิจการของตนเองในปี 2549 โดยซื้อหุ้น บจ. แอ็ดเวอร์ไทซ์ติงส์ และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ ปี 2561 เปลี่ยนชื่อเป็น บจ.แอดเทค ฮับ ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ปี 2564

พัฒนาโปรดักต์ให้ฟรี
เมื่อไม่ได้ขายสินค้าลิขสิทธิ์โจทย์จึงยากกว่าเดิม ผู้บริหารหนุ่มอธิบายต่อว่า โอเปอเรเตอร์หรือค่ายมือถือเน้นงานด้านการขยายเสาสัญญาณ คุณภาพสัญญาณ ซึ่งใช้วิศวกรเฉพาะทาง แต่ยังมีบริการอื่นๆ ที่บริษัทไม่เชี่ยวชาญ และนั่นคือโอกาส
“ค่ายมือถือเป็นผู้ลงทุนในเสาสัญญาณให้เราเช่านั่นคืออาชีพหลัก ที่เหลือคือ by product เราก็สบช่องตรงนี้ มองว่าทำอะไรที่ไม่ต้องมีการตลาด เพราะสิ่งที่น่ากลัวและยากคือการตลาด อย่าง (ที่เดิม) ทำ Sanrio, Kitty เขาบอกตัวที่ดังคิดแพง ตัวที่ไม่ดังขายให้ถูก...เริ่มค่อยๆ develop ธุรกิจตัวเองว่าจะไม่แข่งการตลาด เพราะไม่มีเงิน พยายามหาโมเดลทำระบบเชื่อมตรงกลาง
“DNA เราเป็นพ่อค้า มีเลือด entrepreneurship ผมตีโจทย์แล้วว่าต้องหาวิธีขายให้แตกต่าง จะขายให้ถูกกว่าคนอื่นก็เหนื่อยอีก เลยถามเขาว่า มีงบเท่าไร อยากทำอะไรให้เป็นตามแผน ผมจะเอาไอเดียที่พี่อยากทำและไม่มีงบลองทำให้พี่ไปพิสูจน์ เพราะเรากึ่งๆ เป็น software house มี cost อยู่แล้ว การที่ได้โอกาสทำโปรเจกต์ที่ challenge กำไรไม่ใช่เงิน แต่เป็นประสบการณ์และโอกาส ทีมงานอาจสนุกถ้าได้ทำของบางอย่างแล้วมีคนนำไปใช้ พอเราจับประเด็นพวกนี้ก็ไปปิด gap ที่ว่างบกับ plan ที่ลูกค้ามี มันต้องรู้สึก on top บนงบที่มีและได้ performance เมื่อไปคุยกับส่วนอื่นในองค์กร นี่คือที่มาว่าทำไมเราถึงได้แตกต่างทีละนิดๆ”
ด้วยโมเดลธุรกิจข้างต้นทำให้ฝ่ายบริหารค่ายมือถือให้โอกาส เพราะบริษัทไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อโปรเจกต์ดังกล่าวมีรายได้จึงแบ่งปันผลประโยชน์กัน “สุดท้ายถูก proof ว่า user, subscriber ใช้หรือเปล่า พอใช้ปุ๊บมันก็ protect ธุรกิจไปในตัว และพัฒนาธุรกิจง่ายขึ้น ผมบอกขอ cut แค่นี้ เพราะมี cost มาอย่างนี้ แล้วธุรกิจก็ on going ไป subscriber ก็อยู่ในระบบไปเรื่อยๆ”
ผู้บริหารวัย 40 ปีเศษอธิบายถึงโมเดลที่ทำให้บริษัทแจ้งเกิดว่า งานขายสินค้าลิขสิทธิ์ที่เขาเคยทำนั้นต่างประเทศเรียกว่า service provider แต่ในประเทศไทยเรียก content provider ซึ่งขณะนั้นบริษัทอื่นๆ ผู้ให้บริการเสริมโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากทำคอนเทนต์แล้วยังต้องทำระบบเชื่อมต่อเองด้วย
“ตัวอย่าง Grammy ควรเป็น content provider แต่ไทยไม่มี service provider ค่ายมือถือบังคับให้ค่ายเพลงมีระบบเทคนิคพ่วงไป เราเห็นโจทย์ว่าเขาถนัดผลิต content ผมเลยเริ่มทำผลิตระบบตรงกลาง บอกให้คนทำ content เอามาลง operator ก็ไปโฆษณาลูกค้า พอลูกค้าใช้ก็เป็น ecosystem เราก็เอาพาร์ตเล็กๆ คิดง่ายๆ เหมือน Visa, Mastercard ของบัตรเครดิต เขามี flow การใช้ ตอนผมเข้าธุรกิจนี้ใหม่ๆ...มีสำนักข่าว INN ส่งข่าวไปทาง sms อย่างเดียว พอเราคิดว่าจะทำระบบ จะเป็นข่าว เพลง ภาพ วีดิโอก็ได้ แล้วระบบตรงนี้พอมี user แล้วเขาปิดไม่ได้...
“Switching cost สูง ไม่สามารถยกระบบไปทำใหม่ได้ ถ้ายก transaction หาย เราเหมือน transaction logistic มันเป็น security ไปในตัว สมมติ operator อยากยกเลิกและไปหา vender รายอื่น vender บอกทำได้ คำถามคือ เขาเคยทำไหม จุดนี้ทำให้เราแข็งแรงขึ้น...ผมเจอมาหลายด่าน สัมผัสว่าทุกอย่างในโลกคืองานขาย...สำหรับผมชอบโมเดลธุรกิจเหาฉลาม เหาฉลามไม่เคยหิว กำจัดปรสิตให้ โตไปเรื่อยๆ อย่างโควิดมาเอฟเฟกต์แรกของค่ายมือถือแห่งหนึ่งซึ่งเช่าตึกเยอะมากก็คืนพื้นที่สำนักงาน รวมศูนย์ ลดคน โมเดลเรายิ่ง fit in ให้เราเป็นเหาฉลาม ไม่ต้องเลี้ยงเราแต่เป็นประโยชน์ใน ecosystem เขา ก็ win-win ได้ก็แบ่ง เรามีหน้าที่ deliver quality ที่ commit ให้ได้”
ส่วนที่ว่าทำไมลูกค้าถึงให้ความเชื่อถือ ชวัลตอบพร้อมกลั้วหัวเราะว่า “สมัยก่อนไม่มี scammer เวลานั่งคุยกันเราทำให้เห็นจริงตรงไปตรงมา และ business model แบบ revenue sharing ใครก็ชอบ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน...พอคนได้ทำก็ค่อนข้าง enjoy ประเด็นของผมคือ มีหน้าที่ทำตามที่ promise กับ operator และกลับมาโลกการแข่งขัน ง่ายๆ ผมมีหลายโรงงานเหมือน OEM เราแบ่งผลประโยชน์ fair- fair แต่เขาต้องพัฒนาด้วย ถ้าไม่ได้ตามคุณภาพที่ promise ไว้ deliver ไม่ได้ก็เปลี่ยนโรงงาน”
ผู้ให้บริการเสริมโทรศัพท์เคลื่อนที่
กลุ่มบริษัท แอดเทค ฮับ จำกัด (มหาชน) หรือ ADD ดำเนินธุรกิจหลักเป็นผู้ให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจอื่นๆ โดยมุ่งเน้นด้านระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ ดิจิทัลโซลูชัน และโฆษณา โดยดำเนินงานผ่านบริษัทและบริษัทย่อยซึ่งบริษัทร่วมเป็นผู้ถือหุ้น
สำหรับบริการดิจิทัลคอนเทนต์บริษัทร่วมกับโอเปอเรเตอร์รายต่างๆ ในรูปแบบการสมัครสมาชิก (subscription) เพื่อรับข้อมูลดิจิทัลคอนเทนต์ให้แก่ผู้ใช้โทรศัพท์ภายใต้เครือข่ายของโอเปอเรเตอร์แต่ละราย ซึ่งบริษัทจัดหาผู้ผลิตขึ้นมาตามข้อกำหนดของโอเปอเรเตอร์ ทั้งในรูปแบบข้อความสั้น วิดีโอ เช่น ข้อมูลเกร็ดความรู้สุขภาพ การพยากรณ์ คลิปแนะนำการออกกำลังกาย เป็นต้น โดยบริษัทเป็นผู้นำธุรกิจบริการดิจิทัลคอนเทนต์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการคอนเทนต์ข่าวสาร สาระ และความบันเทิงครบวงจร
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ธุรกิจโทรคมนาคมหรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต และธุรกิจอื่นที่ต้องการให้พัฒนาระบบหรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

เมื่อกิจการเติบโตมาถึงจุดที่ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้นโอเปอเรเตอร์รู้สึกไม่มั่นใจมีคำถามว่า บริษัทเป็นแค่ SME แต่ดูแล subscriber จำนวนมหาศาล หากผิดพลาดขึ้นมาโอเปอเรเตอร์จะเสียหายมาก พร้อมแนะนำว่าให้นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้มีความคิดมาก่อน เพราะงบการเงินเป็นบวกมาตลอด เมื่อปรึกษาผู้รับผิดชอบก็มีคำถามกลับมา เนื่องจากบริษัทสภาพคล่องดี ไม่มีหนี้สิน จะเข้าตลาดฯ ทำไม
“ทางสำนักงานถามว่า หนี้ไม่มี cash flow เป็นบวก ไม่เหมาะกับการเข้าตลาดฯ เราก็โอย เดินไป operator อยากต่อยอดเขาบอกถ้าไม่อยู่ในนั้นก็ไม่คุย เพราะดูว่าเขาเสี่ยง...โจทย์ยากมาก อีกฝั่งบอกคุณไม่มีหนี้เลย ไปกู้ก่อน...แล้วธุรกิจเราไม่มีโรงงานหรือ warehouse...เหนื่อยอยู่กับการพยายามสื่อสารกับตลาดฯ ในที่สุดเขาให้ผมนัดค่ายมือถือขอคุยด้วยว่าเป็นอย่างที่ผมสื่อสารหรือเปล่า เขาคุยกันเองโดยไม่มีเรา”
แม้จะมีอุปสรรคมาทดสอบพอสมควร ทว่าในที่สุดก็นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai พร้อมโจทย์ใหม่คือ จะนำเงินที่ระดมได้ไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใดบ้าง
“หลังเข้าตลาดฯ เติบโตขึ้นมากจากโปรเจกต์และโอกาส มาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น พอเข้าตลาดปี 2564 โอกาสมาพร้อมโจทย์ใหม่ มีสตางค์ต้องไปต่อยอดธุรกิจ ซึ่งธุรกิจเดิมไม่ต้องใช้เงิน...ผมคือ service provider ส่วน content fluctuate ผันแปรตาม input ของพาร์ตเนอร์...ต้นทุนไม่วิ่งเหมือนภาคผลิตอื่นที่พอขายดีต้องผลิตเยอะ แพลตฟอร์มของผมใช้ 1 คน (งาน) ต้องเสร็จแบบนี้ผู้ใช้ล้านคนก็ต้องเสร็จแบบนี้ มัน fluctuate แค่ค่าเซิร์ฟเวอร์บนคลาวด์...ทุกวันนี้เรามีหน้าที่เป็น digital logistic ส่งของ เก็บเงินๆๆ พอมีคลาวด์ ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล environment ก็เอื้อเรา
“ก่อน IPO ได้งานเยอะจากกลุ่ม True และ experience ที่ทำให้ True เป็น 10 ล้าน (transaction) AIS ไม่ต้องลุ้นเลย รายได้หลังเข้าตลาดฯ เติบโตเยอะมากจาก AIS เพราะทำระบบเดียวกันให้ลูกค้าอีกบริษัท...เราเป็น choice แรกที่เขาคิดถึงถ้าจะเดิน way นี้ เรา handle วันหนึ่งเลย 20 ล้าน transaction มันก็ significant ระดับหนึ่ง พอเข้าตลาดฯ 4 ปีแรกผมกับคุณสมโภช (CFO) เหนื่อยมากกับการใช้เงิน ยกตัวอย่าง 4-5 บริษัทที่ไปร่วมลงทุนด้วย เหมือนผมไปแต่งงาน 4-5 ครั้ง ก่อนจะแต่งงานได้ต้องจีบ เรียนรู้ อยู่กันได้ไหม ใช้พลังงานเยอะมาก”

หลัง IPO ในปี 2564 ปี 2565 ลงทุนในบริษัทต่างๆ ดังนี้ 1. บจ. เซเว่น คอนเนค แอดไวซอรี่ ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการระดมทุนในการเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมี บจ. ไท-ไท วิศวกร เป็นบริษัทในเครือประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม 2. บจ. ไฮเว็บเทคโนโลยี (ไทยแลนด์) ประกอบธุรกิจพัฒนาระบบต่างๆ ร่วมกับ Hyweb Technology Co., Ltd. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำในไต้หวัน
ปี 2566 ลงทุนใน บจ. โอริสมา ดำเนินธุรกิจเป็นบริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทอื่น โดยมีบริษัทในเครือประกอบธุรกิจพัฒนาโซลูชันและแอปพลิเคชันที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ และ บจ. จีทีไอ คอร์-ปอร์เรชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการงานรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร
เมษายน ปี 2568 ลงทุนใน บจ. กลอรี่ ลิมิเต็ด ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการสนับสนุนการสร้างรายได้จากเพลง และโอเชียน ไซน์ ฟาร์อีสท์ ลิมิเต็ด ผู้ผลิตเพลงเพื่อประกอบวิดีโอคอนเทนต์ต่างๆ ในช่องทางออนไลน์

สำหรับภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2568 บริษัทยังคงมุ่งเน้นการให้บริการใน 3 กลุ่มธุรกิจหลักคือ การให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ ดิจิทัลโซลูชัน และการตลาดดิจิทัล ซึ่งได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยบริการจากการสร้างรายได้จากดนตรี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาหลังจากการลงทุนใน GLORY และ OCEAN และจะเป็นบริการที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า และการลงทุนหลังจากนี้บริษัทยังคงโฟกัสธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์คือ IT และการเงิน
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสถาบัน IMC ประจำปี 2567 ซึ่งเน้นที่ 4 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (hardware and smart devices) บริการดิจิทัล (digital services) และดิจิทัลคอนเทนต์ พบว่า มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 2,496,760 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้า 23.35%
อุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูงที่สุดคือ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีอัตราการเติบโต 26.62% มีมูลค่า 1,845,027 ล้านบาท รองลงมาคือ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลเติบโต 19.54% มีมูลค่า 367,738 ล้านบาท ดิจิทัลคอนเทนต์เติบโต 14.41% มูลค่า 50,609 ล้านบาท อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโต 8.46% มูลค่า 233,386 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มปี 2568-2570 พบว่า บริการดิจิทัลจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดประมาณ 10-14% ต่อปี และดิจิทัลคอนเทนต์เติบโตประมาณ 1-5% ต่อปี พร้อมกันนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ปี 2570 อุตสาหกรรมทั้ง 4 มีมูลค่ารวมเฉลี่ย 3 ล้านล้านบาท
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ ADD
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร เสริมความแข็งแกร่ง Yuzu Group ต่อยอดความหลากหลาย 12 แบรนด์


