3 กูรูชี้ "ธุรกิจครอบครัว" ต้องเรียนรู้และเปิดใจ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • 3 กูรูชี้ “ธุรกิจครอบครัว” ต้องเรียนรู้และเปิดใจ

3 กูรูชี้ “ธุรกิจครอบครัว” ต้องเรียนรู้และเปิดใจ

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
02 Jul 2019 | 7:16 am 1329

Forbes Thailand Forum 2019 The Next Tycoons ช่วงที่ 2 Succeeding for Sucsess ได้รับเกียรติจากผู้วิทยากรชั้นนำของประเทศ ได้แก่ อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer and MD of SEAC, ดร.สาธิต ผ่องธัญญา First Senior Vice President of Siam Commercial Bank และ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ Chairman of Baker & McKenzie (Bangkok Office) 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและแนวคิดความสำเร็จ ลงความเห็น สิ่งสำคัญในการส่งมอบและสานต่อธุรกิจ คือ “การสื่อสารระหว่างครอบครัว” ทางด้านการสร้างธุรกิจเชื่อความสำคัญในการสร้าง ธุรกิจครอบครัว

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer and MD of SEAC เปิดเวทีช่วงที่ 2 ของงานเสวนา ชี้ให้เห็นโลกธุรกิจปัจจุบันที่เปลี่ยนไปและต้องพึ่งระวังการเปลี่ยนแปลงของการทำธุรกิจ ยิ่งในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทั้งในแง่คู่แข่ง ที่ปัจจุบันเราไม่แข่งขันกับแค่คู่แข่งธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกันยิ่งทำให้ปัญหาการส่งมอบและการรับต่อทางธุรกิจครอบครัวยิ่งเป็นโจทย์ที่ยากขึ้น ขมวดได้เป็นบทสรุป 3 เรื่องสำคัญ

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer and MD of SEAC

“หนึ่งการกำหนดมายเซ็ตใหม่ๆ คือการเปิดรับ เรียนรู้ และเปิดใจ เพราะรุ่นก่อตั้งและทายาทต่างเผชิญประสบการณ์ทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทายาทธุรกิจในรุ่น 2 หรือรุ่น 3 อยู่ในยุคที่เปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจอย่างแท้จริงเพราะเป็นการแข่งขันกับ คู่แข่งใหม่ๆ นอกอุตสาหกรรม สองการทำธุรกิจควรลองตั้งคำถามในการทำธุรกิจ เพราะการตั้งคำถามเป็นทักษะที่สำคัญในการจำลองการทำธุรกิจ ส่วนที่สามคือพัฒนาทักษะการพาคนในองค์กรให้เข้าใจในทิศทางที่พาองค์กรสู่ความเปลี่ยนแปลง” อริญญา กล่าว

ด้าน ดร.สาธิต ผ่องธัญญา First Senior Vice President of Siam Commercial Bank ในความเห็นบนเวทีสัมมนาไว้ว่า ธุรกิจครอบครัว จำเป็นต้องฟูมฟักทายาทขึ้นมาบริหารงานต่อไป สำหรับมุมมองจากนายธนาคาร ธุรกิจครอบครัวในเอเชียจำเป็นต้องพลังบางอย่างเพื่อดึงดูดให้ทายาทอยู่กับธุรกิจครอบครัวให้จงได้ โดยสิ่งสำคัญคือ สถาบันครอบครัวและโครงสร้างการทำธุรกิจ

ดร.สาธิต ฉายภาพให้เห็นถึง 2 สิ่งสำคัญในการพัฒนาทายาทคือ “สถาบันครอบครัว” และ “การจัดโครงสร้างการบริหารงานภายใน” “สถาบันครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก บางครอบครัวเตรียมตัวลูกเพื่อให้เข้ามารับช่วงต่อตั้งแต่วัยเด็กบางครอบครัวทายาทเข้ามารับช่วงต่อเนื่องจากความจำเป็นอื่นๆ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ครอบครัวต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายในให้มากที่สุด เพราะเป็นกุญแจสร้างความสำเร็จในระยะยาว การสื่อสารที่คุยได้นาน คือการสื่อสารที่มีประโยชน์” ดร.กิติพงศ์ กล่าวและเสริมว่า

ดร.สาธิต ผ่องธัญญา First Senior Vice President of Siam Commercial Bank

ส่วนสำคัญอีกชิ้นที่ธุรกิจครอบครัวต้องให้ความสำคัญ คือโครงสร้างของธุรกิจครอบครัว การวางแผนให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน จำเป็นต้องมีโครงสร้างครอบครัวที่ทำให้คนนอกเข้ามาช่วยได้อย่างยั่งยืน ต้องมีการจัดการโครงสร้างเพื่อการเก็บรวบรวมทรัพย์สินและการส่งต่ออย่างโครงสร้างกงสี (กองทรัพย์สิน)

“กงสี หรือ กองทรัพย์สิน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีโครงสร้างการจัดระเบียบภายในเป็นสำคัญ มีระบบระเบียบของกฎหมายเข้ามาช่วย เพราะเป็นแหล่งเงินให้กับคนในครอบครัวได้มีโอกาสสร้างหรือต่อยอดธุรกิจจากธุรกิจหลักของครอบครับที่บริหารอยู่”

ด้าน กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ Chairman of Baker & McKenzie (Bangkok Office) กล่าวเสริมและมีไฮไลท์ช่วงหนึ่งได้ให้เห็นจากมุมธุรกิจด้วยว่า การทำธุรกิจในโลกยุคใหม่นั้น การสื่อสารของครอบครัวคือหลักในการทำธุรกิจ การจะทำให้ทายาทมีแรงบันดาลหรือความมุ่งมั่นให้เหมือนกับรุ่นก่อตั้งนั้นเป็นเรื่องยาก แน่นอนว่ารุ่นที่หนึ่งเราเปรียบกันว่าเป็นจักรพรรดิ์ (Emperor) แห่งธุรกิจ บ่อยครั้งที่ลูกหรือหลานอยากจะเสนอไอเดียทางธุรกิจบางครั้งเป็นเรื่องอยากยิ่ง

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ Chairman of Baker & McKenzie (Bangkok Office)

“สิ่งที่ผมอยากเสริมคือการขอให้รับฟังแบบเปิดใจ ทายาทบางคนอยากทำในสิ่งที่ตัวคิดและอยากทำ รุ่นพ่อแม่ควรให้เขาไปลองทำและค่อยให้กำลังใจ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานการสื่อสารที่สำคัญให้เกิดการเปิดใจ หรือที่เรียกว่า “Talk try and Trust” นั่นเอง” กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ กล่าวโดยสรุป

อ่านเพิ่มเติม Forbes Thailand Forum 2019 The Next Tycoons ช่วงที่ 1

 

 

BACK TO TOP