ทาสสายเปย์ดันยอดใช้จ่ายพุ่ง 5 หมื่น/ปี! SWC ปั้น “The Goody” รุกตลาดพรีเมียม ผนึก ท็อปส์ ปูพรม 200 สาขา ก่อนสยายปีกบุกจีน หวังดันยอดขายรวมแตะ 1.7 พันล้านใน 3 ปี

ทาสสายเปย์ดันยอดใช้จ่ายพุ่ง 5 หมื่น/ปี! SWC ปั้น “The Goody” รุกตลาดพรีเมียม ผนึก ท็อปส์ ปูพรม 200 สาขา ก่อนสยายปีกบุกจีน หวังดันยอดขายรวมแตะ 1.7 พันล้านใน 3 ปี

จากรากฐานธุรกิจเคมีภัณฑ์ SWC ขยายไลน์ธุรกิจรุกตลาดสัตว์เลี้ยงแสนล้าน เปิดตัว "The Goody" แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม นำร่องด้วยอาหารเม็ดสุนัข-แมวสัดส่วน 90% และแชมพูดูแลขน 10% พร้อมผนึกกำลัง Tops และ PET 'N ME เป็นหัวหอกกระจายสินค้าครอบคลุม 200 สาขาสิ้นปีนี้ ก่อนรุกหนักส่งออกเจาะกำลังซื้อจีนและ CLMV มั่นใจดันยอดขายทะลุ 1,700 ล้านบาทภายใน 3 ปี


    ปรากฏการณ์ pet humanization ที่ผู้คนเปลี่ยนสถานะ “สัตว์เลี้ยง” ให้กลายเป็น “ลูกรัก” กำลังพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันที่หลายคนมองว่าเป็น red ocean บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC กลับมองเห็นช่องว่างในตลาดสินค้าระดับพรีเมียม

    ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC กล่าวว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ ภายใต้บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย ก่อนขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ครัวเรือน เคมีเกษตร ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม จนมีแบรนด์ที่คนคุ้นเคยมากมาย อาทิ สเปรย์กำจัดปลวก Chaindrite, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด Teepol และแชมพูสัตว์เลี้ยง Chaingard

    ด้วยรากฐานความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่เดิม ผนวกกับแนวโน้มตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัทจึงตัดสินใจยกระดับธุรกิจให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ “The Goody” ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม พร้อมจับมือกับพันธมิตรใหญ่อย่าง “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล” เพื่อขยายช่องทางจัดจำหน่าย โดยวางเป้าหมายระยะยาวในการก้าวสู่แบรนด์ระดับสากล และพร้อมชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างแข็งแกร่ง

ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC


ชูความเชี่ยวชาญระดับโลกเจาะใจ Pet Parent

    ชัยวัฒน์ ตั้งคารวคุณ ผู้อำนวยการธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SWC มั่นใจในการเจาะตลาดพรีเมียม มาจากภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยประเมินว่าในปี 2568-2569 ตลาดรวมจะมีมูลค่าสูงถึง 90,000-100,000 ล้านบาท เฉพาะตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงน่าจะมีมูลค่าราว 40,000-45,000 ล้านบาท

    โดยกลุ่มที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือสินค้าระดับพรีเมียมและอัลตร้าพรีเมียม ซึ่งสะท้อนจากค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จากอดีตเฉลี่ย 7,000 บาทต่อปี ขยับมาเป็น 50,000 บาทต่อปีในปัจจุบัน โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหารกว่า 60%

    นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรสัตว์เลี้ยงยังเปลี่ยนไป สัดส่วนการเลี้ยงสุนัขต่อแมวจากเดิมอยู่ที่ 60:40 ปัจจุบันขยับมาเท่ากันที่ 50:50 สาเหตุหลักมาจากวิถีชีวิตคนเมืองที่อาศัยในคอนโดมิเนียมและต้องการความสะดวกสบาย การเลี้ยงแมวจึงตอบโจทย์มากกว่า ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับแมวเติบโตอย่างรวดเร็ว

    เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ดังกล่าว แบรนด์ The Goody จึงวางตำแหน่งเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ทั้งสุนัขและแมว เปิดตัวด้วยสินค้า 86 รายการ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหมา-แมว 90% และแชมพู 10% โดยยอดขายเดือนแรกหลังจากเปิดตัวมาจากกลุ่มสินค้าแมวถึง 65% และสุนัข 35% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อในฝั่งตลาดแมวอย่างชัดเจน

    “การแข่งขันในตลาดเพ็ทแคร์วันนี้ไม่ได้วัดกันแค่คุณภาพ แต่คือการสร้างประสบการณ์ 30 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามค้นหาสูตรสำเร็จเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงของเราเองให้มีสุขภาพกายและใจที่ดีที่สุด The Goody จึงเป็นผลผลิตที่เราต้องการแบ่งปันให้ผู้บริโภค เน้นผลลัพธ์จากภายในสู่ภายนอก ซึ่งสะท้อนผ่านผิวหนัง ขน กล้ามเนื้อ และพลังงานชีวิต” ชัยวัฒน์ กล่าว

ชัยวัฒน์ ตั้งคารวคุณ ผู้อำนวยการธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC


ผนึก Tops-PET 'N ME ปูพรมช่องทางขาย

    นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภคแล้ว การเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จึงเข้ามาเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายตลาด

    รัญชนา เทียมสุรวัช รองประธานบริหาร สายงานปฏิบัติการค้าปลีก กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงและไลฟ์สไตล์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ระบุว่า ปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้ามีความละเอียดอ่อนและศึกษาข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น Tops และ PET 'N ME จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จุดจำหน่าย แต่เป็นผู้คัดกรองสินค้าที่ผ่านมาตรฐานระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Total Pet Solution Destination

    ซึ่งการประเดิมเปิดตัว The Goody สาขาแรกที่ท็อปส์ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ถือว่าตอบโจทย์กลยุทธ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็น pet friendly destination ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและคนรักสัตว์ที่มีกำลังซื้อสูง

    โดยปัจจุบัน The Goody วางจำหน่ายผ่าน Tops ไปแล้ว 155 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 200 สาขาภายในสิ้นปีนี้

    "วันนี้ Tops และ PET 'N ME ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดจำหน่าย แต่เราทำหน้าที่เป็นผู้คัดสรรสินค้าที่ได้มาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า pet parent ที่มองหาความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดให้กับลูกๆ ของเขา ความร่วมมือกับ The Goody จึงเป็นการเติมเต็มประสบการณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง” รัญชนา กล่าว


เปิดโรดแมป 3 ปี ดันยอดขายแตะ 1.7 พันล้าน

    สำหรับในมิติของเป้าหมายธุรกิจ บริษัทฯ วางแบรนด์ The Goody เป็นกลไกสร้างการเติบโตตัวใหม่ของบริษัท โดยตั้งเป้ายอดขายรวม 1,700 ล้านบาทภายใน 3 ปี พร้อมครองส่วนแบ่งตลาด 15% ในระยะยาว โดยในช่วง 6 เดือนแรกตั้งเป้ายอดขายผ่าน Tops และ PET 'N ME ไว้ที่ 20 ล้านบาท และคาดว่าปี 2569 จะเป็นปีแรกที่สร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาท ด้วยมาร์เก็ตแชร์ 1%

    เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย บริษัทเตรียมใช้งบการตลาดราว 15% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเพื่อเร่งสร้างการรับรู้ โดยกลยุทธ์หลังจากนี้จะเน้นกระจายสินค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก ก่อนขยายสู่หัวเมืองใหญ่ และโมเดิร์นเทรดอื่นๆ

    สำหรับก้าวต่อไปในปี 2570 แบรนด์เตรียมขยายกลุ่มสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งอาหารเปียก, สินค้ากลุ่ม functional food เช่น สูตรบำรุงขน (omega 3), สูตรในบ้าน (indoor), สูตรขับก้อนขน (hairball) รวมถึงทรายแมวทุกประเภท ตลอดจนผลิตภัณฑ์ดูแลขนและเซรั่ม

    ขณะที่สินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ เช่น ยาหยอดเห็บหมัด กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ส่วนด้านการผลิต ปัจจุบันใช้ระบบ OEM แต่มีแผนระยะ 3-5 ปีในการลงทุนสร้างโรงงานผลิตของตนเอง


รุกตลาดสากล ปูทางสู่โกลบอลแบรนด์

    นอกจากตลาดในประเทศ The Goody ยังเดินหน้าเจาะตลาดต่างประเทศอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะ “ประเทศจีน” ที่เปรียบเสมือนตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และมีมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงมหาศาลกว่า 3 ล้านล้านบาท

    ทว่าตลาดขนาดใหญ่นี้ก็แลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดระดับ red ocean ซึ่งมีแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงท้องถิ่นกว่า 4,000-5,000 แบรนด์ที่ได้เปรียบเรื่องซัพพลายเชนและโรงงานผลิต แต่แบรนด์ไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ นั่นคือความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า made in thailand ซึ่งผู้บริโภคชาวจีนยินดีจ่ายในราคาที่พรีเมียม

    อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนของกฎระเบียบการขึ้นทะเบียนนำเข้าอาหารสัตว์ในจีน SWC จึงปรับกลยุทธ์เจาะตลาดด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (grooming) เป็นทัพหน้า โดยนำร่องส่งออกแชมพูพรีเมียม 6 สูตร ไซส์ 200 ml, 500 ml และ 5 ลิตร จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ไปเปิดตัวที่เซี่ยงไฮ้ภายในเดือนนี้ ภายใต้แบรนด์ในเครืออย่าง "เชนการ์ด โปร" ขณะที่แบรนด์ The Goody มีกำหนดการบุกตลาดปักกิ่งในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า

    นอกจากนี้ ในฝั่งของแบรนด์ The Goody ยังเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับสปาไฮเอนด์ เช่น ครีมหมักโคลน และเซรั่มบำรุงขน ที่ผสานกลิ่นอายความเป็นไทยอย่างกลิ่นกล้วยไม้และกลิ่นข้าว เพื่อตอบโจทย์อินไซต์ความพิถีพิถันของ pet parent ชาวจีนโดยเฉพาะ

    ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภท “อาหารสัตว์” บริษัทเตรียมแผนเจาะตลาดเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV ได้แก่ ลาว และเวียดนามในปีหน้า ควบคู่ไปกับการเติบโตในประเทศ

    “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้าง The Goody ให้เติบโตในประเทศไทย แต่เราต้องการพัฒนาให้เป็นแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดระดับสากล พร้อมส่งมอบโภชนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงและ Pet Parent อย่างยั่งยืน” ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : The Goody




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สู้ศึกสงครามราคา ในตลาดครีมอาบน้ำหมื่นล้าน! “โชกุบุสซึ” รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่รอบ 17 ปี ปรับภาพลักษณ์เจาะคนรุ่นใหม่

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine