สมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดค้าปลีกปี 2569 โต 3% แตะ 4.38 ล้านล้าน ท่องเที่ยว-ส่งออกยังเป็นแรงหนุน จี้รัฐเติมแรงส่งก่อน Q4

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดค้าปลีกปี 2569 โต 3% แตะ 4.38 ล้านล้าน ท่องเที่ยว-ส่งออกยังเป็นแรงหนุน จี้รัฐเติมแรงส่งก่อน Q4

ค้าปลีกไทยยังประคองตัวได้ แม้ GDP ชะลอ โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดปี 2569 โต 3% มูลค่าตลาดขยับขึ้นสู่ 4.38 ล้านล้านบาท จากแรงหนุนท่องเที่ยวและส่งออก แต่กำลังซื้อในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น สมาคมฯ จึงชงรัฐเร่ง Easy E-Receipt ขยาย VAT Refund และเปิดทางมาตรการช่วยร้านค้าไทย จับตา Q4 ไฮซีซั่น หากรัฐเติมแรงส่งทัน คาดช่วยดันบรรยากาศจับจ่ายกลับมาคึกคัก


    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญความกดดันรอบด้าน แต่ "อุตสาหกรรมค้าปลีก" กลับแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพในการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศ

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้เปิดเผยภาพรวมของตลาดที่ชี้ให้เห็นว่า แม้การเติบโตของ GDP ในประเทศจะมีทิศทางชะลอตัว แต่มูลค่าตลาดค้าปลีกกลับเติบโตสวนกระแสอย่างน่าจับตา เพราะหากย้อนดูตัวเลขในปี 2567 ประเทศไทยมี GDP เติบโตที่ 2.9% ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกสูงถึง 4.13 ล้านล้านบาท ถัดมาในปี 2568 ที่ผ่านมา แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงเหลือ 2.4% แต่ค้าปลีกยังคงเติบโตได้ 3% ด้วยมูลค่า 4.25 ล้านล้านบาท

    และสำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน แม้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้เพียง 1.6-2.0% แต่สมาคมฯ ประเมินว่าตลาดค้าปลีกจะยังคงรักษาการเติบโตที่ 3% ทะยานสู่ 4.38 ล้านล้านบาท ก่อนที่จะขยับไปแตะระดับ 4.5-4.55 ล้านล้านบาทในปี 2570 ด้วยอัตราการเติบโต 3-3.5%

ณัฐ วงศ์พานิช


ท่องเที่ยว-ส่งออก เครื่องยนต์หลักดันค้าปลีก

    ปัจจัยสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนภาคค้าปลีกในช่วงเวลานี้ คือภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 7.1% เข้ามาช่วยพยุงในจังหวะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง

    ขณะที่มิติของการท่องเที่ยวนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้จะคาดการณ์ไว้ที่ราว 33 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและยุโรป มีพฤติกรรมพำนักระยะยาว และมีกำลังซื้อสูง สามารถสู้กับค่าครองชีพและค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นได้

    รวมถึงได้แรงหนุนจากการโปรโมตผ่านศิลปินระดับโลกอย่าง ลิซ่า (Lisa) เข้ามาช่วยดึงดูดอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวปีนี้จะพุ่งสูงถึง 2.68 ล้านล้านบาท และขยับเป็น 2.76 ล้านล้านบาทได้ในปี 2570


    นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายออกสู่ภูมิภาค ยังเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญ ซึ่งเมื่อมาดูโครงสร้างตลาดค้าปลีกปัจจุบันจะพบว่าร้านค้าดั้งเดิมครองสัดส่วน 55% และร้านค้าสมัยใหม่อยู่ที่ 45% โดยกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ 55.7% และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (non-food) อยู่ที่ 44.3%

    ขณะเดียวกันช่องทางออนไลน์ก็เติบโตแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่องจนขยับสัดส่วนขึ้นมาถึง 23.5% ส่วนช่องทางออฟไลน์อยู่ที่ 76.5% ในขณะที่ภาพรวมของการเติบโตตามประเภทร้านค้า พบว่ากลุ่ม "โลคอล โมเดิร์นเทรด" ในต่างจังหวัด โชว์ผลงานโดดเด่นที่สุดด้วยการเติบโต 5-8% ตามมาด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต 3-5% ขณะที่ห้างสรรพสินค้า คอนวีเนียนสโตร์ และไฮเปอร์มาร์เก็ต เติบโตราว 0.5-3%


หนี้ครัวเรือน-สินค้าต่างชาติ ปัจจัยกดดันตลาด

    แม้ตัวเลขภาพรวมจะยังไปได้ แต่สมรภูมิค้าปลีกก็เต็มไปด้วยปัจจัยกดดันที่รุนแรง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงถึง 85.9% ต่อ GDP ในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้ออย่างหนัก ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคยังพอประคองตัวได้

    โดยณัฐ สะท้อนภาพกำลังซื้อในจุดนี้ว่า "กำลังซื้อในภาคสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงไปได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต้องกินต้องใช้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกู้ยากขึ้น ภาคธนาคารยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อสูงมาก"

    นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังต้องรับมือกับต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และที่หนักหน่วงที่สุดคือ การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ

    "ยิ่งเกิดสงครามหรือการกีดกันทางการค้าในเวทีโลก ยิ่งทำให้สินค้าราคาถูกจากบางประเทศทะลักเข้ามาในไทยเยอะขึ้นมาก ทำให้เอสเอ็มอีไทยแข่งขันลำบากและเหนื่อยมาก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเรื่องการกำหนดความรับผิดชอบด้านภาษีและมาตรฐานสินค้าของแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านั้นอย่างจริงจัง" ณัฐกล่าวย้ำ


กางยุทธศาสตร์ TRA “ACT” ยกระดับค้าปลีกยุคใหม่

    เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด TRA “ACT” เริ่มจาก A-Advance Inclusive and Fair Growth มุ่งเชื่อมโยงผู้ค้าปลีกรายใหญ่กับเอสเอ็มอีและเกษตรกร เพื่อขยายช่องทางขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จัก และเรียกร้องให้เกิดมาตรฐานการค้าที่เป็นธรรม ควบคุมแพลตฟอร์มต่างชาติ

    ตามมาด้วย C-Capability Building for Future Ready Retail ยกระดับความสามารถสมาชิกด้วยศูนย์กลางข้อมูล นำเทคโนโลยี omnichannel มาลดต้นทุน พร้อมผลักดันการลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และส่งเสริมการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนและผู้สูงอายุ

    ปิดท้ายด้วย T-Together for Sustainable Growth เน้นการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดขยะอาหาร ประหยัดพลังงาน รวมถึงการนำหุ่นยนต์มาใช้ และโปรเจกต์นำร่องอย่าง Next-topia ที่เน้นใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมดในการตกแต่งพื้นที่ค้าปลีก


จี้รัฐอัด "Easy E-Receipt" ปลดล็อกข้อจำกัด

    นอกเหนือจากแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมฯ แล้ว การสนับสนุนจากภาครัฐก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยล่าสุดสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือข้อเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์และหอการค้าไทยไปเมื่อ 2 เดือนก่อน แบ่งเป็น 3 ระยะ

    "ในระยะสั้นเราอยากเสนอให้รัฐกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการ Easy E-Receipt หากขยายวงเงินเป็น 1 แสนบาท จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้ภาคค้าปลีกได้ดีขึ้นมาก นอกจากนี้ หากสามารถทำ VAT refund ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มียอดซื้อ 3,000 บาทได้ทันที ณ จุดขาย ก็จะยิ่งกระตุ้นการจับจ่ายได้มหาศาล"

    รวมถึงเสนอให้ขยายขอบเขตโครงการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกและเอสเอ็มอีในระบบภาษีมากขึ้น

    สำหรับระยะกลาง เสนอให้รัฐเร่งลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ เปิดทางให้ BOI สนับสนุนการลงทุนค้าปลีกในระดับจังหวัด และเร่งแก้กฎหมายรองรับการจ้างงานรายชั่วโมง ส่วนในระยะยาว สมาคมฯ ต้องการให้ภาครัฐยกระดับการแข่งขันให้เท่าเทียม บังคับเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ

    พร้อมเสนอโมเดล "ช้อปปิ้ง พาราไดซ์" นำร่องพื้นที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ และเร่งผลักดันเอฟทีเอ (FTA) ไทย-อียู


ลุ้นไฮซีซั่น Q4 ดันค้าปลีกฟื้นตัว

    จากทิศทางและข้อเสนอทั้งหมดนี้ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประเมินทิ้งท้ายว่า แม้โอกาสที่ตลาดค้าปลีกไทยจะกลับไปเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยตัวเลขสองหลักจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องเผชิญการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ดุเดือดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

    แต่สำหรับไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐที่กำลังจะออกมา เชื่อมั่นว่าบรรยากาศการจับจ่ายจะกลับมาคึกคักและเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน อุตสาหกรรมค้าปลีกจะยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยต่อไป


ภาพ : สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, Magnific




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เจาะกลยุทธ์ “Antidotes” น้องใหม่วงการน้ำหอมไทย เมื่อน้ำหอมยุคนี้ ไม่ได้ขายแค่กลิ่น! ต้องสร้างตัวตน เชื่อมสาขา-ออนไลน์ ดันยอดขายโต

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine