“คุณภาพ วัดไม่ได้ด้วยราคา” The Ordinary สกินแคร์หลักร้อยเข้าไทยแล้ว พร้อมตั้งเป้าสู่ Top 5

“คุณภาพ วัดไม่ได้ด้วยราคา” The Ordinary สกินแคร์หลักร้อยเข้าไทยแล้ว พร้อมตั้งเป้าสู่ Top 5

“สกินแคร์หลักร้อย ที่คุณภาพดีเกินราคา” นี่คือคำนิยามที่หลายคนให้ไว้กับ The Ordinary แบรนด์สกินแคร์จากแคนาดาที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2559 ก็ได้รับกระแสดีจน Estee Lauder ซื้อกิจการไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ล่าสุดแบรนด์นี้เข้าสู่ประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าว่าจะทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ในของเครือ Estee Lauder ในไทยให้ได้ และขึ้น Top 5 สกินแคร์ในไทยภายในไม่เกิน 3 ปี


    ย้อนกลับไปในช่วงโควิดระบาด เทรนด์การดูแลผิวพรรณของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับ ‘ส่วนผสมหลัก’ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Niacinamide, Retinol, AHA, Hyaluronic acid เป็นต้น ผู้บริโภคชาวไทยค้นหาสกินแคร์ที่ต้องการจากชื่อส่วนผสม แทนที่จะค้นหาด้วยผลลัพธ์ที่อยากได้แบบแต่ก่อน

    นั่นทำให้สกินแคร์ที่พูดถึงส่วนผสมเป็นหลักเริ่มได้รับความนิยม รวมไปถึง The Ordinary แบรนด์สกินแคร์จากแคนาดาที่แม้จะไม่มีขายในไทย แต่กระแสดีมากในโซเชียลมีเดียจนคนไทยต้องสั่งซื้อผ่านคนที่เปิด ‘รับหิ้ว’

    แต่ล่าสุดเรียกว่าสายฝากหิ้วคงไม่ต้องทำแบบนั้นอีกต่อไป เมื่อ The Ordinary เข้าสู่ตลาดประเทศไทยแล้วอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ผ่านสาขาของ EVE AND BOY, Sephora และช่องทางออนไลน์ผ่าน Shopee (ของแท้จะมีแถบ Premium สีทองขึ้น) พร้อมจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 30 มกราคม 2568

​

(จากซ้าย) Amy Bi, Rita Silva, กิตติยา อานันทนะสุวงศ์


    The Ordinary เปิดตัวครั้งแรกในปี 2559 โดยเป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทที่ชื่อว่า DECIEM จุดเริ่มต้นของ The Ordinary มาจากความหงุดหงิดและคับข้องใจที่ว่าทำไมสกินแคร์ที่ดูมีคุณสมบัติเหมือนกันถึงมีราคาไม่เท่ากัน สร้างความสับสนจนเกิดคำถามว่าแล้วผู้บริโภคควรจะเลือกจากอะไร?

    นำมาสู่หลักการในการสร้างแบรนด์ของ The Ordinary ที่ยึดหลัก ‘โปร่งใส’ และ ‘จริงใจ’ กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการตั้งราคา ที่เป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย ซึ่งมาจากการใช้ส่วนผสมหลักเพียงตัวเดียว และสารสกัดที่ใช้ก็ไม่ได้มีต้นทุนสูง รวมถึงการมอบประสิทธิผลที่รับประกันว่าไม่ overclaim

​


    ไม่เพียงเท่านั้น การสื่อสารที่โปร่งใสของแบรนด์ยังรวมไปถึงการที่ไม่ได้ทุ่มงบมหาศาลไปกับมาร์เก็ตติ้ง แต่ภายใต้แพ็คเกจจิ้งที่เรียบง่ายนั้นได้บอกส่วนผสมต่างๆ อย่างชัดเจน และจริงใจกับผู้บริโภคด้วยการไม่ใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นนางแบบดาราที่ผิวดีอยู่แล้ว แต่พรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ คือพนักงานของบริษัทนั่นเอง และนั่นคือส่วนผสมที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

    “หัวใจสำคัญคือต้องซื่อสัตย์ เราไม่มีการ overclaim เราให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และงานวิจัยเป็นอันดับแรก จากที่ตอนแรกบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์ 5 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 150 คนแล้ว นอกจากนี้เรามุ่งให้ความรู้กับอุตสาหกรรมความงามรวมถึงผู้บริโภคว่าควรจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมอะไร ใช้คู่กับตัวไหนถึงจะดีที่สุด ไม่ใช่มุ่งขายโดยที่ไม่สนใจปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า” Amy Bi รองประธาน DECIEM กล่าวในงานแถลงข่าวที่ประเทศไทย

    กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งการตั้งราคาที่เหมาะสมจับต้องได้ การสื่อสารที่โปร่งใส และคุณภาพสินค้า ทำให้ The Ordinary เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเข้าตา Estee Lauder ที่ทยอยซื้อหุ้นบริษัท DECIEM ตั้งแต่ปี 2560 จนปัจจุบันถือหุ้นครบ 100% แล้ว รวมมูลค่าเม็ดเงินทั้งหมดในการซื้อกิจการกว่า 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    The Ordinary ขยายไปในหลายประเทศและได้รับการตอบรับที่ดี อย่างเช่นในอังกฤษที่ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ไปแล้ว หรือในแอฟริกาใต้ก็สามารถขึ้นเบอร์ 1 ได้ของกลุ่ม Estee Lauder ภายใน 1 ปี

​


    ส่วนในแถบเอเชีย The Ordinary ภายใต้การดำเนินงานของ Estee Lauder ได้ขยายไปสู่ญี่ปุ่นแล้ว ตามด้วยไทย ก่อนจะขยายไปสู่เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และมาเลเซียในเร็วๆ นี้

    กิตติยา อานันทนะสุวงศ์ Brand General Manager, The Ordinary ประเทศไทย บอกว่า บริษัทศึกษาตลาดในไทยเป็นเวลานานประมาณหนึ่ง เพราะ The Ordinary เป็นแบรนด์ที่มีแนวคิดว่าหากจะเข้าไปทำตลาดในประเทศไหน ต้องมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จและขึ้นเป็นแบรนด์ที่มียอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มของ Estee Lauder ได้

​

กิตติยา อานันทนะสุวงศ์ Brand General Manager, The Ordinary ประเทศไทย


    “สิ่งที่จะทำให้เรามั่นใจในแต่ละตลาดที่จะเข้าไป เราจะดูว่าตลาดมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง Active Ingredients ขนาดไหน, การเข้าถึงการใช้สกินแคร์ของผู้บริโภคเป็นอย่างไร รวมถึงการบริโภคสื่อและการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอย่างไร เนื่องจากแบรนด์ The Ordinary มีวิธีการทำตลาดที่ไม่เหมือนสกินแคร์แบรนด์อื่น คือเราไม่ได้ลงทุนในแง่การใช้สื่อ แต่จะเน้นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาในเรื่องส่วนผสม และที่เหลือจะเป็นเรื่องการบอกกันปากต่อปากมากกว่าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

    “ดังนั้นการตลาดของ The Ordinary คือการสร้างฐานของคนที่รักแบรนด์ เพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นกระบอกเสียงให้เราในโซเชียลมีเดียต่อไป จึงเป็นที่มาของคำว่า The Ordinary เป็นแบรนด์ที่คน Gen Z รักมากที่สุด เพราะเป็นแบรนด์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งวิธีการสื่อสาร การทำการตลาด และคำที่ใช้พูดกับคน”

    กิตติยา อธิบายว่า เทรนด์ผู้บริโภคให้ความสนใจเรื่อง Active Ingredient มีความรู้เชิงลึกในเรื่องส่วนผสมมากขึ้น เห็นได้จากตลาดเวชสำอางที่โตอย่างก้าวกระโดดในระดับ 3 digit และโตต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่ตลาดสกินแคร์โตระดับ 1-2 digit เท่านั้น นอกจากนี้คนไทยยังใช้สกินแคร์สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 100%

    “พอเราเห็นเทรนด์ตรงนี้ และเราเป็นคนแรกที่ใช้ Single Active Ingredients มาทำเป็นส่วนผสมในเซรั่ม บวกกับภาพรวมคนไทยใช้สกินแคร์สูง เราเลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเข้ามาทำตลาดในไทย”

    กิตติยาเสริมอีกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว The Ordinary มีราคาอยู่ที่ 500 บาท ซึ่งราคาที่ขายในไทยก็แตกต่างจากราคาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพียง 15% เท่านั้น โดยปัจจุบันนำสินค้าเข้ามาขายในไทยแล้ว 24 SKUs และจะทยอยนำเข้ามาอีก 16 SKUs ภายในปีนี้

​


    “เราเริ่มขายในไทยมา 15 วัน ปรากฏว่าหนึ่งในโปรดักต์ฮีโร่ของเราอย่าง Glycolic Acid 7% Exfoliating Toner ขายดีจนหมดสต็อกไปแล้ว ทั้งที่เราเตรียมสต็อกไว้สำหรับ 6 เดือนด้วยซ้ำ”

    ทั้งนี้ กิตติยากล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับแบรนด์ The Ordinary ในไทยนั้นตั้งเป้าว่าจะสามารถทำยอดขายขึ้นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม Estee Lauder ได้ภายในปีนี้ จากที่กลุ่ม Estee Lauder ทำตลาดในไทยอยู่ทั้งหมด 12 แบรนด์ พร้อมตั้งเป้าว่าจะสามารถก้าวสู่ Top 5 สกินแคร์ในไทยได้ในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีอย่างแน่นอน



เครดิตภาพ: The Ordinary



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : POP MART รุกตีตลาดนอกกรุง! เปิดป๊อปอัพ สโตร์ ธีมทะเลและสวนน้ำ พิกัด ‘เซ็นทรัล พัทยา’ ถึง 6 พ.ค.นี้

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine