"แอสเซทไวส์" ชู Next Paradigm ชิงตลาดอสังหาฯ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • “แอสเซทไวส์” ชู Next Paradigm ชิงตลาดอสังหาฯ

“แอสเซทไวส์” ชู Next Paradigm ชิงตลาดอสังหาฯ

‘แอสเซทไวส์’ ขยายแนวรุกธุรกิจอสังหาฯ หลังปี 2563 โตสวนวิกฤตโควิด คว้ารายได้กว่า 4,200 ล้านบาท สูงสุดรอบ 17 ปี เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 6 โครงการ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ชิงตลาดช่วงพักฐาน ชู 4 กลยุทธ์ รับ Next Paradigm ของวงการที่อยู่อาศัยหลังโควิด-19

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2563 สถานการณ์โควิด-19 เป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน ในประเทศไทย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เรื่องสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การบังคับใช้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และโควิด-19 ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจต้องปรับตัวครั้งใหญ่

“แต่สำหรับแอสเซทไวส์ ถือเป็นปีแห่งโอกาสและการเติบโต โดยมีรายได้และกำไรสูงสุด นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 17 ปี จากการพัฒนาโครงการไปแล้ว 33 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 30,400 ล้านบาท” กรมเชษฐ์กล่าว

ในปี 2563 บริษัทรับรู้รายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการต่างๆ ที่มียอดโอนรวม 6,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 4,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปี 2562 ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 44.2 จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีผลกำไรสุทธิ 871 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 20.6 ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

กรมเชษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้บริษัทสามารถฝ่าวิกฤตมาได้ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่มีไดนามิคสูง และเน้นกลยุทธ์ 3 ด้านหลัก คือ Focus มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งทำเล การพัฒนาโครงการและบริการต่างๆ Flexibility การปรับตัวอย่าวรวดเร็วให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเปิดรับแนวทางการทำงานใหม่ๆ และ Fast Move นำกลยุทธ์และแผนงานไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว รับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง

เปิด 6 โครงการใหม่มูลค่ากว่าหมื่นล้าน

สำหรับปี 2564 แอสเซทไวส์ มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 6 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 10,850 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 5 โครงการ ได้แก่ โครงการเคฟ ศาลายา (Kave Salaya) โมดิซ ไรห์ม คลาวด์ (Modiz Rhyme Cloud) แอทโมซ บางนา (Atmoz Bangna) เคฟ เอวา (Kave Ava) โมดิซ ศรีราชา (Modiz Sriracha) และโครงการแนวราบ 1 โครงการ คือ บ้านภูริปุรี โฮมออฟฟิศ ลาดพร้าว 41 (Baan Puripuri Homeoffice Ladprao 41)

นอกจากนี้ จะมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,694 ล้านบาท และมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ต่อเนื่องในปี 2564 – 2566 คิดเป็นมูลค่า 7,848 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2564 นี้

“ธุรกิจอสังหาฯในปีนี้ อยู่ในช่วงปรับฐาน จากปีที่ผ่านมา มีการเปิดโครงการน้อย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทยอยระบายสต็อกเกือบหมด เชื่อว่ายังมีโอกาสทางการตลาดให้เราแทรกเข้าไปได้ โดยเฉพาะทำเลที่บริษัทให้ความสำคัญ จะเน้นทำเลที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง” กรมเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าโครงการที่เปิดใหม่ทั้ง 6 โครงการ อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่บริษัทให้ความสำคัญ เช่น โครงการเคฟ ศาลายา คอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล และกระจายไปยังทำเลใหม่ๆ เช่น บางนา และศรีราชา โดยไม่เข้าไปแข่งขันในพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเน้นแนวรถไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า รวมทั้งแพคเกจราคาที่เหมาะสม

ชูกลยุทธ์ Next Paradigm

กรมเชษฐ์ กล่าวว่า บริษัทได้ยื่นไฟลิ่งเพื่อเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดขาย IPO ให้นักลงทุนทั่วไปได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งในปี 2564 บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการและรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งดำเนินการตามกลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด “The NEXT Paradigm” ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต หลังสถานการณ์โควิด-19

สำหรับแนวคิด The Next Paradigm เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่

Facilities for New Lifestyle : ในโลกยุคใหม่ “บ้าน” มีความสำคัญยิ่งขึ้น คนใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ทั้งทำงาน ทำกิจกรรม และพักผ่อน ดังนั้นพื้นที่ส่วนกลาง คือ หัวใจสำคัญ บริษัทจะมุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางให้รองรับทุกทุกกิจกรรม ทั้ง Co-working space ห้องประชุม ห้องสมุด และห้องพักผ่อน

Health Concern : แอสเซทไวส์ต่อยอดการดูแลสุขภาพของลูกบ้าน ด้วยการเพิ่ม “Health Station” ขึ้น พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้นไว้ให้แก่ลูกบ้าน ได้แก่ Tytocare ซึ่งเป็นอุปกรณ์ออนไลน์ที่แพทย์ใช้ตรวจทราบอาการของผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเรียลไทม์ รวมถึง เครื่อง BMI (เครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย) เครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) และเครื่องวัดความดันชนิดสอดแขน

Innovation for Living : แอสเซทไวส์เสาะหานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย เพื่อให้เกิดทั้งความสุขและความสะดวกสบายในที่พัก ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth Sound System เพื่อการฟังเพลงในห้องพัก พื้นที่สำหรับกิจกรรม e-sports ไปจนถึงการใช้ออนไลน์แอพพลิเคชั่นต่างๆ

Strengthen Sustainability : แอสเซทไวส์ได้จัดทำโครงการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยจัดอบรมการคัดแยกขยะ และการจัดการขยะอันตรายให้แก่นิติบุคคล พนักงาน ลูกบ้าน จัดทำพื้นที่วางถังขยะ และคัดแยกทิ้งขยะไว้อย่างชัดเจน และโครงการปันโลหิตเพื่อรับบริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณา เพื่อตอกย้ำความแตกต่างของทั้งสามแบรนด์หลักของแอสเซทไวส์ ได้แก่ โมดิซ แอทโมซ และเคฟ ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” โดยมี อแมนด้า ออบดัม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2563 เป็นพรีเซนเตอร์

อ่านเพิ่มเติม: กรุงไทยพานิชประกันภัย ดัน 3 กลยุทธ์ ปรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจ


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP