ยุค AI ยิ่งต้องง้อคน! การ์ทเนอร์ชี้ 80% เลิกจ้างไม่ดันกำไร คาดอีก 3 ปีตลาดงานบูม

ยุค AI ยิ่งต้องง้อคน! การ์ทเนอร์ชี้ 80% เลิกจ้างไม่ดันกำไร คาดอีก 3 ปีตลาดงานบูม

FORBES THAILAND / ADMIN
05 Jun 2026 | 12:26 PM
READ 107

การ์ทเนอร์ (Gartner) เผยผลสำรวจสะเทือนวงการธุรกิจ ชี้ 80% ขององค์กรที่นำเทคโนโลยี "ธุรกิจอัตโนมัติ" มาใช้ควบคู่กับการเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุน กลับไม่ได้ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อย่างที่หวัง เตือนซีอีโอเร่งปรับมุมมอง เน้นอัปสกิลบุคลากร เพื่อทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ พร้อมฟันธงภายในปี 2571-2572 เทคโนโลยีจะกลายเป็นขุมพลังสร้างงานใหม่ให้มนุษย์มหาศาล


    ผลสำรวจล่าสุดจากการ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยีระดับโลก สะท้อนภาพความเข้าใจผิดขององค์กรธุรกิจยุคใหม่ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน โดยพบว่าแม้ร้อยละ 80 ขององค์กรที่นำแนวคิด "ธุรกิจอัตโนมัติ" (Autonomous Business) มาใช้ จะมีการปรับลดจำนวนพนักงานลง แต่การเลิกจ้างดังกล่าวกลับไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่าเสมอไป

    ข้อมูลดังกล่าวเจาะลึกมาจากผลสำรวจผู้บริหารธุรกิจระดับโลกจำนวน 350 รายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป และมีการนำร่องใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เอไอเอเจนต์ (AI Agents) ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Automation) หรือเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูงอื่นๆ

    ผลลัพธ์ที่น่าสนใจชี้ให้เห็นว่า อัตราการปรับลดพนักงานระหว่างกลุ่มองค์กรที่ได้รับ ROI สูงจากเทคโนโลยี กับกลุ่มที่ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยหรือมีผลลัพธ์ติดลบนั้น มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการลดต้นทุนด้านบุคลากรไม่ใช่กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของการทำทรานส์ฟอร์เมชัน


    เฮเลน พอยเตอแวง รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ให้มุมมองว่า ซีอีโอจำนวนมากมักมองการใช้ AI ควบคู่ไปกับการเลิกจ้างพนักงานเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้น ทว่าทัศนคตินี้ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แม้การลดพนักงานจะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างในงบประมาณได้ แต่ไม่ได้ช่วยสร้างผลตอบแทนที่แท้จริง

    โดยองค์กรที่สามารถผลักดัน ROI ให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม คือองค์กรที่ไม่ได้พยายามกำจัดคนทิ้ง แต่เลือกที่จะเสริมศักยภาพของบุคลากร ผ่านการลงทุนอย่างจริงจังในด้านการอัปสกิล ตำแหน่งงาน และปรับโมเดลการดำเนินงาน เพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าไปกำกับ แนะนำ และต่อยอดขีดความสามารถของระบบอัตโนมัติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง เอไอเอเจนต์, RPA (Robotic Process Automation), ดิจิทัลทวิน (Digital Twins) รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่แปลงเป็นโทเค็น (Tokenized Assets) มาใช้งาน จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับองค์กรจากการทำระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐาน ไปสู่ “ความสามารถในการทำงานด้วยตนเองอย่างแท้จริง” (True Autonomy)

    ซึ่งหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ทั้งเครื่องจักรและมนุษย์ต่างมีอิสระในการทำงานมากขึ้น รูปแบบนี้ไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ไร้มนุษย์ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาขยายขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลให้สูงขึ้น


    สำหรับทิศทางในอนาคต การ์ทเนอร์ประเมินว่าแนวโน้มธุรกิจอัตโนมัติจะยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับการเปิดรับเอไอเอเจนต์ของภาคธุรกิจ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายในตลาดซอฟต์แวร์เอไอเอเจนต์จะพุ่งสูงถึง 2.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และทะยานแตะ 3.76 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับฐานมูลค่า 8.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567

    ส่วนในระยะยาว เมื่อความเป็นอิสระในการทำงานของเครื่องจักรและมนุษย์ผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ความต้องการแรงงานคนจะปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับความกังวลเดิม โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในช่วงปี 2571-2572 ธุรกิจอัตโนมัติจะกลายเป็นฟันเฟืองเชิงบวกในการสร้างงานใหม่ โดยเฉพาะรูปแบบการทำงานที่ AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้

    ผนวกกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างปัญหาการลดลงของประชากร และเงื่อนไขสำคัญทางธุรกิจที่ผู้บริโภคยังคงต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจของมนุษย์ในสถานการณ์ที่มีเดิมพันสูง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวการันตีว่า “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ” จะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ ในการขับเคลื่อนและขยายขนาดธุรกิจในยุคอัตโนมัติต่อไปอย่างยั่งยืน


ภาพ : การ์ทเนอร์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Microsoft - Meta ลดคนครั้งใหญ่ เตรียมเลิกจ้างเฉียดหมื่นคน! แต่ทุ่มงบแสนล้าน เร่งพัฒนา AI

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine