Mercedes ยึดบัลลังก์ยอดขายรถหรูสูงสุดยาว 3 ปี รถยนต์ไฟฟ้า-ไฮบริดรอโค่นแชมป์ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Motoring
  • News >
  • Mercedes ยึดบัลลังก์ยอดขายรถหรูสูงสุดยาว 3 ปี รถยนต์ไฟฟ้า-ไฮบริดรอโค่นแชมป์

Mercedes ยึดบัลลังก์ยอดขายรถหรูสูงสุดยาว 3 ปี รถยนต์ไฟฟ้า-ไฮบริดรอโค่นแชมป์

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

รายงานจาก ศูนย์วิจัยยานยนต์ (CAR) แห่งมหาวิทยาลัย Duisberg-Essen’s เปิดเผยสถิติว่า ตำแหน่งผู้ผลิตรถระดับพรีเมียมยอดขายสูงสุดในโลกเมื่อปี 2016 ตกเป็นของแบรนด์ Mercedes แทนที่แชมป์เก่าอย่าง BMW และคาดว่า Mercedes จะยังครองตำแหน่งต่อไปในปี 2017 และในอนาคต จากผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในประเทศจีน รวมถึงยอดขายที่ดีของรถเอสยูวีในตลาดรวม

รายงานเปิดเผยข้อมูลว่า Mercedes ขายยานยนต์ระดับพรีเมียมไป 2.084 ล้านคันในปี 2016 ขณะที่ BMW จำหน่ายไป 2.003 ล้านคัน ตามด้วย Audi จำนวน 1.868 ล้านคัน สำหรับปี 2017 ศูนย์วิจัยยานยนต์ฯ CAR ประมาณการว่า Mercedes ของบริษัท Daimler จะยังคงครองแชมป์ด้วยยอดขาย 2.25 ล้านคัน ตามด้วย BMW จำนวน 2.1 ล้านคัน และรถยนต์ Audi ของบริษัท Volkswagen เป็นอันดับสามด้วยยอดขาย 1.9 ล้านคัน

BMW M5

“ในสนามแข่งขันระดับโลกของรถยนต์พรีเมียม Mercedes จะยังคงครองตำแหน่งแชมป์ไปอีกหลายปี ค่อนข้างนำห่างจากคู่แข่งสำคัญอย่าง BMW และ Audi” ศาสตราจารย์ Ferdinand Dudenhoeffer ผู้อำนวยการ CAR กล่าว

Dudenhoeffer กล่าวต่อว่า ปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ Mercedes สามารถสร้างยอดขายรถยนต์ระดับพรีเมียมเป็นอันดับหนึ่งในประเทศจีน แทนที่ Audi ซึ่งครองแชมป์ในจีนมาอย่างยาวนาน

Audi Q2

“แบรนด์ 3 อันดับแรกของตลาดพรีเมียมต่างสร้างยอดขายได้สูงกว่าตลาดรวมอย่างมีนัยยะสำคัญ มีปัจจัยสำคัญของการเติบโตที่รวดเร็วคือการแตกไลน์โมเดลรถยนต์ประเภทเอสยูวีและรถยนต์ขนาดเล็ก” Dudenhoeffer กล่าว

ทั้งนี้ Mercedes สามารถรั้งอันดับแรกของตลาดโลกได้แม้ว่ายอดขายรถยนต์ขนาดเล็กแบรนด์ Smart จะยังคงชะลอตัวและคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5% ในยอดขายรวมของ Mercedes เปรียบเทียบกับแบรนด์รถยนต์ขนาดเล็กของ BMW นั่นคือรถ Mini ที่มีสัดส่วนถึง 15% ในยอดขายรวมของ BMW

ในแง่ของกำไรสุทธิ Mercedes เป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน โดยมีกำไรเฉลี่ย 3,291 ยูโร (1.22 แสนบาท) ต่อคัน ตามด้วย BMW มีกำไร 3,250 ยูโร (1.21 แสนบาท) ต่อคัน และ Audi มีกำไร 3,159 ยูโร (1.17 แสนบาท) ต่อคัน ทำให้กำไรสุทธิของแต่ละบริษัทอยู่ที่ 9.1%, 8.9% และ 8.2% ตามลำดับ

สินค้าของ Mercedes ประสบความสำเร็จ และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าอันดับในตลาดจะเปลี่ยนแปลงไป

“เนื่องจากพอร์ตสินค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อพัฒนาจนออกจำหน่าย ผลคือความเปลี่ยนแปลงด้านอันดับในตลาดยานยนต์พรีเมียมของกลุ่มผู้นำคงไม่เกิดขึ้นภายใน 3 ปี” Dudenhoeffer เปิดเผย

แต่กำไรสุทธิที่สูงของแบรนด์ 3 อันดับแรกในตลาดซึ่งล้วนมาจากประเทศเยอรมนี ได้แก่ Mercedes, BMW และ Audi เป็นไปได้ว่าจะมีแรงกดดันทางธุรกิจ หลังน้ำมันไม่ใช่เชื้อเพลิงราคาประหยัดอีกต่อไป และรถยนต์หรูเหล่านี้จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของรัฐบาลเกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป

รวมไปถึงข่าวอื้อฉาวเรื่องมาตรวัดมลพิษของ Volkswagen และหลักฐานอีกหลายชิ้นยังตีตราว่าพลังงานน้ำมันเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพสำหรับประชากรในเมือง เหล่านี้ล้วนเป็นแรงกดดันให้กับ 3 ค่ายรถดังทั้งสิ้น

ดังนั้น อิทธิพลเหนือตลาดของค่ายรถเยอรมันอาจมีความแข็งแกร่งในระยะสั้น แต่ทว่า Tesla และ Jaguar Land Rover จะเป็นคู่แข่งสำคัญใน 10 ปี

Tesla Model 3

การควบคุมในยุโรปบีบบังคับให้ผู้ผลิตรถต้องลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง น้ำมันดีเซลเคยถูกมองว่าเป็นหนทางระยะสั้นเพื่อไปสู่จุดหมายดังกล่าว แต่ขณะนี้บริษัทเหล่านี้อาจต้องพึ่งพิงพลังงานไฟฟ้าหรือไฮบริดแทน หรือทุ่มงบประมาณให้มากขึ้นเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องยนต์พลังงานน้ำมัน หรือต้องทำทั้งสองอย่าง

Jaguar E-Pace รถเอสยูวีที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Jaguar โดยคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2018

“ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้ง 3 บริษัท คือความรวดเร็วของโลกในการเปลี่ยนไปสู่ตลาดแห่งยานยนต์ไฟฟ้า จุดสิ้นสุดในการเป็นเจ้าตลาดของรถยนต์เยอรมันคงไม่เกิดขึ้นใน 5 ปี แต่เป็นไปได้ในรอบ 10 ปี ในยุคนั้นเป็นโอกาสทองของ Tesla และ Jaguar Land Rover บริษัทเหล่านี้จะปะทะแข่งขันกับบรรดาค่ายรถเยอรมัน ส่วนแบรนด์อย่าง Lexus, Infiniti, Cadillac ฯลฯ จะไม่มีโอกาสได้ส่วนแบ่งตลาดจำนวนมากในตลาดรถพรีเมียม” Dudenhoeffer กล่าว

 

เรียบเรียงจาก Why Mercedes Will Retain Global Luxury Sales Crown In 2017, And Likely For Years To Come โดย Neil Winton

BACK TO TOP