“อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ประกาศ “รีแบรนดิ้ง” ถั่วแระญี่ปุ่น “Minnamame” ในโฉมใหม่ พร้อมก้าวสู่ global brand เฟสแรกเน้น 3 ตลาดไทย-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ ก่อนบุกอเมริกา ยุโรป ขณะเดียวกันกางแผนปั้นบริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) ธุรกิจส่วนตัวซึ่งทำแบรนด์ “วี ฟาร์ม” และ”วี ฟาร์ม ตะกร้า” ขึ้นแท่นธุรกิจขนาด 1,000 ล้านและพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปี 2029

หลังจากจับมือเป็น Strategic Partner กับ Lanna Agro Industry Co Ltd) หรือ LACO ที่ถือหุ้นโดย “Proterra Equity Fund” กองทุนที่เน้นลงทุนด้านอาหารระดับโลก ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อภิรักษ์ โกษะโยธิน ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท LACO ได้ออกมาประกาศกลยุทธ์ตลาดสำหรับการขยายธุรกิจครั้งแรกที่งาน Thaifex Anuga Asia 2026 ที่อิมแพค เมืองทองธานีในวันนี้
บริษัท LACO ได้รีแบรนดิ้ง Minnamame (มินนะมาเมะ) แบรนด์ถั่วแระญี่ปุ่นจากประเทศไทย เพื่อให้คนรู้จักแบรนด์ “มินนะมาเมะ” มากขึ้น ภายใต้การรีแบรนด์ โฉมหน้าบรรจุภัณฑ์ของ “มินนะมาเมะ” จะถูกปรับให้ทันสมัย สนุก และ Lively มากขึ้น ภายใต้คอนเซปต์ “Green Pop of Happiness” หรือ “ป๊อปสุขในทุกเม็ด”
“การเดินหน้า Rebranding Minnamame ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยน Packaging แต่คือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Food Manufacturer สู่ Modern Food Brand นอกจากนี้บริษัทยังได้รวบรวมสินค้ากลุ่มถั่วแระญี่ปุ่นทั้งหมดไว้ภายใต้ชื่อ “Minnamame” เพื่อสร้าง Brand Recognition ที่แข็งแรงและพร้อมเดินหน้าขยายการเข้าถึงร้านสะดวกซื้อและ Modern Trade ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อผลักดันอาหารเพื่อสุขภาพสู่ตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว Minnamame จะเป็นแบรนด์อาหารจากประเทศไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้” อภิรักษ์กล่าว

เพื่อยกระดับ สู่ Global Lifestyle Food Brand และตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ LACO ได้ให้ “พิมฐา” Friend of Minnamame มาช่วยถ่ายทอดภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัย รักสุขภาพ ตอบโจทย์ consumer insight ทำให้ผู้บริโภครู้จักถั่วแระญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ “มินนะมาเมะ” มากขึ้น

LACO กับการเปลี่ยนผ่านสู่ Global Food Company
LACO เดินหน้าปรับภาพลักษณ์องค์กรจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สู่การเป็น Global Food Company เต็มรูปแบบ โดยวาง LACO เป็น Corporate Brand ในการขับเคลื่อนพอร์ตสินค้าจากเดิมที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งซึ่งมีสัดส่วนรายได้กว่า 70% และธุรกิจผลไม้เคลือบช็อกโกแลตที่มีสัดส่วน 20% สู่การสร้างแบรนด์สินค้าสำเร็จรูปที่หลากหลายและเป็นที่จดจำของผู้บริโภคมากขึ้น
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของ LACO มาจากตลาดสหรัฐอเมริกา 38% ญี่ปุ่น 34% ไทย 22% และกลุ่มประเทศอื่นๆ อาทิ Middle East, Asia, Oceania และ Europe อีก 6%
สินค้าของบริษัทมีวางจำหน่ายในเครือร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อชั้นนำระดับโลก อาทิ 7-Eleven, Lawson, FamilyMart, Donki, AEON, Trader Joe’s, Costco, Tesco, Waitrose และ Carrefour ครอบคลุมกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย อเมริกา และยุโรป
หลังรีแบรนดิ้ง เฟสแรกบริษัทจะเน้นทำตลาด ถั่วแระแช่แข็งแบรนด์ “มินนะมาเมะ” ใน 3 ตลาดหลักที่ ประเทศไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ก่อนจะขยายไปอเมริกา จีน เกาหลีใต้ และยุโรป ในเฟสต่อไป คาดว่าจะทำให้ ถั่วแระญี่ปุ่นแบรนด์ “มินนะมาเมะ” ของ LACO เติบโตจากที่เคยมีสัดส่วนของยอดขายเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3-5 ปี ซึ่งยอดขายโดยรวมของ LACO จะอยู่ที่ราว 3,000 ล้านบาท เพิ่มจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 2,300 ล้านบาทในปีนี้

“ตลาด Healthy Snack และ Premium Food ในเอเชียกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพ คุณภาพวัตถุดิบ และ Sustainability ทำให้ตลาดอาหารวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียง “รสชาติ” แต่แข่งขันกันทั้ง Product, Branding และ Consumer Experience นอกจากนี้สินค้า Healthy Snack กำลังกลายเป็น Everyday Lifestyle ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้เลือกสินค้าจากรสชาติอีกต่อไป แต่เลือกจากคุณภาพ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าที่แบรนด์สะท้อนออกมา เราจึงมองว่าอนาคตของธุรกิจอาหารไทย ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเกษตรหรือวัตถุดิบ แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงได้ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน” อภิรักษ์บอก
สำหรับ Minnamame หนึ่งในแบรนด์หลักของ LACO มีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดและขยายเครือข่ายการเพาะปลูกไปยังจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับส่งออกและแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเกษตรกรไทยกว่า 4,000 ครอบครัว บนพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20,000 ไร่ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว รวมถึงยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านนวัตกรรม และ Agri-Tech Startup เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, STEP, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ NIA เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมด้านอาหาร

นอกจากถั่วแระ Minnamame แล้วในอนาคตบริษัทยังเตรียมขยายไลน์สินค้าเพิ่มเติม ทั้งถั่วแระญี่ปุ่นรสชาติใหม่ๆ นมถั่วแระ เพื่อตอบโจทย์ตลาด Healthy Lifestyle และเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลกอีกด้วย
ทรานส์ฟอร์ม “บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) สู่ Global healthy food &drink player พร้อมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2029
ในฐานะที่ LACO เป็น Strategic Partner อภิรักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท วีฟูดส์ ประเทศไทย ทำสินค้าแบรนด์วี ฟาร์มและวี ฟาร์ม ตะกร้า ได้เซ็น MOU (Memorandum of Understanding) กับ LACO เพื่อร่วมกันทำงานวิจัยส่งเสริมเกษตรกร ร่วมมือด้านการผลิตพัฒนาสินค้า การขายและขยายตลาด ไปยังต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต
“เราได้ทรานส์ฟอร์ม บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด จาก Local Agri Company สู่ Global healthy food &drink player ในอนาคต จะมีการจับมือกับ Stratetic Partners เพื่อร่วมพัฒนาสินค้า หวังดันยอดขายของบริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) สู่ธุรกิจขนาด 1,000 ล้านในปี 2029 พร้อมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในปีเดียวกันด้วย”อภิรักษ์บอก
ปัจจุบัน บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำตลาดสินค้าจากวัตถุดิบการเกษตร ขายใน 7-Eleven สินค้า chilled อาทิ ข้าวโพดหวานและนมข้าวโพด อยู่ภายใต้แบรนด์ “วี ฟาร์ม”และสแนคจากกล้วย เผือก ฟักทอง และอื่นๆ อยู่ภายใต้แบรนด์ “วี ฟาร์ม ตะกร้า”
ภายหลังการปรับองค์กร ธุรกิจของวี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะดำเนินการอยู่ภายใต้คอนเซ็บต์ V-I-C-T-O-R คือ ขายสินค้าที่มี value added (V) เป็น Innovation Driven (I) สินค้าต้องเป็นที่พอใจของผู้บริโภค (Consumer Satisfaction) มีการทำงานทีม (T) คิดบวก(Optimistic) มองหาโอกาสในการทำธุรกิจเสมอ และทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อตนเอง งานและสังคม (R) - Responsibility
“นอกจาก Strategic Partners แล้ว การทำสินค้าที่เจาะคนเมือง องค์กรของเราเปิดให้คนเจน Y เจนZ เข้ามาทำงานในองค์กรมากขึ้น เพื่อหามุมมองการทำธุรกิจใหม่ๆ คนกลุ่มนี้ควรจะมีสัดส่วนมากถึง 40% ในองค์กร” อภิรักษ์บอก
บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) ที่อภิรักษ์ตั้งขึ้นมาเพียงหวังแค่จะทำสินค้าเกษตรของไทย ให้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี มีประโยชน์และขายแค่คนไทยเมื่อ 12 ปีก่อน วันนี้กำลังจะก้าวสู่ การเป็น Global Player ที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก


