เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล จับมือแพลตฟอร์มสุขภาพออนไลน์ “Shop.BeDee” รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่และผลักดันรายได้จากธุรกิจ Preventive Healthcare ให้มีสัดส่วนแตะ 50% ภายใน 3 ปี
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventive Healthcare มากขึ้น โดยการเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็นการฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ หรือเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านสุขภาพ แตกต่างจากในอดีตที่ผู้คนมักเข้ารับการรักษาหรือพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นหลัก ทำให้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าว
ศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ด้านสุขภาพเติบโตเฉลี่ย 10-20% ต่อปี ขณะที่ยอดจำหน่ายแพ็กเกจสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตมากกว่า 32% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการและจำนวนแพ็กเกจที่จำหน่ายผ่านช่องทางดิจิทัลก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 45% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและตัดสินใจด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ใช้บริการด้านออนไลน์ของเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่น Gen Y อายุระหว่าง 35-45 ปี เนื่องจากเป็น Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่ ส่งผลให้ Gen Y กลายเป็นฐานผู้ใช้บริการหลักและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตบนช่องทางออนไลน์
ขณะที่คนรุ่นอื่นก็มีความสนใจด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน โดยกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิต ความเครียดจากการทำงาน รวมถึงด้านผิวหนังและความงามมากขึ้น ส่วนกลุ่ม Gen X ให้ความสนใจกับการป้องกันไม่ให้โรคเรื้อรังและลุกลาม ส่งผลให้แพ็กเกจที่ได้รับความนิยมเป็นแพ็กเกจที่สามารถตรวจติดตามสุขภาพได้หลายครั้งต่อปี เนื่องจากค่าต่างๆ ในร่างกายของกลุ่ม Gen X สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ความถี่ในการตรวจจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
ทั้งนี้ ช่องทางออนไลน์ของเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ยังสามารถสร้างสัดส่วนลูกค้าใหม่ได้ประมาณ 30% ขณะที่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลโดยตรงเป็นลูกค้าใหม่เพียง 10% ช่องทางออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานลูกค้าใหม่อย่างมีนัยสำคัญ และคนรุ่นใหม่แม้ไม่ได้ซื้อแพ็กเกจราคาสูง แต่สามารถเข้าถึงแพ็กเกจราคาเริ่มต้นได้ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภควงกว้างสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น
“เราไม่ต้องการให้ผู้ป่วยต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลเสมอไป แต่สามารถรับบริการบางอย่างได้จากที่บ้าน ซึ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถตอบโจทย์การเข้าถึงบริการสุขภาพได้ทุกที่ทุกเวลา” ศุภกร กล่าว

ผนึก Shop.BeDee หนุนฐานลูกค้าออนไลน์-ขยายตลาดแมส
จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ทำให้เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลมองเห็นโอกาสในการขยายฐานผู้ใช้บริการไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการเข้าถึงบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงเป็นที่มาของการจับมือกับแพลตฟอร์มสุขภาพ Shop.BeDee เพื่อสร้าง Digital Health Ecosystem ที่ทำให้การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและครอบคลุมมากขึ้น
พร้อมกันนี้ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลยังตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้บริการของเครือมาก่อน ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากบริการด้าน Preventive Healthcare ให้มากกว่าการรักษา
โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากการดูแลเชิงป้องกันต่อการรักษาอยู่ที่ 40% ต่อ 60% เพิ่มขึ้นจากอดีตที่อยู่ในระดับ 30% ต่อ 70% และตั้งเป้าผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากบริการเชิงป้องกันเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายใน 3 ปี โดยคาดว่า Shop.BeDee จะช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์เป็น 40-50%
ศิวดล มาตยากูร Managing Director, BeDee Powered by BDMS กล่าวว่า เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลได้เดินหน้าจับมือกับแพลตฟอร์มด้านสุขภาพ Shop.BeDee ซึ่ง BDMS ถือหุ้น 100% โดยให้บริการทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน พร้อมบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามหลักการที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ ความร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลจะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงดีลราคาพิเศษผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ทั้งในด้านแพ็กเกจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลระยะกลาง และการรักษา โดยมีแพ็กเกจให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักแสนบาทตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน Shop.BeDee มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง และมียอดธุรกรรมระดับหลักหมื่นรายการต่อเดือน โดยรวบรวมบริการจากโรงพยาบาลในเครือ BDMS ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ พญาไท เปาโล และสมิติเวช
แพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดให้บริการมาแล้ว 4 เดือน และสร้างยอดขายประมาณ 40 ล้านบาท โดยแพ็กเกจที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การตรวจสุขภาพ และการดูแลด้านสายตา เป็นต้น ซึ่งโดยรวมมีราคาถูกกว่าช่องทางปกติประมาณ 10-20% ขณะที่เป้าหมายต่อจากนี้คือการขยายสู่กลุ่มลูกค้าองค์กรให้มากขึ้น พร้อมพัฒนาโปรดักต์พิเศษเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ร่วมกัน
ด้านวัชราภรณ์ เจริญธรรมวัชณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์ประสบการณ์ บริหารความสัมพันธ์องค์กร และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดดิจิทัล เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล กล่าวว่า การซื้อแพ็กเกจสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ของพญาไท-เปาโลเติบโตอยู่แล้ว และคาดว่าหลังจาก Shop.BeDee เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ จะช่วยผลักดันการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 30%
ปัจจุบัน ลูกค้าที่ซื้อแพ็กเกจออนไลน์ของพญาไท-เปาโลเป็นลูกค้าใหม่มากกว่า 30% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเชื่อว่าการมี Shop.BeDee เข้ามาเสริมจะช่วยสร้างสถิติสูงสุดใหม่ หรือ New High ของสัดส่วนลูกค้าใหม่ให้เพิ่มขึ้นแตะ 40%
“แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์สงคราม แต่ข้อมูลหลังบ้านของลูกค้าออนไลน์ยังคงเติบโตในระดับ Double Digit และสร้างรายได้ประมาณ 4 ล้านบาทต่อวัน โดยผู้บริโภคยังคงซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพ แพ็กเกจด้านผิวหนัง และบริการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง” วัชราภรณ์ กล่าว

Expat หนุน พญาไท-เปาโล ตั้งเป้าโต 5%
นอกจากการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในประเทศแล้ว เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลยังมองเห็นโอกาสจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าต่างชาติและชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในระยะต่อไป ควบคู่ไปกับการผลักดันบริการด้าน Preventive Healthcare ให้เข้าถึงคนหมู่มากมากขึ้น
ศุภกร ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเครือพญาไท-เปาโลมีโรงพยาบาลทั้งหมด 12 แห่ง โดยแห่งล่าสุดคือโรงพยาบาลพญาไท บ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และมีฐานลูกค้ารวม 3.8 ล้านราย
ขณะเดียวกัน ลูกค้าชาวต่างชาติก็สามารถใช้บริการซื้อแพ็กเกจผ่านช่องทางออนไลน์ได้เช่นกัน โดยกลุ่มลูกค้า Expat ที่ใช้บริการส่วนใหญ่มาจากเมียนมาและจีน ส่วนลูกค้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ของการเข้ามาพำนักและการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ส่งผลให้กลุ่ม Expat ที่เข้ามาใช้บริการกับเครือเติบโตประมาณ 30% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไม่รวมลูกค้าจากกัมพูชาและตะวันออกกลาง
สำหรับปีนี้ เครือพญาไท-เปาโลตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 5% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมกว่า 28,000 ล้านบาท โดยมองว่าภาพรวมตลาดโรงพยาบาลเอกชนในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นโอกาสของตลาด Expat เนื่องจากชาวต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็น Safe Zone ทั้งในจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ขณะที่การผลักดันบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านการใช้ดิจิทัลจะช่วยให้การรักษาและการดูแลสุขภาพรูปแบบดังกล่าวเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “หมอเปียง” ทุ่มงบเฉียดร้อยล้าน เปิดตัวแฟล็กชิปใหม่ที่ “เกษร ทาวเวอร์” ครอบคลุม 8 ศูนย์เฉพาะทาง นิยามใหม่ของการฟื้นฟูสุขภาพ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


