บ้านและรถมีไฟแนนซ์ แบรนด์เนมก็ต้องมี “แบรนด์เนม มันนี่” เติมเต็มช่องว่างตลาดลักชัวรี่ 2 แสนล้าน ส่งสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากชิงมาร์เก็ตแชร์ 1-2% โชว์บริการเหนือระดับด้วยเลขาส่วนตัวพาบุกช็อปหรู พร้อมคุมความเสี่ยงอยู่หมัดไร้ NPL ล็อกเป้าดันยอดปล่อยกู้ปีนี้แตะ 400 ล้านบาท ก่อนปั้นยอดสู่พันล้าน เพื่อจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2571-2572
ภาพรวมตลาดแบรนด์เนมในประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นเดสติเนชันสำคัญของแบรนด์หรูระดับโลก โดยเฉพาะเครือ LVMH ที่เทน้ำหนักการลงทุนมาที่ไทยจนกลายเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ความน่าสนใจคือฐานลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงอีกต่อไป แต่ขยายวงกว้างไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 20 ต้นๆ ที่มองว่าสินค้าลักชัวรี่คือเครื่องแสดงสถานะและเป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดอาชีพ
ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) มองเห็นขุมทรัพย์ในตลาดนี้จาก “Pain Point” ที่ตนเองเคยประสบเมื่อครั้งอายุ 20 ปีที่มีเงินเก็บหลักแสนและอยากครอบครองนาฬิกา Rolex แต่หากซื้อด้วยเงินสดทั้งหมด สภาพคล่องที่มีจะหายไปทันที
"ทุกอย่างรอบตัวเรา บ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนเครื่องละ 7 หมื่นบาท ล้วนมีระบบผ่อนชำระมารองรับ แต่ทำไมกระเป๋าใบละแสน หรือนาฬิกาเรือนละล้านถึงผ่อนไม่ได้ ทั้งที่มีมูลค่าตลาดมหาศาล" ปพน ตั้งคำถาม
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง แบรนด์เนม มันนี่ (Brandname Money) เพื่อเติมเต็มความต้องการให้ผู้ที่อยากครอบครองแบรนด์เนมแต่ไม่ต้องการจมเงินก้อนไปในคราวเดียว
"หากเป็นธุรกิจขายฝากหรือจำนำอาจมีผู้เล่นอยู่พอสมควร แต่สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนม เรายังคงเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย ทำให้ความท้าทายหลักในเวลานี้ไม่ใช่การแข่งกับคู่แข่ง แต่คือการแข่งกับตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปิดกว้าง" ปพน กล่าว

ชู 3 โมเดลธุรกิจ โตสวนกระแสเศรษฐกิจ
เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว แบรนด์เนม มันนี่ จึงได้ออกแบบ 3 โมเดลธุรกิจหลักที่ครอบคลุมพฤติกรรมทางการเงินที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่
สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) : บริการชูโรงที่ได้รับความนิยมสูงสุด ลูกค้าวางเงินดาวน์เพียง 30% และผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน หรือราว 11.88% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าบัตรเครดิตสามารถรับสินค้าไปใช้งานได้ทันที โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 45%
ผ่อนจบ-รับของ : ล็อกราคาสินค้าที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้เอกสารทางการเงิน เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว ผ่อนครบรับของทันที โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10%
บริการขายฝาก : เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุนหมุนเวียน ด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 45%
ความสำเร็จของโมเดลเหล่านี้ สะท้อนผ่านผลประกอบการที่พลิกฟื้นอย่างรวดเร็ว จากปีแรกที่มีผลขาดทุน 1 ล้านบาทจากการลงทุนวางระบบ สู่การพลิกทำกำไรได้ถึง 8 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมกวาดยอดอนุมัติสินเชื่อรวม 200 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนขายฝาก 160 ล้านบาท, เช่าซื้อ 26 ล้านบาท และผ่อนจบรับของกว่า 10 ล้านบาท
ซึ่งผลประกอบการในปี 2569 ของบริษัทก็ยังคงพุ่งทะยานต่อเนื่อง โดยภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าที่จะดันพอร์ตสินเชื่อให้แตะ 400 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.69) โมเดลสินเชื่อเช่าซื้อเติบโตไปแล้วกว่า 54 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่ายอดทั้งปี 2568 ไปแล้วกว่าเท่าตัว
คุมเข้มความเสี่ยง ปั้น NPL 0%
ปพน กล่าวต่อว่า แม้พอร์ตจะเติบโตร้อนแรง แต่สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยบริษัทจะใช้กระบวนการคัดกรองเครดิตที่เข้มข้นเทียบเท่าสถาบันการเงินระดับเทียร์ 1 โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงถึง 50% เพื่อคัดกรองเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีวินัยและความพร้อมทางการเงินจริงๆ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีตัวเลขหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ระดับ 0%
โดยเบื้องต้นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและวินัยทางการเงินสูง โดยสัดส่วน 50% อยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME รองลงมาคือกลุ่มพนักงานออฟฟิศ โดยมูลค่าสินค้าเฉลี่ยที่ขอสินเชื่ออยู่ที่ 100,000 - 300,000 บาท ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าราคา 10,000 บาท ไปจนถึงไฮจิวเวลรีหรือนาฬิกาหรูวงเงิน 8.5 ล้านบาท

ยกระดับบริการ ดัน Ecosystem ครบวงจร
นอกจากการดูแลเรื่องสินเชื่อแล้ว บริษัทยังมุ่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดยล่าสุดได้เปิดตัวบริการ Personal Assistant (PA) ทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัวพาลูกค้าเข้าไปเลือกซื้อสินค้ามือหนึ่งในช็อปแบรนด์เนมโดยตรง พร้อมจัดการเรื่องการชำระเงินและสินเชื่อให้เบ็ดเสร็จ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ระดับ VIP อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันมี PA ให้บริการอยู่ทั้งหมด 5 คน
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายเครือข่ายร้านค้าพาร์ทเนอร์สินค้ามือสองจาก 40 แห่ง เป็น 70 แห่ง และตั้งเป้าแตะ 100 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเปิดโครงการ Agent ให้ผู้ที่คลุกคลีในวงการแบรนด์เนมสามารถสร้างรายได้จากการแนะนำลูกค้าอีกด้วย
สเกลอัพพอร์ตพันล้าน ปูทางสู่ IPO
เมื่อภาพรวมธุรกิจและอีโคซิสเต็มเริ่มแข็งแกร่ง ทิศทางหลังจากนี้ของ แบรนด์เนม มันนี่ จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับองค์กร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่มนักลงทุนและสถาบันการเงิน (Non-Bank / Bank Subsidiary) 3-4 ราย เพื่อหา Strategic Partner ที่ไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเงินลงทุน แต่ต้องมีระบบหลังบ้าน ศักยภาพด้านต้นทุนทางการเงิน และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารหนี้ที่แข็งแกร่งเข้ามาเสริมทัพ
ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการดันพอร์ตสินเชื่อทะยานสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท และเดินหน้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2571-2572 ซึ่งหากบริษัทสามารถเจาะส่วนแบ่งตลาดเพียง 1-2% จากมูลค่าตลาดแบรนด์เนม 2 แสนล้านบาทได้สำเร็จ แบรนด์เนม มันนี่จะกลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาที่สุดรายหนึ่งในสมรภูมิสินเชื่อลักชัวรี่ของไทย
ภาพ : แบรนด์เนม มันนี่
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : คนรุ่นใหม่เปย์ให้ “ของหรูราคาเอื้อมถึง” ดันยอดขายสูงกว่าลักชัวรี่ 3 เท่า! ลดความสำคัญของ “แบรนด์-โลโก้” สนใจ “ความคุ้มค่า-สะท้อนตัวตน” มากกว่า
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


