หลังทำกำไรไตรมาส 2 กว่า 1.5 พันล้านบาท พร้อมสภาพคล่องเงินสดในระดับสูง “การบินไทย” เตรียมลงทุนรีโนเวตห้องโดยสารและที่นั่งของเครื่องลำตัวกว้างใหม่ทุกลำ คาดได้เห็นโฉมใหม่กลางปีหน้า พร้อมทยอยปลดเครื่องเก่า คงฝูงบินไว้เพียง 4 แบบ ลุยเปิดเส้นทางใหม่ เพิ่มความถี่กลุ่มประเทศ CLMV-ยุโรป
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา การบินไทยได้ปรับการดำเนินงานทางธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมต่อความท้าทายที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการบินท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
พร้อมทั้งระบุว่า การบินไทยยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินและความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัททำกำไร 1.5 พันล้านบาท แม้จะเป็นช่วง low season ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ชายกล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญคือการปรับตัวให้เร็ว ถ้าปรับตัวไม่เร็วก็จะได้รับผลกระทบมาก ซึ่งการบินไทยปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเที่ยวบินและที่นั่ง โดยสิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือการบินไทยมีสภาพคล่องเงินสดค่อนข้างสูง
“เรารู้ว่าเหตุการณ์ไม่แน่นอน บทเรียนสอนมาตลอด แล้ววันนี้ก็ได้ใช้จริงๆ เวลาเราดำเนินธุรกิจ ถ้ามีเงินสดมากพอก็ไม่จำเป็นต้องไปแข่งในตลาด หรือดัมพ์ราคา จนทำให้ตัวเองเจ็บ เรายืนระยะให้ได้ และสนใจในกำไร-ขาดทุนมากกว่า” ชายกล่าว

ปรับปรุงห้องโดยสารเครื่องลำตัวกว้างยกฝูง
ชาย กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจสายการบินมีความท้าทายอย่างมาก หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเตรียมทรัพย์สินหลัก นั่นคือ เครื่องบิน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการจัดหาค่อนข้างนาน โดยปกติอาจใช้เวลาประมาณ 3 ปี แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติและทุกสายการบินต่างประสบปัญหาการสั่งซื้อเครื่องบิน เช่น เครื่องบินเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง Boeing 777X หากสั่งซื้อในวันนี้อาจต้องรอถึง 10 ปี ขณะที่รุ่นปัจจุบันอย่าง Boeing 787 ต้องรอประมาณ 5 ปี ดังนั้นการจัดหาเครื่องบินจึงต้องมีการวางแผนในระยะยาว
ปัญหาดังกล่าวทำให้การบินไทยต้องมีแผนในระยะสั้น โดยมุ่งบริหารเครื่องบินเดิมที่มีอยู่ ก่อนหน้านี้การบินไทยมีเครื่องบินทั้งหมด 102 ลำ และขายออกไปในช่วงฟื้นฟูกิจการ ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องบินรวม 87 ลำ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเครื่องบินเจเนอเรชันใหม่
ส่วนเครื่องบินรุ่นเก่า การบินไทยจะทยอยปลดประจำการจนหมด แต่ปัจจุบันยังมีความจำเป็นต้องใช้งานเป็นการชั่วคราว เช่น Airbus A330 เนื่องจากยังสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ ชายระบุว่า หากไม่มีเครื่องบินก็ไม่สามารถสร้างรายได้ ความแข็งแกร่งทางการเงินก็จะลดลง และไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ โดยในอนาคตการบินไทยจะมีเครื่องบินลำตัวกว้างประจำการในตระกูล Airbus A350, Boeing 777-300 และ Boeing 787 เท่านั้น
สำหรับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทยอยรับมอบเข้าประจำการ ได้แก่ Airbus A321neo ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 9 ลำ และภายในสิ้นปีนี้จะมี 15 ลำ จากจำนวนทั้งหมด 32 ลำที่จะเข้าประจำการ โดยเป็นเครื่องบินลำตัวแคบสำหรับให้บริการในเส้นทางระยะสั้น

ชายกล่าวว่า แม้การบินไทยจะมีแผนรับมอบเครื่องบินในอนาคต แต่ไม่สามารถปล่อยให้เครื่องบินที่มีอยู่ใช้ผลิตภัณฑ์ภายในห้องโดยสารแบบเดิมได้ การบินไทยจึงตัดสินใจลงทุนปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบินลำตัวกว้างใหม่ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาเครื่องบินที่เคยรับมอบแทบไม่มีการปรับปรุงห้องโดยสารจนกระทั่งปลดประจำการ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ปัจจุบันการบินไทยมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพียงพอที่จะลงทุน สำหรับที่นั่งภายในเครื่องบินที่จะปรับปรุงใหม่ทั้งหมด 87 ลำ ข้อดีคือทำให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่เหมือนกันบนเครื่องบินทุกลำ
“ในอนาคตอันใกล้นี้ เรามีแผนปรับสัดส่วนฝูงบินให้เหลือ 4 แบบ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวในการหมุนเวียนเครื่องบินมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มจำนวนเครื่องบินเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการเดินทางของผู้โดยสาร ที่สำคัญได้มีแผนปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายในเครื่องบิน รวมถึงที่นั่งใหม่ทั้งหมด” ชายกล่าว

สำหรับประเภทที่นั่งในรูปแบบใหม่ในเครื่องลำตัวกว้างจะมี premium business class, business class, premium economy และ economy โดยจะติดตั้ง premium business class แทน first class เดิม เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินที่ติดตั้งที่นั่ง first class เพียง 3 ลำ เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบินให้บริการ จึงอาจเกิดปัญหาสำหรับผู้โดยสารที่จองที่นั่ง first class ดังนั้น ในอนาคตจะเปลี่ยนเป็น premium business class แทน ซึ่งมีความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวใกล้เคียงกับ first class เดิม
โดยชายระบุว่า ในช่วงกลางปีหน้าผู้โดยสารจะได้เห็นโฉมห้องโดยสารใหม่ ทั้งการตกแต่งใหม่ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะทำให้การบินไทยมีชีวิตชีวามากขึ้น พร้อมระบบความบันเทิงล่าสุด รวมถึงระบบ Wi-Fi
“เรามีพื้นฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การบินไทยจึงสามารถเดินหน้าพัฒนาศักยภาพต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องฝูงบิน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักในการรองรับการเติบโตและเครือข่ายการบินของการบินไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการและการแข่งขัน ถ้าผลการดำเนินงานไม่ดี เราก็ไม่สามารถจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัทได้” ชายกล่าว

เปิดรูทใหม่ เพิ่มความถี่เอเชีย-ยุโรป
กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในตารางการบินฤดูหนาว ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 การบินไทยจะให้บริการรวม 66 เส้นทาง ครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ
หนึ่งในเส้นทางใหม่คือ กรุงเทพฯ-ดานัง ประเทศเวียดนาม ให้บริการไป-กลับสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้โดยสารทั้งกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจ และรองรับความต้องการเดินทางระหว่างไทยและเวียดนามที่เพิ่มขึ้น โดยดานังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเวียดนาม
พร้อมกันนี้ การบินไทยจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง เป็นสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบินต่อเส้นทาง ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ-เสียมราฐ ให้บริการสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน
สำหรับเครือข่ายการบินสู่ยุโรป การบินไทยให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เพื่อรองรับการเดินทางระหว่างประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญในยุโรป พร้อมเพิ่มความถี่เส้นทาง กรุงเทพฯ-มิวนิกเป็นสัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ซูริก เป็นสัปดาห์ละ 11 เที่ยวบิน และกรุงเทพฯ-ปารีส เป็นสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน
ขณะที่ในเอเชีย การบินไทยจะกลับมาให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ-เซี่ยเหมิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน สอดคล้องกับการขยายเครือข่ายและฝูงบิน เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสาร

ภาพ : การบินไทย
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Riyadh Air รุกตลาดเอเชีย หลังเห็นดีมานด์พุ่ง! เปิดเส้นทางบินตรง ริยาด-กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน คาดภายในเดือน พ.ย. 2026 เร่งขยายบริการเพิ่มทุกวัน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


