ทำไม Sanrio x แบรนด์ไทย ขายหมดในไม่กี่นาทีบน Lazada แกะสูตรความสำเร็จ IP Economy เมื่อคาแรกเตอร์ดังสร้างยอดขายหลักร้อยล้าน

ทำไม Sanrio x แบรนด์ไทย ขายหมดในไม่กี่นาทีบน Lazada แกะสูตรความสำเร็จ IP Economy เมื่อคาแรกเตอร์ดังสร้างยอดขายหลักร้อยล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
19 Jun 2026 | 06:10 PM
READ 101

ขายหมดภายในไม่กี่นาที และสร้างยอดขายรวมกว่า 100 ล้านบาท ปรากฏการณ์ Sanrio x แบรนด์ไทยบน Lazada กำลังสะท้อนพลังของ IP Economy เมื่อคาแรกเตอร์ดังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายฐานลูกค้า และเปลี่ยนแฟนคลับให้กลายเป็นยอดขายได้จริง


    ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของตลาดอีคอมเมิร์ซ การสร้างความแตกต่างกลายเป็นโจทย์สำคัญของแบรนด์ไทยที่ต้องการหลุดพ้นจากการแข่งขันด้านราคา และหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือการนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) หรือคาแรกเตอร์ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นมาต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

    โดยลาซาด้า (Lazada) ได้เผยถึงผลลัพธ์ของโครงการ “Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada” ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ร่วมมือกับ 5 แบรนด์ไทย ได้แก่ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop และ O&B ในการพัฒนาคอลเลกชันสินค้าร่วมกับคาแรกเตอร์ยอดนิยมของซานริโอ้ (Sanrio) อย่าง Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll

    ผลตอบรับที่เกิดขึ้นสะท้อนพลังของตลาด IP ได้อย่างชัดเจน หลายคอลเล็กชั่นจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ขณะที่ยอดขายรวมของโครงการแตะระดับหลักร้อยล้านบาท แสดงให้เห็นว่าคาแรกเตอร์ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และช่วยดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว เป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล


3 อินไซต์ ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ทำให้ Sanrio x แบรนด์ไทยขายดี

    จากการวิเคราะห์พฤติกรรมนักช็อปบนแพลตฟอร์มลาซาด้า ทำให้พบ 3 เทรนด์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคอลเล็กชั่น Sanrio x แบรนด์ไทย เทรนด์แรกคือการซื้อสินค้าเพื่อสะท้อนตัวตน (Identity-driven Consumption) โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากประโยชน์ใช้สอยหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่สื่อถึงรสนิยม ความสนใจ และตัวตนของตนเองได้ สินค้าที่เชื่อมโยงกับความทรงจำ ความชื่นชอบ หรือคอมมูนิตี้ที่ผู้บริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง จึงมีโอกาสสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้มากกว่าสินค้าทั่วไป

    อีกปัจจัยหนึ่งคือพลังของความหายาก (Scarcity Effect) ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก สินค้ารุ่นลิมิเต็ดหรือคอลเลกชันที่มีจำนวนจำกัด มักถูกมองว่ามีคุณค่ามากกว่าสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป ยิ่งเมื่อเปิดขายเฉพาะช่วงเวลาหรือช่องทางที่กำหนด ก็ยิ่งกระตุ้นความต้องการครอบครองและสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับ IP ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรง ยังช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ แนวคิด Fan-to-Customer Conversion หรือการเปลี่ยนแฟนคลับให้กลายเป็นลูกค้า กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ที่หลายแบรนด์ให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยขยายฐานผู้บริโภคแล้ว ยังลดการพึ่งพากลยุทธ์ด้านราคาได้อีกทางหนึ่ง


เมื่อ IP ระดับโลกกลายเป็นแรงหนุนยอดขาย

    นับตั้งแต่เปิดตัวในแคมเปญ 3.3 โปรเจกต์ Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada ได้รับการตอบรับจากทั้งกลุ่มแฟนคาแรกเตอร์ซานริโอ้และผู้บริโภคสายแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้ยอดขายรวมของโครงการแตะ 100 ล้านบาท ผลักดันให้แบรนด์ไทยหลากหลายแบรนด์ประสบความสำเร็จ

    ไม่ว่าจะเป็น LOOKBOOKLOOKBOOK ที่นำ Hello Kitty มาตีความใหม่ผ่านเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ ส่งผลให้คอลเลกชันดังกล่าวสร้างยอดขายสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์


    ด้าน Endless Holiday เลือกผสานคาแรกเตอร์ Hello Kitty เข้ากับงานออกแบบในสไตล์ของตนเอง โดยทุกคอลเลกชันที่เปิดตัวสามารถสร้างยอดขายในระดับ 8 หลัก

    ขณะที่ HAPPY SUNDAY นำ Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll มาพัฒนาเป็น CUTE CLUB COLLECTION ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยสินค้าจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาทีหลังเปิดขาย

    ส่วน Stylist Shop แบรนด์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 1,125% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปกติ และ O&B ในกลุ่มรองเท้าพรีเมียม มียอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในแคมเปญ 6.6

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การจับมือระหว่างแบรนด์ไทยกับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรง ไม่ได้ช่วยสร้างเพียงกระแสความสนใจในระยะสั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ยอดขายและการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม


บทบาทของแพลตฟอร์มในยุค IP Economy

    เบื้องหลังความสำเร็จของคอลเลกชัน Sanrio x แบรนด์ไทย ไม่ได้เกิดจากความนิยมของคาแรกเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเจ้าของลิขสิทธิ์ระดับโลกเข้ากับผู้ประกอบการท้องถิ่น

    ในกรณีของลาซาด้า นอกจากจะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าแล้ว ยังทำหน้าที่สนับสนุนแบรนด์ผ่านข้อมูลเชิงลึกด้านผู้บริโภค เครื่องมือการตลาด และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความต้องการซื้อจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสินค้าประเภทลิมิเต็ดคอลเลกชันที่มักได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วหลังเปิดขาย

    อีกองค์ประกอบสำคัญคือ LazMall ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์แท้จากร้านค้าอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีฐานแฟนคลับและนักสะสมจำนวนมาก

    ความร่วมมือระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์ แบรนด์ไทย และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าจับตาในยุค IP Economy เพราะช่วยให้เจ้าของคาแรกเตอร์ขยายการเข้าถึงผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ส่วนผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการเข้าถึงคอลเลกชันที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไปในตลาด    

    สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ลาซาด้าเตรียมเดินหน้าความร่วมมือกับ Sanrio อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีคอลเลกชันใหม่จาก HAPPY SUNDAY, Endless Holiday และ LOOKBOOKLOOKBOOK รวมถึงแบรนด์ไทยในหมวดหมู่อื่นๆ ที่จะทยอยเข้าร่วมโครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วย IP ยังคงเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตาของธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในไทย



ภาพ : Lazada




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “Toy Story 5” กลับมาทวงบัลลังก์! พล็อตเรื่องโดนใจสะท้อน Gen Alpha คาดฉายทั่วโลกสุดสัปดาห์แรกกวาด 9,000 ล้านบาท!

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine