ส่องอาณาจักรแสนล้าน “ไมเนอร์” มีธุรกิจอะไรบ้าง?

ส่องอาณาจักรแสนล้าน “ไมเนอร์” มีธุรกิจอะไรบ้าง?

โรงแรม 636 โรงแรม ร้านอาหาร 2,746 สาขา นี่คืออาณาจักรของ MINT เจ้าของแบรนด์ดังที่เราคุ้นเคย ปี 2025 กำไรโต 16% พร้อมเดินเกม Asset-Light และแผน IPO ระดับพันล้านเหรียญ


    รู้หรือไม่ว่าบรรดาร้านอาหารคุ้นหูคนไทย เช่น แดรี่ ควีน, เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เล่อร์ ฯลฯ รวมถึงโรงแรม เช่น Anatara, Avani, NH Collection, JW Marriott, Radisson Blu ฯลฯ ล้วนมีเจ้าของคนเดียวกันนั่นก็คือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT

    ไมเนอร์ฯ ก่อตั้งขึ้นโดย William Heinecke ชาวอเมริกันคนนี้อพยพมาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเริ่มก่อตั้งบริษัทแรกของเขาก่อนอายุครบ 18 ปี เขาขยายธุรกิจโรงแรมจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเครือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2025 เขาอยู่ในอันดับ 19 ของทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยของ Forbes ด้วยทรัพย์สิน 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปัจจุบัน MINT เป็นบริษัทระดับโลกไปแล้ว โดยมี 2 ธุรกิจหลักเป็นตัวขับเคลื่อน ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

    โดย MINT เป็นเจ้าของ ผู้บริหาร และนักลงทุนในโรงแรม มีพอร์ตโฟลิโอจำนวน 636 แห่ง ภายใต้แบรนด์ Anantara, Avani, Oaks, Tivoli, NH Collection, NH, nhow, Elewana, The Wolseley, Colbert Collection, Minor Reserve Collection, iStay, Four Seasons, St. Regis, JW Marriott และ Radisson Blu ใน 63 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา คาบสมุทรอินเดีย ยุโรป และอเมริกา (รวมโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองที่จะเปิดตัวในอนาคตและกิจการร่วมค้าที่ได้มีข้อผูกพันแล้ว ตลอดจนโรงแรมภายใต้การเช่าบริหารและสัญญารับจ้างบริหารที่เซ็นสัญญาแล้ว)

    นอกจากนี้ MINT ยังเป็นหนึ่งในบริษัทร้านอาหารรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีร้านอาหารมากกว่า 2,746 สาขา (รวมสัญญาแฟรนไชส์ที่ได้ลงนามแล้ว) ใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ The Pizza Company, The Coffee Club, Riverside Grilled Fish, Sanook Kitchen, Benihana, Bonchon, Swensen’s, Sizzler, Dairy Queen, Burger King และ GAGA เป็นต้น รวมถึงร้านอาหารอีกกว่า 1,000 สาขาที่ดำเนินการผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ MINT เช่น S&P และ BreadTalk เป็นต้น


    ปี 2025 ไมเนอร์ฯ รายงานผลประกอบการรายได้ 167,241 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,700 ล้านบาท เติบโต 16% เรียกได้ว่าเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์ Asset-Light ที่ MINT เริ่มใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นกลยุทธ์ที่เน้นไปที่การเข้าไปลงนามบริหารโรงแรม แทนการลงทุนสร้างโรงแรมของตัวเอง ส่วนในธุรกิจอาหาร ก็เน้นการขยายสาขาผ่านการขายแฟรนไชส์ มากกว่าลงทุนสร้างสาขาเองนั่นเอง

    สำหรับแผนในอนาคต ไมเนอร์ฯ วางแผน 3 ปี (2569-2571) ว่าจะเพิ่มจำนวนโรงแรมและโรงแรมที่บริหารไปสู่ 850 แห่งในปี 2571 จากปัจจุบัน 636 แห่ง และขยายร้านอาหารจาก 2,746 สาขา เป็น 4,150 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า โดยวางงบลงทุนไว้ที่ปีนี้ 15,000 ล้านบาท, ปี 2570 อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท และปี 2571 อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท

    “กลยุทธ์การเติบโตของแผน 3 ปีนี้จะเป็นในรูปแบบ Asset-Light คือการรับบริหารโรงแรมและขยายร้านอาหารด้วยโมเดลแฟรนไชส์ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนเองมากมาย แต่ได้อัตรากำไรที่ค่อนสูง โดยจะขยายไปทั้งตลาดใหม่ๆ และตลาดเดิมที่มีศักยภาพสูง” ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวในงานแถลงข่าวประจำปีเมื่อไม่นานมานี้

    เขายังบอกอีกว่า ขณะที่เป้าหมายการเงิน ตามแผน 3 ปี อยากเห็นอัตราการเติบโตรายได้ 6-8% และกำไรโต 15-20% นอกจากนี้จะโฟกัสให้ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งต่อ ทั้งลดหนี้ โดยตั้งเป้าว่าปลายปีนี้จะมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนลงไปเหลือ 0.75 เท่า หรือ 0.85 เท่าให้ได้

    ที่น่าสนใจ MINT กำลังมีแผนโปรเจ็กต์ IPO สองโครงการด้วยกัน โดยดิลลิประบุว่า ในปีนี้ไมเนอร์ฯ ยังวางโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้สินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นมีคุณค่ามากขึ้น ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นำทรัพย์สินโรงแรมเข้าไปในกอง REIT ซึ่งจะ IPO ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในปีนี้ เพราะอยากเร่งลดหนี้ให้เร็วขึ้น ปัจจุบันกำลัง explore โปรเจ็กต์นี้อยู่ โดยทรัพย์สินที่อยู่ในกองนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีทรัพย์สินทั้งในไทยและยุโรป แต่ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป โดยในกอง REIT ดังกล่าวไมเนอร์ฯ จะถือครองสัดส่วนในจำนวนที่มีนัยสำคัญ

    “เรากำลังมี 2 โปรเจ็กต์ที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักหลักทรัพย์ อันแรกคือ กอง REIT ที่จะ IPO ที่สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในปีนี้ ส่วนอีกอันเรายังไม่ได้ตกผลึก นั่นคือการ IPO ของไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

    “การเติบโตและการขยายร้านของไมเนอร์ ฟู้ด ที่ผ่านมา ทำให้เราคิดว่านี่จะเป็นอีกธุรกิจที่เราสามารถ IPO ได้ ขณะที่ตลาดฮ่องกงอาจเป็นตลาดที่ attractive กว่า มีนักลงทุนมากกว่า เป็น regional play และมีหุ้นจีนในตลาดมากมาย แต่ถ้าเราเป็น diversify play ก็ทำให้เราเป็นหุ้นที่น่าสนใจ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราสนใจฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนของการ explore ไทม์ไลน์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในหลายๆ มิติ คร่าวๆ ยังไม่ได้ Commit แต่น่าจะเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมปลายปีนี้”



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ไมเนอร์” ปี 68 กำไร 9,700 ล้าน เติบโต 16% วางเป้า 3 ปีขยายโรงแรมสู่ 850 แห่ง ขยายร้านอาหารสู่ 4,150 สาขา

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine