แบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” ดักลูกค้า Gen Z เด็กจบใหม่กำลังซื้อสูง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • แบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” ดักลูกค้า Gen Z เด็กจบใหม่กำลังซื้อสูง
ดิ-ออริจิ้น-ซันนี่-สุวรรณเมธานนท์

แบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” ดักลูกค้า Gen Z เด็กจบใหม่กำลังซื้อสูง

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

ออริจิ้นแตกแบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” ระดมเปิด 6 ทำเล 7.7 พันล้าน เจาะลูกค้า Gen Z คนรุ่นใหม่ที่กำลังทยอยเรียนจบ ชี้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้สนใจซื้อบ้านก่อนซื้อรถ-ปลอดหนี้-ฐานครอบครัวดีช่วยผ่อนดาวน์ ดึง “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ “ดิ ออริจิ้น” ซึ่งจะเป็นแบรนด์ระดับราคากลางล่าง ประมาณ 7 หมื่นบาทต่อตารางเมตร และเน้นเจาะกลุ่มลูกค้า Gen Z วัย 23-28 ปีที่กำลังทยอยเรียนจบและเริ่มทำงาน

โดยปีนี้บริษัทจะปูพรมเปิด 6 โครงการใน 6 ทำเล มูลค่ารวม 7.7 พันล้านบาท ได้แก่ ทำเลรามคำแหง 209, ลาดพร้าว 15, รัชดา-ลาดพร้าว, สุขุมวิท 105, รามอินทรา 83 และพหลฯ-สะพานใหม่ ทั้งนี้ ดิ ออริจิ้น รามคำแหง 209 ได้เปิดตัวแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% จากจำนวนห้องชุด 1,007 ยูนิต

 

ดึง “ซันนี่” เป็นแม่เหล็กดูดลูกค้า

ด้าน อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม บมจ.ออริจิ้นฯ และ สมสกุล แสงสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานออกแบบผลิตภัณฑ์ บมจ.ออริจิ้นฯ ร่วมกันกล่าวถึงฟังก์ชันและการตลาดของแบรนด์นี้ว่า มีการออกแบบให้เหมาะกับชีวิตคนรุ่นใหม่ เช่น ฟังก์ชันตู้เก็บของกว้างและสูงเต็มผนัง มี co-working space ในคอนโดฯ ที่เป็นที่ทำงานได้จริงเพราะมาพร้อมเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องปรินท์ Wi-Fi ห้องประชุม ไปจนถึงห้อง private room ที่สามารถจัดปาร์ตี้ได้

(ซ้าย) สมสกุล แสงสุวรรณ (ขวา) อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของดิ ออริจิ้น คือ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และจัดทำหนังโฆษณา 2 ชุดเพื่อสื่อสารถึงคน Gen Z โดยเฉพาะ ทั้งนี้ พีระพงศ์เสริมว่า บริษัทใช้งบลงทุนทางการตลาดในแคมเปญนี้ทั้งหมด 100 ล้านบาท

 

Gen Z น่านน้ำใหม่

ซีอีโอออริจิ้นกล่าวว่า เหตุที่บริษัทรีบเกาะกลุ่มลูกค้า Gen Z เพราะคนเจนฯ นี้กำลังทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะนี้บางส่วนเริ่มทำงานแล้วเกิน 1 ปี มีรายได้ประมาณ 2 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป

“เรารีบออกสตาร์ทกับ Gen Z เพราะเขาเพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาด และยังจะเข้ามาอีกยาวสิบปี เราต้องการจะครองใจพวกเขาให้ได้ก่อน” พีระพงศ์กล่าว

โดยออริจิ้นมองความน่าสนใจของคนรุ่นใหม่ว่าเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่าง ไม่รีบซื้อรถ และเมื่อจบใหม่จึงยังไม่มีภาระหนี้สินเหมือนกับผู้ใหญ่ที่เริ่มทำงานไปแล้วระยะหนึ่ง เชื่อว่าปีนี้กลุ่มคน Gen Z จะกลายเป็นลูกค้าสัดส่วน 25% ของบริษัท (ลูกค้ากลุ่มใหญ่ของออริจิ้นยังเป็น Gen Y สัดส่วน 60% และมีลูกค้า Gen X อีก 15%) และใน 3-4 ปีจากนี้ กลุ่มลูกค้า Gen Z น่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 30-40%

ดิ ออริจิ้น โคเวิร์กกิ้ง
co-working space 24 ชั่วโมงที่ ดิ ออริจิ้น จะมีให้ในคอนโดฯ

พีระพงศ์กล่าวถึงโครงการดิ ออริจิ้น รามคำแหง 209 ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป้าหมาย Gen Z เป็นผู้ซื้อราว 80% “สัดส่วนนี้รวมทั้งที่เขาซื้อเอง และมีพ่อแม่ช่วย หลายรายพ่อแม่ช่วยผ่อนดาวน์ให้แต่จะให้ลูกหลานเป็นคนรับโอนและผ่อนกับธนาคารเอง บางยูนิตพ่อแม่ซื้อเงินสดให้ลูกก็มี”

โดยเขาเชื่อว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีปัญหาเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ไม่มาก ด้วยรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ปลอดหนี้ เมื่อรับโอนแล้วมีภาระผ่อนราว 7,000-10,000 บาทนั้นสามารถผ่อนได้

ภาพตัวอย่างตู้เสื้อผ้าและเก็บของ

 

ออริจิ้นโชว์ตัวเลข ทำยอดขายเหนือตลาด

ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานของออริจิ้นทั้งบริษัท พีระพงศ์เปิดเผยว่าออริจิ้นมียอดพรีเซลครึ่งปีแรกแล้ว 1.28 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายยอดพรีเซลทั้งปี 2.8 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าการทำยอดขายอีก 1.52 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเป็นไปตามเป้า เนื่องจากบริษัทยังเหลือโครงการที่จะทยอยเปิดตัวช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้อีกประมาณ 14 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ดังกล่าว บริษัทยังมีโครงการระดับไฮเอนด์ พาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน และ พาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี ที่เตรียมเปิดตัว รวมถึงโครงการต่างจังหวัดอย่าง ออริจิ้น ดิสทริค ระยอง และโครงการแนวราบแบรนด์ บริทาเนีย ในหลายทำเล อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ, วงแหวน-รามอินทรา, สายไหม, ลำลูกกา-คูคต ที่จะทยอยเปิดตัวบุกหนักในครึ่งปีหลัง

พีระพงศ์มองว่าปีนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะติดลบ 5-10% แต่บริษัทจะอยู่ในระดับทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อย (เมื่อปี 2561 ออริจิ้นสร้างยอดขายที่ 2.75 หมื่นล้านบาท)

“ปีนี้เราเน้นคอนโดฯ 1-2 ล้านบาท เจาะ First Jobber กับกลุ่มคอนโดฯ ไฮเอนด์ยูนิตละ 10 ล้านขึ้นไป เพราะสองกลุ่มนี้ไม่ถูกกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภาวะหนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจปีนี้เราคิดว่ากระทบกับเซ็กเมนต์ระดับกลาง คอนโดฯ ตารางเมตรละ 1.0-1.5 แสนบาทมากที่สุด เราจึงหันไปพัฒนาบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์แทนเพราะเป็น target กลุ่มคนที่ต้องสร้างครอบครัว” พีระพงศ์กล่าว

“ส่วนปีหน้ากลุ่มระดับกลางจะกลับมาสู่ cycle ขาขึ้นหรือไม่ขอ wait and see ก่อน”

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP