หวังลบภาพจำเครื่องแก้วคุณแม่! “โอเชียนกลาส” จับมือ “Butterbear” ออกสินค้าใหม่ เพิ่มฐาน Gen Z

หวังลบภาพจำเครื่องแก้วคุณแม่! “โอเชียนกลาส” จับมือ “Butterbear” ออกสินค้าใหม่ เพิ่มฐาน Gen Z

เครื่องแก้ว “โอเชียน” รุกสร้างแบรนด์ครั้งใหญ่หลังแผ่วมากว่า 5 ปี ผนึกกำลัง “Butterbear” ลุย B2C ออกสินค้าใหม่หวังลบภาพจำ “แก้วของคุณแม่” และเพิ่มฐานคนซื้อ Gen Z ดันยอดขายรวมทุกช่องทางโตต่อเนื่องระยะยาว


    “โอเชียนกลาส” ผลิตแก้วคุณภาพดีมาตรฐานโลกขายปีละ130 ล้านใบในไทยและส่งออกไปทั่วโลกอีกกว่า 90 ประเทศ ป้อนสินค้าให้กับโรงแรม ร้านอาหาร งานจัดเลี้ยง และใช้อย่างแพร่หลายกับลูกค้าประเภทองค์กร โอเชียนกลาสจึงเป็นที่รู้จักอย่างดีในวงการดังกล่าว ในฐานะโรงงานผลิตแก้วของไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานโลก ทั้งยังเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศ อาทิ อินเดีย

    ด้วยโอเชียนกลาสก่อตั้งมานานกว่า 4 ทศวรรษ ลูกค้าในช่องทาง B2C ซึ่งมีสัดส่วนไม่มากเท่าช่องทางอื่น ส่วนใหญ่จะมีอายุมากกว่า 40 ปี และเมื่อบริษัทได้ทำการวิจัยและสัมภาษณ์ลูกค้ากลุ่ม Gen Z ว่าซื้อแก้วของโอเชียนกลาสหรือไม่? Gen Z ตอบว่า “ซื้อ” แต่ไม่ได้รู้จักแบรนด์ และยังบอกอีกว่า “โอเชียน” คือ “แก้วของคุณแม่” ซึ่งอาจจะสะท้อนภาพลักษณ์สินค้าที่ไม่ทันสมัย ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในวันนี้

    ดังนั้นการรับรู้ของผู้บริโภคกับแก้วโอเชียน ที่ยังอยู่ในระดับ “Familiar but fade and not aspirational” จึงมีความเสี่ยงที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับสินค้าจีนที่เข้ามาเป็นคู่แข่งรายสำคัญในไทยตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนได้มากขึ้นในอนาคต

    นี่เป็น pain point และเหตุผลหลักที่ทำให้ โอเชียนกลาส ภายใต้การกุมบังเหียนของ ธีรนี กิตติธีระนนทร์ กรรมการผู้จัดการคนล่าสุดของ บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) ต้องลุกมาทำการ “Rejuvenate Brand” เพื่อให้แบรนด์มีความสดใหม่ ทันสมัยตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา นับเป็นความเคลื่อนไหวทางการตลาดของสินค้าครั้งแรกหลังจากเงียบๆ มากว่า 5 ปีตั้งแต่โควิดระบาด

    กลยุทธ์ 3 อย่างที่นำมาใช้ เพื่อให้ Vision ของธีรนีบรรลุวัตถุประสงค์ ได้แก่

    1. สร้าง Brand Relevance ในชีวิตประจำวัน

    2. การทำให้แบรนด์แก้วโอเชียนกลับมาอยู่ในใจและใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยการบุกตลาด B2C นำสินค้าเข้าไปอยู่ในช่องทางนี้มากขึ้น และผลักดันให้สัดส่วนยอดขายที่ผ่านช่องทาง B2C เพิ่มเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ใน 3-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการขายเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนการขายผ่านช่องทางอื่นๆ

    3. ลดการพึ่งพา Discount Driven Growth

    ธีรนีกล่าวว่า โอเชียนเลือกผนึกกำลัง (collaboration) กับ Butterbear ในแคมเปญ “My Pleasure Moment” เป็น strategic move ที่จะสร้าง growth engine และเปลี่ยนเครื่องแก้วโอเชียนในมุมมองของผู้บริโภคที่เคย “เป็นของใช้จำเป็นทั่วไป” ให้เป็น “ของที่สร้างคุณค่าและความรู้สึก”(emotional value)

    “ตอนที่เราทำเรื่องของ Communication เราจะนึกถึงว่าจะทำให้อย่างไรให้ลูกค้าที่กำลังคิดจะหาซื้อแก้วสักใบ เขามองหาแบรนด์โอเชียน วันนี้แก้วไม่ควรจะเป็นแค่แก้วแล้ว แต่ควรจะเป็นสื่อของความรู้สึก เป็นเรื่อง Emotion มากกว่าที่จะเป็นแก้วน้ำธรรมดา” ธีรนีบอก

​

ธีรนี กิตติธีระนนทร์


    เธออธิบายว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของโอเชียนกลาสคือ การนำเสนอ Life’s Pleasures ให้กับลูกค้าผ่านเครื่องแก้วที่มีคุณภาพ ดังนั้นเมื่อจะสื่อเรื่องของ Life’s Pleasures ก็ต้องสื่อมากกว่าแก้วน้ำใสๆ หนึ่งใบ แก้วต้องออกแบบให้สวยงาม เพื่อให้ลูกค้าอยากได้ และต้องทำให้ลูกค้ามีแก้วมากกว่าหนึ่งใบที่บ้าน เพื่อตอบโจทย์ในทุกๆ โมเมนต์ที่เป็นการเฉลิมฉลอง นี่คือการเปลี่ยนกลยุทธ์ของโอเชียนจาก “Manufacturing Base” เป็น “Customer Focus” มากขึ้น

    “ด้วยความที่เราอยากจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น อยากให้ลูกค้าเดินไปแล้วรู้สึกว่าฉันอยากซื้อโอเชียน ไม่ใช่แค่ว่าฉันอยากซื้อแก้ว เราจึงมานั่งคุยกันว่า เราจะต้องทำเรื่องของ Branding และหนึ่งในคอนเซปต์ที่จะสื่อสารได้ดี ก็คือการทำ Collaboration

    “ในช่วงที่คิดอยู่นั้น เป็นช่วงที่มีกระแสของน้องเนย ทุกคนรู้จักน้องเนย น้องเนยเป็นอะไรที่ฮีลใจ อยู่ด้วยแล้วสดใส โลกนี้สดชื่น เหมาะกับแก้วของเราที่เป็น Life’s Pleasures แคมเปญ My Pleasure Moment จึงเกิดขึ้น เพื่อให้น้องเนยเป็นตัวแทนที่จะสื่อสาร ไปหามัมหมีพ่อหมีทุกคนให้สามารถมีสิ่งที่เรียกว่าตอบโจทย์ Pleasures in Every Moment และให้น้องเนยสามารถไปนั่งอยู่ในใจของมัมหมีพ่อหมีได้ตลอดเวลา” ธีรนีกล่าว

​


    ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีสินค้า Ocean X Butterbear ออกมาวางตลาดให้สะสม 4 คอลเลกชั่น คอลเลกชั่นแรก ได้แก่ Butterbear Summer Splash ซึ่งทำไปแล้วในเดือนที่ผ่านมาและได้ผลตอบรับเรื่องการรู้จักแบรนด์ได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก ทั้งด้านการพูดถึง การรีวิว และการขยายฐานของ fan base

    ขณะที่สินค้า Ocean X Butterbear อีก 3 คอลเลกชั่นจะวางจำหน่ายในอนาคต ได้แก่ Rainy Cozy ในเดือนมิถุนายน พร้อมสินค้าพิเศษที่ซื้อตามเงื่อนไข และตามด้วย Butterbear Autumn Breeze และ Butterbear Winter Hug แต่ละคอลเลกชั่นจะมีให้เลือกสะสมเพียง 100-1,000 ชิ้น

    สินค้า Ocean X Butterbear มีตั้งแต่ แก้วน้ำ กระบอกน้ำ กล่องข้าว แก้วไวน์ แก้วปิคนิค แก้วชงชา แก้วกาแฟ จนถึงชุดมัทฉะ สินค้าทั้งหมดนี้ไม่ได้เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะการดีไชน์เท่านั้น แต่ขายเอ็กซ์คลูซีฟในแต่ละช่องทางด้วย ทั้งออนไลน์ ที่ไลน์ช็อปปิ้ง, TikTok shop, Shopee และ Lazada ส่วนช่องทางออฟไลน์ มีจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สยามพารากอน และเอ็มโพเรียม พร้อมของสมนาคุณในแต่ละช่องทาง

    “เราเลือกจับมือกับ Butterbear เพราะมี Emotional Equity สูงในตลาด อีกทั้งเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับต่างประเทศ ขณะที่โอเชียนจะเป็นเครื่องแก้วคุณภาพ ทำหน้าที่นำเสนอ Life’s Pleasure ตอบโจทย์ลูกค้าทุกโมเมนต์ เราอยากให้ลูกค้าซื้อโอเชียนไม่ใช่แค่อยากซื้อแก้ว วันนี้ แก้ว…ไม่ควรเป็นแค่แก้ว สินค้าที่ดีต้องถูกรู้สึก…ไม่ใช่แค่ใช้งาน” ธีรนีย้ำ

    สำหรับโอเชียนกลาส ก่อตั้งมา 44 ปี ผลิตเครื่องแก้วทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ โอเชียน (Ocean) พอช (Posh) เป็นแก้วพรีเมียมเกรด และ ลูคาริส (Lucaris) เครื่องแก้วเจียระไน สินค้าของโอเชียนมีมากกว่า 150 คอลเลกชั่นและ 400-500 SKUs อาทิ แก้วไวน์ แก้วเบียร์ แก้ววิสกี้ แก้วน้ำทรงเตี้ย หรือแก้วน้ำที่พกพาไปได้ ขายผ่านบริษัทโดยตรงและผ่านตัวแทนจำหน่าย โดยปกติจะวางจำหน่ายสินค้าใหม่ปีละ 12-13 คอลเลกชั่น แต่ในปีนี้จะมีถึง 20 คอลเลกชั่น

    ลูกค้าของโอเชียนกลาสมี 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ HoReCa (Hotel, Restaurant, Catering) เป็นพวกโรงแรม Fine Dining ร้านอาหารทั้งหลาย กลุ่มที่ 2 คือ B2B เป็นลูกค้าองค์กร เป็นแก้วของบริษัทต่างๆ ที่มีโลโก้อยู่ หรือสั่งผลิตเป็นพรีเมียมให้ของขวัญกับลูกค้า และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม B2C ซึ่งคือลูกค้าโดยทั่วไป

    ปัจจุบันรายได้ของโอเชียนกลาสอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท มาจากช่องทาง HoReCa ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ช่องทาง B2B อีกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และที่เหลืออีกกว่า 20 เปอร์เซ็นต์เป็นช่องทาง B2C

    โดยรายได้ของโอเชียนกลาส 65-70 เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม อินเดีย จีน เป็นต้น และที่เหลือ 30-35 เปอร์เซ็นต์เป็นตลาดในเมืองไทย ดังนั้นนอกจากเมืองไทยแล้ว บริษัทมีแผนจะขยายการทำตลาดสินค้า Ocean X Butterbear ไปยังต่างประเทศ รวมทั้งจีนในอนาคตด้วย

    “เราหวังว่าการบุก B2C ผ่านการ collaboration ครั้งนี้ จะทำให้คนไทยรู้จักโอเชียนกลาสในมุมมองของแก้วคุณภาพระดับโลก ที่มีความหลากหลาย มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งจะช่วยขยายฐานคนซื้อไปยังกลุ่มลูกค้า Gen Y และ Gen Z ได้มากขึ้น เสริมความแข็งแกร่งกับฐานลูกค้าเดิมคือ Gen X

    “หาก branding ดี เป็นที่รู้จักของลูกค้า B2C มากเท่าไร ยอดขายของเครื่องแก้วโอเชียนกลาสจะไม่ได้เติบโตแค่ช่องทาง B2C เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบเชิงบวกไปยังการเติบโตในช่องทาง HoReCa และ B2B ได้อย่างดี และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว การแข่งขันของตลาดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารวันนี้ไม่ได้แข่งอยู่ที่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Branding, Storytelling และ Consumer Engagement ด้วย” ธีรนีกล่าวในตอนท้าย



ภาพ: โอเชียนกลาส



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “เอพริล เบเกอรี่” เบเกอรี่ไทยพันล้าน ประกาศลงทุน 200 ล้านบาท! รีแบรนด์ใหญ่ในรอบทศวรรษ ปรับโลโก้-หน้าร้าน เดินหน้าสู่ Regional Brand

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine