MAGURO โดดลุยตลาดอีสาน 2 หมื่นล้าน ปั้นแบรนด์ “หลาย” ดักอินไซต์คนไทย กินส้มตำเดือนละ 3 ครั้ง หั่นราคาเริ่มต้น 79 บาท ปักธงกรุงเทพกรีฑา ก่อนสยายสู่ 10 สาขาใน 2-3 ปี

MAGURO โดดลุยตลาดอีสาน 2 หมื่นล้าน ปั้นแบรนด์ “หลาย” ดักอินไซต์คนไทย กินส้มตำเดือนละ 3 ครั้ง หั่นราคาเริ่มต้น 79 บาท ปักธงกรุงเทพกรีฑา ก่อนสยายสู่ 10 สาขาใน 2-3 ปี

เมื่อ MAGURO ก้าวออกจากเซฟโซนอาหารญี่ปุ่น มาลุยตลาดส้มตำ! เปิดตัวแบรนด์ "หลาย" (LAI) ร้านอาหารอีสานที่เกิดจากอินไซต์คนไทยที่กินส้มตำกันเดือนละ 2-3 ครั้ง โดยชูราคาให้จับต้องง่ายเริ่มต้น 79 บาท แต่คงคุณภาพพรีเมียมตามดีเอ็นเอแบรนด์ เพื่อหวังเจาะทั้งกลุ่มครอบครัว พนักงานออฟฟิศ และคนรุ่นใหม่ เตรียมเปิดสาขาแรกกรุงเทพกรีฑา 1 ก.ย. นี้

    บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำน่านน้ำร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียม กำลังสร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหม่ให้วงการ F&B ด้วยการก้าวออกจาก "เซฟโซน" กระโดดลงสมรภูมิร้านอาหารไทย-อีสาน ซึ่งเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ป้ายแดงภายใต้ชื่อ "หลาย" (LAI)

    นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มแบรนด์เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ แต่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ MAGURO ซุ่มศึกษามาถึง 2 ปีเต็ม เพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น "Food Culture Platform" ที่ครอบคลุมลูกค้าทุกเซกเมนต์อย่างแท้จริง


เจาะกลยุทธ์ Frequency Play ทลายเพดานความถี่

    จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางใหม่นี้ว่า “หลาย คือคำตอบของเราต่อตลาดร้านอาหารไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศ ไม่ใช่แค่การเพิ่มแบรนด์ใหม่ในพอร์ตบริษัท แต่คือก้าวสำคัญที่เราวางแผนและศึกษาตลาดมาเกือบ 2 ปี เพื่อผลักดัน MAGURO Group ให้เป็นมากกว่าผู้เชี่ยวชาญอาหารญี่ปุ่น เราเลือกส้มตำและอาหารอีสานเป็นหมัดเด็ดแรกในการบุกตลาดนี้ เพราะเป็นเมนูที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราคุ้นเคยและรับประทานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน”

    ซึ่งการตัดสินใจแตกไลน์ครั้งนี้มีจุดเริ่มมาจากอินไซต์ของฐานลูกค้าเดิม โดยจักรกฤติอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้แบรนด์หลักอย่าง Maguro หรือ Hitori Shabu จะแข็งแกร่งในตลาด premium-mass แต่ด้วยระดับราคาเฉลี่ยต่อมื้อที่ค่อนข้างสูง ทำให้ความถี่ในการใช้บริการของลูกค้าถูกจำกัดโดยธรรมชาติ

    ทว่าอาหารอีสานกลับมีธรรมชาติที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากการวิจัยพฤติกรรมลูกค้าใน ecosystem ของบริษัทพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายรับประทานส้มตำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อเดือน และบางกลุ่มรับประทานเป็นกิจวัตร


    แบรนด์ "หลาย" จึงถูกออกแบบมาเพื่อเล่นเกม frequency play เพื่อเพิ่มอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยกำหนดราคาให้เข้าถึงง่าย ส้มตำเริ่มต้นที่ 79 บาท เมนูจานเดียวอย่างข้าวผัดพริกขี้หนูคอหมูย่าง 139 บาท ไปจนถึงชุดแจ่วฮ้อนหมูเริ่มที่ 300 กว่าบาท เพื่อกวาดฐานลูกค้ากลุ่มแมส ทั้งคนรุ่นใหม่ พนักงานออฟฟิศ และกลุ่มครอบครัว

    โดยสาขาแรก เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา ซึ่งเบื้องหลังการเลือกทำเลนี้แฝงไปด้วยยุทธศาสตร์การบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม โดยบริษัทเลือกปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมของร้านอาหารตะวันตก "คูคู" (CouCou) ในเครือมาใช้งาน ทำให้สามารถใช้โครงสร้างและอุปกรณ์ครัวเดิมได้เกือบทั้งหมด ช่วยประหยัดงบลงทุนได้มหาศาล

    ขณะเดียวกันยังคงปรับรูปแบบร้านคูคูให้มีขนาดเล็กลง เน้นขายเฉพาะเมนูท็อปฮิตอย่างแพนเค้ก วาฟเฟิล และเครื่องดื่ม เพื่อเปิดให้ลูกค้าสั่งข้ามแบรนด์มารับประทานร่วมกับอาหารอีสาน ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวในย่านดังกล่าวได้อย่างลงตัว


กางแผนขยายอาณาจักร ดึงฐานสมาชิก 3 แสนรายต่อยอด

    ส่วนด้านเป้าหมายการเติบโต บริษัทคาดการณ์ว่าแบรนด์ "หลาย" จะสร้างรายได้เฉลี่ย 20-30 ล้านบาทต่อสาขาต่อปี โดยวางแผนขยายให้ได้ประมาณ 10 สาขา ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หรือเฉลี่ยปีละ 2-3 สาขา เน้นเจาะทำเลศักยภาพสูง ทั้งศูนย์การค้าใจกลางเมือง อาทิ CentralWorld, Siam Paragon, ICONSIAM, EmQuartier รวมถึงย่านอาคารสำนักงาน แต่ก็ยังคงต้องดูเรื่องพื้นที่อีกที

    นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมใช้ความได้เปรียบจากฐานสมาชิกที่มีกว่า 300,000 ราย โดยเฉพาะในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกที่มีนับหมื่นราย ในการสื่อสารการตลาดและกระตุ้นให้เกิดการตามมาทดลองชิม

    ส่วนโครงการสตรีทฟู้ดอย่าง "ช็อปแมน" (Chopman) ที่เคยทดลองตลาดผ่านช่องทาง delivery ไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันบริษัทก็ได้นำข้อมูลกลับมาฟีดแบ็กเพื่อพัฒนา ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเลือกทำเลเพื่อเปิดเป็นหน้าร้านจริงจังในปีหน้า

จักรกฤติ สายสมบูรณ์


มั่นใจรายได้ปี 69 โตไม่ต่ำกว่า 30%

    การขยับตัวครั้งนี้เกิดขึ้นบนฐานการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 MAGURO Group รายงานรายได้จากการขายและบริการรวม 1,138.6 ล้านบาท เติบโต 32.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมจำนวนสาขารวม 58 สาขา

    โดยตลอดทั้งปี 2569 บริษัทวางแผนเปิดสาขาใหม่รวมทุกแบรนด์ไม่ต่ำกว่า 15 สาขา ทั้ง Maguro, Hitori Shabu, Kaiten Sushi Ginza Onodera รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง "Age.3" (อาเกะซัง) แซนโดะทอดจากญี่ปุ่น ที่มีกำหนดเปิดตัวในเดือนตุลาคม

    อย่างไรก็ตาม แม้ต้องรับมือกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าก่อสร้าง แต่จักรกฤติยืนยันชัดเจนว่า “สิ่งที่เราไม่ทำคือเราไม่ลดคุณภาพอยู่แล้ว ไม่มีมาบอกว่าเคยใช้เนื้อดีแล้วเอาเนื้อไม่ดีมาเปลี่ยน เราแค่อาจเป็นการไป negotiate มากกว่า และด้วยความที่สาขาเราเยอะขึ้น การสั่งซื้อแบบปริมาณมากก็ทำได้ง่ายขึ้น ช่วยบริหารจัดการตรงนี้ได้”

    “อาหารส้มตำและอาหารไทยเป็นสิ่งที่คนไทยทานได้ตลอด ไม่มีวันตาย ยังไงก็โตได้ตลอด” โดยในปี 2569 นี้ MAGURO Group ตั้งเป้าผลักดันยอดขายรวมให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือขยับขึ้นไปแตะระดับ 2,500 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ทำไว้ราว 1,973 ล้านบาท ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารที่ครอบคลุมหลากหลายสัญชาติอย่างแท้จริง


ภาพ : มากุโระ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ลัคกี้สุกี้” ส่งโมเดลใหม่สู้ศึก! บุฟเฟ่ต์ “สุกี้+ติ่มซำ” ในร้านเดียว ประเดิมสาขาแรกที่ยูเนี่ยนมอลล์ ดันรายได้ปีนี้ทะยานแตะ 3.5 พันล้านบาท

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine