ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ร้านอาหารดีๆ ไม่ได้อยู่แค่ในห้าง การช็อปปิ้งทำได้จากหน้าจอ และความบันเทิงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ โจทย์ของธุรกิจรีเทลจึงขยับไปไกลกว่าการทำให้คนเดินเข้ามาในพื้นที่ แต่คำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนตั้งใจเดินทางมา ใช้เวลาอยู่กับสถานที่แห่งหนึ่ง และอยากกลับมาอีกครั้ง
จุดนี้เองที่ทำให้ Happitat โครงการใหม่ของ CP Axtra บนทำเลบางนา-ตราด กม.7 มีความน่าสนใจในเชิงธุรกิจ เพราะโครงการนี้ไม่ได้ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์การค้าแห่งใหม่ แต่ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะ Master Model ของ Destination Creation ภายใต้ยุทธศาสตร์ Happy & Healthy Mall โดยนำ “ความสุข” มาเป็นหัวใจของการสร้าง Destination รูปแบบใหม่

เมื่อ “ความสุข” กลายเป็นโจทย์ของการสร้างจุดหมายใหม่
ที่ผ่านมา CP Axtra พัฒนารูปแบบศูนย์การค้าที่แตกต่างกันตามบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ Lotus’s Mall, Hybrid Store ไปจนถึง Oasis ก่อนต่อยอดมาสู่ Happitat ซึ่งเป็นอีกขั้นของการพัฒนา Destination ที่มีคาแร็กเตอร์และแรงดึงดูดของตัวเอง พร้อมทำหน้าที่เป็นโมเดลที่ CP Axtra สามารถถอดองค์ความรู้ไปต่อยอดกับพื้นที่ศักยภาพอื่นในอนาคต
จุดตั้งต้นของ Happitat จึงไม่ได้มาจากคำถามว่าควรมีร้านอะไรอยู่ในโครงการให้ครบที่สุด แต่เริ่มจากโจทย์ว่าจะออกแบบพื้นที่และประสบการณ์อย่างไรให้ผู้คนแต่ละเจเนอเรชันค้นพบความสุขในรูปแบบของตัวเองได้

โจทย์นี้นำมาสู่แนวคิด Happiness-Led Destination ที่วางความสุขให้เป็น DNA ของ Happitat ตั้งแต่การวาง Master Plan การออกแบบพื้นที่ Experience Mix ไปจนถึง Customer Journey บนมุมมองที่ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องรอวันหยุด การเฉลิมฉลอง หรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถเกิดขึ้นจากเรื่องใกล้ตัวในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ชอบ การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ การทำกิจกรรมที่สนใจ หรือการใช้เวลากับครอบครัว และเพื่อทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้จริง Happitat จึงนำ Nature, People, Imagination มาผสานเข้าด้วยกัน โดยถ่ายทอดแนวคิดทั้งหมดผ่านการสร้าง Landmark & Attraction คัดสรรร้านค้า กิจกรรม และประสบการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างทั้งคาแร็กเตอร์ของพื้นที่และแรงดึงดูดให้ผู้คนตั้งใจเดินทางมาใช้เวลาและกลับมาอีกครั้ง
การทำให้แนวคิดเรื่องความสุขถูกแปลงออกมาเป็นพื้นที่และประสบการณ์ที่จับต้องได้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ Happitat มีบทบาทมากกว่าโครงการใหม่ของ CP Axtra เพราะในฐานะ Master Model สิ่งที่สามารถนำไปต่อยอดไม่ใช่รูปแบบของ Happitat ที่ต้องถูกทำซ้ำ แต่คือวิธีคิดในการสร้าง Destination ที่มีตัวตนและตอบรับกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่

สร้าง Destination ให้คนจดจำ และอยากกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่ที่แตกต่างหรือมีแรงดึงดูดอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้าง Destination ในระยะยาว เพราะอีกโจทย์สำคัญคือ เมื่อผู้คนเดินเข้ามาแล้ว สถานที่แห่งนั้นจะทำให้การมาเยือนแต่ละครั้งมีความหมายได้อย่างไร
สำหรับ Happitat คำตอบของโจทย์นี้สะท้อนผ่านวิธีคิดจาก Space ไปสู่ Moments จาก Transactions ไปสู่ Connections และจาก Footfall ไปสู่ Memories เพราะเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การมีพื้นที่ให้คนเข้ามาหรือเกิดการใช้จ่าย แต่คือการทำให้พื้นที่สร้างช่วงเวลาที่มีความหมาย สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน รวมถึงระหว่างผู้คนกับสถานที่ ก่อนพัฒนาเป็นความทรงจำที่กลายเป็นเหตุผลให้อยากกลับมาอีกครั้ง
วิธีคิดนี้ยังถูกนำมาใช้ในการเลือกพันธมิตรภายใน Happitat โดยไม่ได้พิจารณาเพียงว่าแต่ละแบรนด์มีสินค้าหรือบริการอะไร แต่ดูไปถึงว่าจะช่วยสร้างประสบการณ์แบบไหนให้กับผู้คน และเข้ามาเติมเต็มตัวตนของ Happitat ได้อย่างไร
ผลลัพธ์จึงไม่ได้อยู่แค่ความหลากหลายของร้านค้าและประสบการณ์ แต่คือการที่แต่ละองค์ประกอบมีบทบาทต่างกัน ตั้งแต่การสร้างเหตุผลให้คนตั้งใจเดินทางมา เพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้พื้นที่ ไปจนถึงการเติมความสดใหม่ให้แต่ละครั้งของการมาเยือนยังมีสิ่งที่แตกต่างให้ค้นพบ

เมื่อหนึ่งพื้นที่ต้องตอบได้มากกว่าหนึ่งช่วงเวลาของชีวิต
เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหาร ซึ่งเป็นได้ทั้งกิจวัตรประจำวันและส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษ Happitat วางเป้าหมายสู่การเป็น Finest Culinary Destination และเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่รวบรวมร้านอาหารจากเชฟมิชลินสตาร์และเชฟชื่อดังไว้มากที่สุดในจุดหมายเดียว พร้อมร้านอาหารและคาเฟ่กว่า 100 แบรนด์ มากกว่า 3,000 เมนู

ความหลากหลายจึงไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงจำนวน แต่ทำให้อาหารตอบโจทย์การมาได้ในหลายโอกาส ตั้งแต่มื้อประจำวันใน Lotus’s Eatery การใช้เวลาในวันหยุดท่ามกลางบรรยากาศของ Whimsical Market ไปจนถึงมื้อพิเศษที่ Rooftop Restaurant

ในมิติของครอบครัว การเรียนรู้ถูกต่อยอดให้กลายเป็นเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันผ่าน Edutainment Zone ที่รวม สถาบันการเรียนรู้และเสริมทักษะชั้นนำ พร้อม Family Program สำหรับ Happitat โดยเฉพาะ ทำให้การพาลูกมาเรียนสามารถต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว
ขณะที่ความบันเทิงช่วยเพิ่มอีกมิติให้กับการมาเยือน ผ่านการแสดง คอนเสิร์ต นิทรรศการ และอีเวนต์ ในพื้นที่กิจกรรม Lumis Theater Hall รวมถึง Digital Content และ Immersive Experience บริเวณ Grand Stairs ที่สามารถหมุนเวียนคอนเทนต์ได้ ทำให้พื้นที่เดิมสามารถมอบประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละครั้ง และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นพบเมื่อกลับมา

การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันก็เป็นอีกบทบาทที่ Happitat ให้ความสำคัญ ผ่านประสบการณ์และบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ตั้งแต่การพาสัตว์เลี้ยงมาใช้เวลาร่วมกันผ่าน Pet Us, Jerhigh Pet Park และพื้นที่ Pet Allowed ใน Festie Town ไปจนถึงสินค้าและบริการอย่าง Grocery, Convenience, Technology, Communication ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ Happitat กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนแวะเวียนมาได้เป็นประจำ
Happitat ยังขยายการใช้ชีวิตในพื้นที่ให้ครอบคลุมไปถึงช่วงเวลาทำงาน ผ่าน The Hilltop Offices ที่เชื่อมสำนักงานเข้ากับร้านอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และกิจกรรมหลังเลิกงาน ทำให้ช่วงเวลาทำงานสามารถต่อเนื่องไปสู่ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยน Destination

อีกจังหวะของการใช้ชีวิตที่ Happitat นำเข้ามาอยู่ในพื้นที่ คือการดูแลสุขภาพและการอยู่ใกล้ธรรมชาติ ตั้งแต่ Paddle Court, Health & Wellness Center, Fitness และ Forest Activities ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวทั้งแนวราบ แนวดิ่ง และ Pocket Garden พร้อมเชื่อมต่อสู่ผืนป่าธรรมชาติกว่า 30 ไร่ด้านหลังโครงการ เมื่อรวมกับพื้นที่ Indoor, Semi-Outdoor และ Outdoor ผู้คนจึงสามารถเปลี่ยนบรรยากาศและรูปแบบการใช้เวลาได้ตลอดทั้งวัน
เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดเชื่อมเข้าด้วยกัน Happitat จึงเป็นจุดหมายที่ผู้คนสามารถกลับมาใช้เวลาได้ในหลายโอกาส จนความคุ้นเคยค่อยๆ พัฒนาเป็นความผูกพันกับสถานที่ และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์ของ Happiness-Led Destination ว่า จุดหมายที่คนอยากกลับมา ไม่ได้สร้างจากพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่สร้างจากความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นระหว่างผู้คนกับสถานที่
Happitat เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 บนทำเลบางนา-ตราด กม.7 พร้อมให้ผู้คนทุกเจเนอเรชันเข้ามาสัมผัส World’s First Happiness Destination และค้นพบด้วยตัวเองว่า ความสุขจะถูกออกแบบให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างไร


