เซ็นทรัลพัฒนา และ อิคาโน เซ็นเตอร์ เดินหน้าลงทุน 6,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่ 170,000 ตร.ม. สำหรับศูนย์การค้า อาจใหญ่กว่า “เซ็นทรัลเวิลด์” พร้อมเพิ่มพื้นที่จอดรถอีก 1,750 คัน คาดว่าจะแล้วเสร็จใน Q3/2571 ก่อนเดินหน้าลุยต่อมาสเตอร์แพลนมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก “เมกาซิตี้” มูลค่าการลงทุนรวม 70,000 ล้านบาท ที่อาจจะมีทั้งออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โดยมีเมกาบางนาคือหัวใจของโครงการ
ศูนย์การค้าเมกาบางนา โดยการร่วมทุนของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ อิคาโน เซ็นเตอร์ ประกาศเดินหน้าขยายศูนย์การค้าเมกาบางนาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 14 ปี ด้วยงบลงทุน 6,000 ล้านบาท สร้างส่วนต่อขยายพื้นที่โครงการรวม (GBA) อีก 170,000 ตร.ม. (จากเดิมที่มีอยู่ 630,000 ตร.ม.) ประกอบด้วย ศูนย์การค้า และที่จอดรถเพิ่มเติม 1,750 คัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2571

ซึ่งหากส่วนต่อขยายนี้แล้วเสร็จ จะส่งผลให้ศูนย์การค้าเมกาบางนา มีพื้นที่โครงการรวม 800,000 ตร.ม. นับเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของ “แผนพัฒนามิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนในระยะยาว” จากการร่วมทุนของ 2 บริษัท ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 325 ไร่ โดยในอนาคต จะมีพื้นที่โครงการรวม (GBA) กว่า 1.3 ล้าน ตร.ม. และคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะมีมูลค่าโครงการรวม 70,000 ล้านบาท
เอเดรียน มิเรีย Ikano Centres, Part of Ikano Retail กล่าวว่า “ตั้งแต่ 14 ปีที่แล้ว เรามองเห็นศักยภาพการเติบโตของประเทศไทย และมองเห็นโอกาสของย่านบางนาในฐานะทำเลยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Ikano Group ในการสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้คน เราเชื่อว่าทำเลแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านรีเทล แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเลือกใช้ Quality time ร่วมกันกับครอบครัวและเพื่อน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน
“โดยตั้งแต่เปิดให้บริการ เมกาบางนาได้ต้อนรับผู้ใช้บริการมากกว่า 670 ล้านครั้ง รวมถึงสร้างสถิติผู้เข้าใช้บริการสูงสุดมากถึง 60 ล้านครั้งในปี 2568 พร้อมรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% มาอย่างต่อเนื่อง ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ IKEA สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเติบโตสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านรีเทลและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของอาเซียน
“สิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ขนาดของโครงการหรือผลการดำเนินงาน แต่คือความสัมพันธ์และความผูกพันที่เราได้สร้างร่วมกับลูกค้าตลอด 14 ปีที่ผ่านมา”
ภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotels and Alternative investments บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การขยายพื้นที่ศูนย์การค้าเมกาบางนาในวันนี้ ถือเป็น Milestone ที่สำคัญสะท้อนวิสัยทัศน์ A Future-Led Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนา โดยตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เมกาบางนาเฟสแรกได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และวันนี้การพัฒนาในเฟสที่สอง จะเป็นมากกว่าการขยายพื้นที่ศูนย์การค้า โดยจะเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์มูลค่า 6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต และเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต ธุรกิจ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน โดยคาดว่าหลังจากแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ จำนวนผู้ใช้บริการในศูนย์ฯ จะเพิ่มเป็น 65 ล้านครั้งต่อปี

“อย่างไรก็ตาม พื้นที่เฟส 1 และเฟสสองที่กำลังจะขยายเพิ่มเติมนี้ ครอบคลุมพื้นที่เพียง 180 ไร่เท่านั้น จากพื้นที่ที่เรามีทั้งหมด 325 ไร่ ซึ่งเรามีแผนพัฒนามิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนระยะยาวบนพื้นที่แห่งนี้ โดยมีเมกาบางนาอยู่ภายใต้แผนพัฒนานี้ด้วย ซึ่งเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะมีพื้นที่โครงการรวม (GBA) กว่า 1.3 ล้าน ตร.ม. คาดว่ามูลค่าโครงการรวม 70,000 ล้านบาท” ภูมิกล่าว
สำหรับแผนในอนาคตมิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนนั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2583 โดยจะมีการพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ อีกในอนาคต อาทิ อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่พักอาศัย ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของโครงการ
มาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และเมกาซิตี้ กล่าวว่า “เมกาบางนาเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจรีเทลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจับจ่ายใช้สอยอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกวัน เราจึงพัฒนาเมกาบางนาให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ ของโครงการ “A Destination for a More Thoughtful Everyday” ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่รีเทล แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันมากขึ้น มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน” มาริส กล่าว
ดีไซน์เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต
การขยายพื้นที่ศูนย์การค้าในครั้งนี้ ต่อยอดจากอินไซต์ของคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การมีเวลาคุณภาพร่วมกันในคอมมูนิตี้ โดยต่อยอดความสำเร็จของ MEGA PARK สู่ผ่านการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว
สำหรับการออกแบบส่วนต่อขยายครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์นอร์ดิก (Nordic Design) ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ความโปร่งสบาย และประสบการณ์ที่ออกแบบโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง แนวคิดดังกล่าวสะท้อนปรัชญา Meeting Place ของ Ikano Centres ในการเชื่อมโยงพื้นที่รีเทล คอมมูนิตี้ และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

โดยเมกาบางนาจะพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ ได้แก่ MEGA SKYLINE พื้นที่สีเขียวและคอมมูนิตี้สเปซ ขนาดกว่า 7 ไร่ พร้อมพื้นที่กิจกรรม การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟกว่า 3,000 ตร.ม. รวมถึง MEGA LOFT เดสติเนชันด้านอาหารและการพบปะสังสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก บนพื้นที่กว่า 2,000 ตร.ม.
เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ เมกาบางนาจะมีแบรนด์ชั้นนำรวมกว่า 1,200 แบรนด์ มากที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก เพิ่มขึ้นจาก 900 แบรนด์ในปัจจุบัน โดยจะเป็นทั้งแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์ที่เข้ามาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ตะวันออกเป็นครั้งแรก รวมถึง Accessible Luxury อีกมากกว่า 20 แบรนด์

เจาะลึกศักยภาพ “บางนา” ย่านเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโตของกรุงเทพฯ
การขยายศูนย์การค้าเมกาบางนาในครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของย่านบางนา และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มครอบครัวยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักและเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดของเมกาบางนา
ปัจจุบันกลุ่ม Modern Family และ Modern Affluent Family ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน การมีคอมมูนิตี้ และมีประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์มากขึ้น ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ กำลังผลักดันให้เกิดความต้องการรูปแบบใหม่ของประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร เวลเนส และพื้นที่คอมมูนิตี้
ขณะที่ “บางนา” เป็นหนึ่งในย่านที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดของกรุงเทพฯ ด้วยโครงสร้างประชากรที่แข็งแกร่ง กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บางนามีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ประมาณ 91,000 บาทต่อเดือน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ ด้วยทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้บางนามีความพร้อมในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการขยายตัวของเมืองในอนาคต
จุดแข็งของเมกาบางนา คือการมี Ecosystem ธุรกิจรีเทลแข็งแกร่งยาวนานกว่า 14 ปี ปัจจุบัน เมกาบางนา มีแบรนด์ดังและร้านค้าชั้นนำกว่า 900 ร้านค้า แบ่งเป็นกลุ่มร้านอาหาร 176 ร้าน และร้านค้าปลีก 730 ร้าน โดยมีผู้เช่าหลัก ได้แก่ IKEA แห่งแรกในประเทศไทย, เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์, โฮมโปร, บิ๊กซี และเมกา ซีนีเพล็กซ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดทราฟฟิกและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยมีแบรนด์ระดับโลกที่เสริมความแข็งแกร่งอย่าง Zara, Uniqlo, Muji, H&M, Pull&Bear, lululemon, Sephora, Tudor, TAG Heuer และ Victoria's Secret
เมกาบางนา ได้ต้อนรับผู้ใช้บริการกว่า 165,000 คนต่อวัน โดยลูกค้าจะกลับมาใช้บริการเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อเดือน รวมถึงมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิก Mega Smile Rewards แข็งแกร่งกว่า 450,000 ราย และจัดงานอีเวนต์มากกว่า 160 งานต่อปี โดยเมกาบางนา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งการใช้ชีวิตของผู้คนหลายล้านคนในทุกวัน

จากผลสำรวจ Retail Customer Research 2024 ศูนย์การค้าเมกาบางนาได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของศูนย์การค้าที่ลูกค้าแนะนำมากที่สุด และยังครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิ้งที่อยู่ในใจของผู้บริโภค ด้วยการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) สูงถึง 95% และความพึงพอใจของลูกค้าในระดับ 100%
ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อเมกาบางนามาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของศูนย์การค้าเมกาบางนา ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นชั้นนำของไทย จากการผนึกกำลังครั้งสำคัญ ระหว่าง Ikano Centres และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทำให้เมกาบางนา เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่บทบาทของการเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสานการช็อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ เวลเนส รวมถึงการเป็นพื้นที่ของทุกคอมมูนิตี้ ที่เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ


