KCG ทำนิวไฮต่อเนื่อง 4 ปีติด ปี 2568 รายได้แตะ 8,645 ล้านบาท กำไรสุทธิ 503 ล้านบาท เดินหน้ารุกตลาดสุขภาพ-ไฮโปรตีน รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเร่งขยายตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางการจับตากำลังซื้อในประเทศและความผันผวนจากตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า KCG เป็นผู้นำตลาดวัตถุดิบการผลิตอาหารและเบเกอรี่ (Food and Bakery Ingredients : FBI) โดยมีสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม กลุ่มผลิตภัณฑ์ชีส และกลุ่มบิสกิต
โดยผลประกอบการปี 2568 บริษัทสร้างสถิตินิวไฮต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 มีรายได้จากการขาย 8,645.5 ล้านบาท เติบโต 11.6% และมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อน และยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดเนยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนาน 10 ปี ภายใต้แบรนด์ “Allowrie” ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่นั้นติดอันดับ Top 5 ของตลาด โดยมี “Imperial” เป็นแบรนด์เรือธงจากสินค้าคุกกี้กล่องแดง
ไม่เพียงแค่ความสำเร็จในปีที่ผ่านมา แต่ KCG ยังเติบโตต่อเนื่องตลอด 10 ปี (2559-2568) โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ของกำไรอยู่ที่ประมาณ 12-15% ขณะที่ตลาดเนยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 7% และชีสอยู่ที่ 4-5%
ทั้งนี้ เทรนด์สำคัญที่บริษัทกำลังให้ความสำคัญต่อจากนี้ คือ เรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะสังคมเมืองที่ครอบครัวและที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กลง ทำให้ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพและความสะดวกสบาย สามารถประกอบอาหารได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และจัดเก็บได้สะดวก
สำหรับสินค้าใหม่ที่จะออกสู่ตลาด บริษัทจะเน้นเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลดความเค็มและความหวาน พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีนสูง (High Protein) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพและผู้ที่รักการออกกำลังกาย

รุกต่างประเทศ ดันสัดส่วนรายได้โตระยะยาว
ดำรงชัย ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าก้าวข้ามจากการเป็นผู้นำในประเทศสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญระดับภูมิภาค โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่งผ่านการขยายตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบัน ตลาดนอกอาเซียนที่สำคัญของบริษัท ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ส่วนในอาเซียน ตลาดหลักอยู่ในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นอีกตลาดที่บริษัทมองเห็นโอกาสและเริ่มทำตลาดมาได้ราว 1 ปี ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียยังมีข้อจำกัดด้านข้อกำหนดฮาลาล
“เรามีเป้าหมายตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ว่าจะต้องขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และยังเปิดกว้าง เพราะเรามีโซลูชันและแนวทางสร้างดีมานด์ที่ชัดเจน แม้จะศึกษาโอกาสนี้มานาน แต่เพิ่งเริ่มโฟกัสจริงจังในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศยังมีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น จึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก” ดำรงชัย กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้เดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับสากลในกลุ่มธุรกิจ B2B โดยเน้นความร่วมมือระยะยาวผ่านการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ตลาดเวียดนาม บริษัทมีการปรับรสชาติและบรรจุภัณฑ์ของ Imperial Cookies ให้มีความพรีเมียมและเหมาะกับการมอบเป็นของขวัญ ส่งผลให้ได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์นมสูงและนิยมรสชาติแบบ Creamy บริษัทก็สามารถขยายตลาดเนยและชีสแบรนด์ Allowrie ได้อย่างต่อเนื่อง
ตั้งเป้าเติบโต 7-8% จับตากำลังซื้อครึ่งปีหลัง
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 นี้ ดำรงชัย เผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 7-8% โดยไตรมาส 1 ที่ผ่านมา สามารถเติบโตได้ 7.8% ซึ่งถือว่าตามเป้าหมาย ก่อนจะเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามบริษัทมีการประเมินสถานการณ์และจำลองผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ายังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทได้สั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อรักษาความมั่นคงด้านซัพพลายไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงวัตถุดิบบางชนิดที่มีการกำหนดราคาล่วงหน้าไปจนถึงสิ้นปี
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ยังประเมินได้ยาก คือ กำลังซื้อในประเทศ ซึ่งบริษัทติดตามอย่างใกล้ชิด จากการหารือกับพาร์ทเนอร์และทีมขายในแต่ละจังหวัด พบว่ากำลังซื้อในไตรมาส 2 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มฟู้ดเซอร์วิสและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แตกต่างจากไตรมาส 1 ที่ยังได้รับแรงหนุนจากการจองท่องเที่ยวล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตไว้ตามเดิม และเตรียมประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงครึ่งปี โดยคาดว่าสินค้ากลุ่มบิสกิตจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่กลุ่มวัตถุดิบจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อม ผ่านผู้ประกอบการที่ซื้อวัตถุดิบไปประกอบอาหารจำหน่าย ซึ่งเชื่อมโยงกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวมากขึ้น

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “อภิรักษ์” ประกาศ “รีแบรนดิ้ง” ถั่วแระญี่ปุ่น “Minnamame” พร้อมลุยตลาดไทย-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ ก่อนบุกตลาดยุโรป อเมริกา
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


