โควิดทิ้งแผลลึก “ตลาดรถสหรัฐฯ” ยอดขายหาย 16 ล้านคัน รถป้ายแดงกลายเป็นของคนรวย! คนอเมริกันจำใจหันซื้อรถอายุ 10 ปี

โควิดทิ้งแผลลึก “ตลาดรถสหรัฐฯ” ยอดขายหาย 16 ล้านคัน รถป้ายแดงกลายเป็นของคนรวย! คนอเมริกันจำใจหันซื้อรถอายุ 10 ปี

FORBES THAILAND / ADMIN
12 Jun 2026 | 05:14 PM
READ 139

วิกฤตโควิด-19 ทิ้งบาดแผลลึกให้อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ หลังซัพพลายรถใหม่หายไป 8 ล้านคัน ฉุดยอดขายสะสมร่วง 16 ล้านคันจากจุดพีคปี 2016 ส่งผลให้ตลาดรถมือสองขาดแคลนและราคาพุ่ง ซ้ำเติมด้วยค่ายรถที่หันไปเน้นกลุ่ม “ไฮเอนด์” และหั่นสัดส่วนเช่าซื้อ บีบให้ผู้บริโภคที่รายได้โตไม่ทันเงินเฟ้อต้องจำใจซื้อรถเก่าอายุ 9-10 ปี ท่ามกลางฐานรายได้คนซื้อรถใหม่ที่พุ่งทะลุ 150,000 เหรียญสหรัฐต่อปี


    สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแง่ของ "กลไกราคา" ที่ถูกผลักให้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และไม่ได้กระทบแค่ตลาดรถป้ายแดง แต่ยังลามไปถึงตลาดรถยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งานมานับทศวรรษ


ซัพพลายที่หายไป กับกลยุทธ์เจาะตลาดบน

    สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาพุ่งไปถึงตลาดรถเก่านั้น สืบเนื่องมาจากช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ สายพานการผลิตทั่วโลกต้องสะดุดลงอย่างหนักจากการปิดโรงงานและปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วน Jeremy Robb หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Cox Automotive เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีรถยนต์ใหม่ราว 8 ล้านคันที่หายไปจากระบบและไม่ได้ถูกผลิตออกมา

    เมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต บรรดาค่ายรถยนต์ (OEM) จึงต้องแก้เกมเพื่อรักษาผลกำไร ด้วยการโยกทรัพยากรไปทุ่มให้กับการผลิตรถยนต์ระดับ "ไฮเอนด์" เช่น รุ่นท็อป รถกระบะ และรถ SUV ซึ่งทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่า และกลยุทธ์นี้ก็ยังคงถูกลากยาวใช้มาจนถึงปัจจุบัน

    โดยข้อมูลจากสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Bureau of Economic Analysis) ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดที่หดตัว แม้ยอดขายรถยนต์ในปี 2025 จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 16.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดช่วงวิกฤตที่ 13.8 ล้านคันในปี 2022 

    แต่ก็ยังทิ้งห่างจากสถิติยอดขายสูงสุดที่ 17.55 ล้านคันในปี 2016 อยู่มาก และแนวโน้มการฟื้นตัวก็ยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ โดย Cox Automotive คาดการณ์ว่ายอดขายปี 2026 จะอยู่ที่ราว 15.8 ล้านคัน ขณะที่ JD Power มองไว้ที่ 16.3 ล้านคัน

    Tyson Jominy รองประธานอาวุโสของ JD Power อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ตลาดรถยนต์จะมีช่วงที่ยอดขายขึ้นและลงตามสภาพเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติ แต่อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ได้สูญเสียยอดขายไปแล้วถึง 16 ล้านคัน เมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรจะทำได้หากยอดขายยังรักษาระดับได้เท่ากับปี 2016 ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการขายทั้งปีที่หล่นหายไปจากตลาด และกว่าครึ่งของความสูญเสียนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่เกิดโควิด-19


โดมิโนเอฟเฟกต์ สู่ตลาดรถมือสอง

    ตัวเลขรถใหม่ที่ลดลงอย่างน่าตกใจนี้ ไม่ได้จบแค่ในโชว์รูม แต่สร้างผลกระทบเป็นทอดๆ สู่ตลาดรถมือสอง โดย Tyson Jominy เปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่า

    "ยอดขายรถใหม่เปรียบเสมือนลูกแก้วที่อยู่บนจุดสูงสุดของเกมดักหนู (Mousetrap game) เมื่อคุณปล่อยลูกแก้วนั้นลงมา มันก็จะไหลผ่านช่องและบันไดทั้งหมดลงไปจนถึงด้านล่างสุด"

    ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายรถและดีลเลอร์ยังหั่นงบโปรโมชั่นและลดการทำสัญญาเช่าซื้อลงอย่างหนัก จากที่เคยมีสัดส่วนราว 30% ของตลาดรถใหม่ก่อนเกิดโรคระบาด สัดส่วนนี้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 18% ในปี 2022 สาเหตุเพราะการเช่าซื้อมีต้นทุนที่สูงสำหรับผู้ผลิต อีกทั้งรถยนต์ราคาสูงที่ค่ายรถหันไปเน้นผลิตนั้น ก็มักจะไม่ค่อยได้รับความนิยมในการเช่าซื้ออยู่แล้ว

    ซึ่งการลดสัดส่วนเช่าซื้อดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่อง เพราะโดยปกติแล้วรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมักจะมีอายุ 3 ปี ถือเป็นแหล่งป้อนสินค้าชั้นดีให้กับตลาดรถมือสอง เมื่อวงจรนี้ถูกตัดขาด ตลาดรถมือสองจึงต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี กว่าจะเริ่มเผชิญกับภาวะของขาดตลาดอย่างชัดเจน

    ดังนั้น เมื่อของมีน้อย ค่ายรถก็ไม่จำเป็นต้องง้อด้วยการลดราคา สิทธิพิเศษ หรือส่วนลดรถใหม่ที่เคยมีเฉลี่ยสูงถึง 9.5% ก่อนยุคโควิด ก็ถูกปรับลดลงจนแทบไม่เหลือในช่วงที่เกิดวิกฤต แม้ Jeremy Robb จะระบุว่าตัวเลขนี้ได้ไต่ระดับกลับขึ้นมาเฉลี่ยที่ 6.5%-7% ในปี 2026 แต่ก็ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต และไม่ได้กระจายตัวเท่าเทียมกันทั้งอุตสาหกรรม


ช่องว่างรายได้ และการลดสเปกของผู้บริโภค

    นอกจากราคารถยนต์ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงแล้ว ทางฝั่งผู้บริโภคเองก็กำลังเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันแพง ภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

    "ราคาของแพงขึ้นประมาณหนึ่งในสาม แต่เงินเดือนและรายได้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นให้ทันกับราคานั้นเลย" Tyson Jominy กล่าว

    จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคที่สามารถครอบครองรถยนต์ใหม่ได้มีขนาดเล็กลงมาก โดยรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ซื้อรถใหม่นั้นพุ่งทะลุ 150,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งทิ้งห่างจากรายได้เฉลี่ยของภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่เพียง 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปีค่อนข้างมาก

    เมื่อสู้ราคารถใหม่ไม่ไหว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผู้ซื้อต้องยอมลดสเปกของตัวเองลง โดยข้อมูลจาก Cox Automotive สะท้อนภาพความจริงว่า ความต้องการในตลาดรถยนต์มือสองอายุ 9 และ 10 ปี พุ่งทะยานสูงกว่าในอดีตอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคต้องมองหารถที่เก่าลงและราคาถูกลงเรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังทรัพย์ในกระเป๋า

    Jeremy Robb กล่าวทิ้งท้ายว่า ปกติแล้วเราจะไม่ค่อยเห็นแรงกดดันด้านราคาในตลาดรถยนต์ระดับล่างแบบนี้มาก่อน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เขาเชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะกลายเป็นความปกติรูปแบบใหม่ไปแล้ว เนื่องจากปริมาณรถยนต์ในตลาดจะยังไม่ฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นมากนักในช่วง 3 ถึง 4 ปีข้างหน้า


แปลและเรียบเรียงจากบทความ : How pandemic car shortages are still making new and used cars expensive

ภาพ : AFP




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : BYD กำไรไตรมาสแรกดิ่ง 55.4% หนักสุดในรอบ 6 ปี เซ่นพิษยอดขายในจีนซบเซา-ตลาดแข่งเดือด!

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine