จากผู้ตามสู่ผู้ท้าชิง! TikTok Shop พลิกเกมอีคอมเมิร์ซไทย เบียด Lazada ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของประเทศ เมื่อ “ความบันเทิง” กลายเป็นแรงกระตุ้นการซื้อ และสมรภูมิวันนี้ไม่ได้แข่งแค่ราคา แต่แข่งกันแย่งเวลาและสายตาของผู้บริโภค คำถามคือ...ใครจะครองบัลลังก์อีคอมเมิร์ซไทยกันแน่?
การเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้เข้ามาพลิกโฉมพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างสิ้นเชิง จากความสะดวกสบายเพียงแค่คลิกเดียว ทำให้อีคอมเมิร์ซกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง “Lazada” (ลาซาด้า) เคยเปิดเผยข้อมูลในช่วงหนึ่งของแพลตฟอร์มว่าประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็น “แชมป์โลก” ด้านการช็อปปิ้งออนไลน์ประจำสัปดาห์ ด้วยสัดส่วนที่สูงถึง 68.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
สะท้อนให้เห็นว่าตลาดดิจิทัลรีเทลในไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสนิยมชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างหลักในชีวิตประจำวัน และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยรายงาน e-Conomy SEA จาก Google และ Temasek คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะพุ่งทะยานไปถึง 1.8 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 14% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดึงดูดเม็ดเงินและผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
ถอดรหัส “หมัดเด็ด” และอินไซต์ผู้บริโภค Shopee VS Lazada
เมื่อเจาะลึกไปที่ความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวไทย จะพบว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีกลยุทธ์และจุดเด่นที่ครองใจฐานลูกค้าแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ที่สำรวจความคิดเห็นของนักช็อปชาวไทยในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม - 10 กันยายน 2567 พบว่านักช็อปไทยมีมุมมองต่อแพลตฟอร์มต่างๆ ดังต่อไปนี้
-Shopee (ผู้นำด้าน User Experience): ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (UI) ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทย โครงสร้างแอปพลิเคชันทำให้การค้นหาสินค้าและการเก็บโค้ดโปรโมชันเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและไม่ซับซ้อน ส่งผลให้ Shopee สามารถรักษาความผูกพันกับผู้ใช้งาน (User Engagement) ได้ในระดับสูง
-Lazada (ผู้นำด้าน Brand Trust & After-Sales Service): แม้จะเป็นผู้เล่นรายแรกที่เข้ามาบุกเบิกและวางรากฐานตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ทว่าในปัจจุบัน Lazada กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญเมื่อต้องปรับฐานะลงมาอยู่อันดับที่ 3 ของตลาด
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่คู่แข่งยังลอกเลียนแบบได้ยากคือ ความได้เปรียบด้านราคาสุทธิ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง (High-ticket Items) และสินค้าจากร้านค้าทางการ (Official Store) นอกจากนี้ยังโดดเด่นในเรื่องความน่าเชื่อถือของบริการหลังการขาย ระบบการเคลมสินค้าที่รวดเร็ว และการติดต่อเจ้าหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มัดใจกลุ่มผู้บริโภคระดับบน
เปิดสถิติการรับรู้บนโลกออนไลน์ (Social Voice)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ (Social Listening) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผ่านเครื่องมือ DXT360 ในช่วงเวลาดังกล่าว พบว่าสัดส่วนการพูดถึงของนักช็อปชาวไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้เล่นหลัก ดังนี้:
-Shopee: 36%
-Lazada: 27%
-TikTok Shop: 13%
แม้ว่าในช่วงเวลานั้น TikTok Shop จะมีสัดส่วนการพูดถึงบนโซเชียลมีเดียเป็นรองค่อนข้างมาก แต่เมื่อหันไปดูในแง่ของ "รายได้รวม" โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขกลับสะท้อนภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่สั่นคลอนโครงสร้างตลาดอย่างรุนแรง
การเติบโตแบบก้าวกระโดดข้ามปี
หากเปรียบเทียบผลประกอบการในช่วงสองปีที่ผ่านมา จะเห็นทิศทางการแข่งขันที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ:
-Shopee (ผู้นำตลาด): ในปี 2567 สร้างรายได้สูงถึง 49,964.6 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2568 มีรายได้รวม 88,387.2 ล้านบาท เรียกว่ายังคงรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งในแง่ของรายได้รวมได้อย่างเหนียวแน่นจากฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง
-Lazada (อดีตเบอร์สอง): ในปี 2567 มีรายได้ 28,291.3 ล้านบาท และขยับขึ้นมาที่ 30,162.9 ล้านบาทในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเติบโต แต่เนื่องจากการรุกคืบของผู้ท้าชิงรายใหม่ ทำให้พี่ใหญ่ผู้บุกเบิกรายนี้ต้องเสียตำแหน่งเบอร์ 2 และผันตัวไปเน้นย้ำสเตทเมนท์ที่ชัดเจนขึ้น ด้วยการยกระดับแพลตฟอร์มมุ่งสู่ตลาดระดับ “พรีเมียม” อย่างเต็มตัว
-TikTok Shop (ผู้ท้าชิงพลัง Social Commerce): แม้ปี 2567 ทำรายได้ไป 12,066.4 ล้านบาท แต่เพียงแค่ปีเดียว ในปี 2568 TikTok Shop กลับสร้างปรากฏการณ์กวาดรายได้พุ่งทะยานไปถึง 54,411.9 ล้านบาท เบียด Lazada ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศได้อย่างเป็นทางการ

ข้อได้เปรียบของระบบนิเวศแบบไร้รอยต่อ
ความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ TikTok Shop เกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคผ่านโมเดล “Shoppertainment” หรือความบันเทิงนำการช็อปปิ้ง กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การดูคอนเทนต์รีวิว การรับชมไลฟ์สตรีมสด ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ สามารถจบลงได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว (Seamless Experience) ยิ่งเมื่อผสมผสานกับกลยุทธ์การตลาดที่ดุดัน ทั้งการแจกคูปองส่วนลดมูลค่าสูงผ่านไลฟ์สตรีม และการยกเว้นเงื่อนไขยอดซื้อขั้นต่ำ ยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
ท้ายที่สุด สมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันด้านราคาหรือระบบโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่คือการแย่งชิง “เวลาและสายตา” ของผู้บริโภค การที่ TikTok Shop สามารถขี่พายุแซงหน้าผู้บุกเบิกอย่าง Lazada ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ได้นั้น เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความเก๋าเกมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน... อาจไม่สำคัญเท่าความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในทุกวินาทีก็ได้
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บ้าน-รถผ่อนได้ ถึงคิวแบรนด์เนม! เปิดสูตรโตของ “แบรนด์เนม มันนี่” จับ Pain Point คนอยากได้ของหรู สู่พอร์ตสินเชื่อ 400 ล้าน และ NPL เป็นศูนย์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


